2
ซวยหรือโชคช่วยกันแน่ 1
หกสัปดาห์ก่อน
“เป็คนที่วาสนาดีมาก...”
นั่นคือน้ำคำที่มักจะได้ยินจากพวกหมอดูทุกคนหรือแม้แต่กระทั่งในเว็บดูดวงแต่เราไม่เข้าใจประโยคที่ว่าเรานั้น วาสนาดีคืออะไร เราไม่เข้าใจจริงๆเพราะเท่าที่ผ่านมา เรารู้ตัวเองดีว่าเป็คนอับโชคมากมายขนาดไหน
‘แกน่ะมันนังนรกมาเกิดนังนรก’
เฮ้อ..อุตส่าห์หนีมาไกลถึงขนาดนี้แล้วแต่เสียงด่าทอพวกนี้ก็ยังตามติดไม่เลิกซะทีสินะ น่าเบื่อชะมัดเลย หรือเราควรจะหายไปจากโลกนี้ซะทีนะอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์นี่นา หายๆไปเลยก็คงจะดีแต่ตามจริงไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีใครอยากจะต้อนรับอยู่แล้วนี่
ถึงจะหนีมาได้ไกลขนาดนี้แต่ผู้คนที่นี่ก็ไม่ต่างกัน มองเราด้วยสายตาดูถูกดูแคลน ั้แ่หัวจรดเท้าทั้งที่ก็ไม่ได้รู้จักเราเสียซะด้วยซ้ำ ทั้งที่เราแค่ยืนอยู่เฉยๆเงียบๆก็เท่านั้นเฮ้อ...อยากหายตัวไปจังเลย
‘จะกลับมาทำไม รู้ไหมพอไม่มีมึงอยู่ คนอื่นเขามีความสุขกันขนาดไหน’
‘นี่อย่าเข้าไปใกล้แดนดี้นะระวังจะโดนจับไปข่มขืนล่ะ’
‘ชื่อกับหน้าตาช่างไม่เข้ากันเลยอย่าบอกนะว่าตั้งชื่อเอาเองอ่ะ’
‘ผู้หญิงอะไรเหมือนผู้ชายเลย น่ากลัวชะมัด’
‘เฮอะ ปัญญาอ่อนชะมัดกะจะทำแบบนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจหรือไง ไร้สาระ’
‘นี่...แดนดี้เป็คนอีสานเหรอคือพอดีไม่ได้จะว่าอะไรหรอกนะ แต่ว่า...แทบไม่มีจมูกเลยอ่ะ ควรไปทำศัลยกรรมนะ ฮ่าฮ่า ฮ่า’
‘นี่ขอลอกการบ้านหน่อยไม่ได้หรือไงขี้หวงชะมัด นิสัยไม่ดีเลย นี่ทุกคนต่อแต่นี้ไปไม่ต้องคุยกับแดนดี้นะ เฮอะ’
‘ผิวดีจังหน้าก็เรียวเล็กนิดเดียว แต่ตัวใหญ่มาก พอมองรวมๆแล้วเหมือนเอเลี่ยนเลยอ่ะ ฮ่า ฮ่าฮ่า’
‘คำว่าเพื่อนได้ไหมล่ะ’
กึก
แต่พอยิ่งอยู่เงียบๆคำพูดพวกนี้ก็ยิ่งผุดขึ้นมาให้หวนนึกถึงเหตุการณ์พวกนั้นอย่างไม่มีทางเลือกทั้งคำด่าทอจากบุพการีที่ทำเหมือนเราเป็กาฝากในบ้าน ทั้งคำวิพากวิจารณ์จากคนที่คิดว่าเป็เพื่อนทั้งน้ำเสียงหัวเราะเย้ยหยันดูแคลนจากคนที่เคยแอบชอบ
ทั้งหมดทั้งมวลนี่มันอะไรกันั้แ่เกิดและเติบโตมา ไม่มีสักวันเลยที่เราจะหลุดพ้นออกไปจากคำต่อว่าด่าทอพวกนี้
ตอนที่เข้าเรียนอนุบาลก็โดนเด็กคนอื่นๆและคุณครูในห้องบูลลี่และเพราะอย่างนั้น ทางเลือกของเราจึงมีเพียงแค่ซื้อขนมไปเลี้ยงคนพวกนั้นเพื่อทำข้อตกลงไม่ให้แกล้งเราในทุกๆวัน
แต่พอขึ้นประถมกับมัธยมต้นสิ่งที่ทำมาก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี เราต้องโดนต่อว่า ตบตีมากมายทั้งโดนคนที่เรียนอยู่ในห้องเดียวกัน นั่นก็ว่าแย่แล้ว แต่พอกลับมาถึงที่บ้านก็ยังต้องมาเจอกับครอบครัวที่เห็นเราเป็เพียงที่ระบายอารมณ์
แต่พอขึ้นมัธยมปลาย เราคิดว่าอา..เราอาจจะหลุดพ้นจากเื่พวกนั้นแต่เปล่าเลย ดันได้เรียนห้องเดียวกันกับคนที่มาจากห้องเดียวกันในตอนมัธยมต้นอีก
ซ้ำร้ายเรายังไม่สามารถหาเพื่อนหรือคุยกับใครได้อย่างอิสระเพราะเมื่อพอเข้าไปคุยกับใคร คนที่มาจากห้องเดียวกันตอนมัธยมต้นก็จะเข้ามากระซิบบอกกับคนอื่นๆว่าเรานิสัยไม่ดีหรือไม่ก็สั่งไม่ให้คนอื่นพูดคุยกับเราหรือแม้กระทั่งถามเราต่อหน้าคนอื่นให้ต้องอับอายว่า เราแอบชอบทั้งที่เราก็แค่อยากจะมีเพื่อนคุยเท่านั้น
ฮึแถมเรายังโดนใช้ให้ถือของส่วนตัวของคนพวกนั้นบ่อยๆ โดยพาไปไหนมาไหนด้วยเพื่อเก็บคนขึ้เหร่อย่างเราเอาไว้ข้างกาย เพราะมันจะทำให้คนพวกนั้นดูดี
เราที่ไม่คิดอะไรก็ดันโง่ให้คนพวกนั้นปั่นหัวเล่นอยู่เสียตั้งนาน ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจจริงๆว่าเพราะอะไรทำไมตอนนั้นเราถึงได้โง่และไม่ทันเกมนัก
แต่พอครั้นจะได้เข้ามหาวิทยาลัยในที่สุดเราก็ดีใจมากว่า ในที่สุดเราก็จะได้หลุดพ้นออกไปจากคนพวกนั้นเสียทีแต่ว่าคำอวยพรที่เราได้จากคนพวกนั้นในตอนสุดท้าย ก็คือ ‘นิสัยแบบนี้คงจะมีเพื่อนอยู่หรอก’ ฮึ และเพียงคำพูดนี้ก็กลับทำให้เรากลับไปเป็คนโง่อีกครั้งแต่ในระหว่างนั้น เราก็ยังคิดว่า ไม่เห็นเป็ไรนี่..ปกติทั้งชีวิตก็เป็อย่างนี้มาตลอดถ้าไม่มีเพื่อนก็ไม่เห็นจะเป็อะไร
แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัยดีเกินคาดกว่าในสิ่งที่เราคิดเอาไว้เป็ความรู้สึกที่ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดออกมาจากบ่วงหนามที่โอบรัด
แต่ถึงอย่างนั้นถึงแม้จะไม่มีคำพูดดูถูกดูแคลนนักแต่เราก็ััได้ถึงสายตาและน้ำเสียงแค่นหัวเราะในลำคอที่ถูกส่งผ่านมาหาเราอยู่ดีเป็ความรู้สึกที่มากกว่ามองเพียงแค่ตัวตนของเรา แต่มองไปถึงฐานะของครอบครัว
และที่สำคัญไม่ว่าเราจะพยายามทำสิ่งต่างๆมากมายแค่ไหนมีความสามารถยังไง มันก็ไม่เคยมีค่าพอ มันไม่เคยทำเงินได้ตามที่หวังทำให้เรานั้นยิ่งรู้สึกท้อถอย ต่อให้หันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนอื่นว่าดีแต่เราก็ไม่เคยได้สมปรารถนา จนสุดท้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพพญาดาบ้าบอมากมายก็กลายเป็เื่ไร้สาระสำหรับเรา
ดังนั้นหลังจากเรียนจบออกมาเราจึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครอีกต่อไป เพราะเวลาที่ผ่านมา ทุกวินาทีมันเกินพอสำหรับเราแล้ว เราเหนื่อยมาก เราอยากจะหายไป หายไปจากโลกนี้ซะเพราะที่ผ่านมา..โลกใบนี้ไม่เคยมีที่ยืนว่างพอสำหรับคนอย่างเราเลย
แต่ว่า...
การจะหายไปจากโลกนี้มีเพียงสิ่งเดียวนั่นก็คือ ความตาย แต่เราไม่ได้อยากตาย...
จ๊อกกกกกกก
เสียงน้ำถูกเทลงบนแก้วที่ถูกเตรียมเอาไว้ตรงหน้าอย่างช้าๆในมือกำขวดยานอนหลับที่แวะซื้อเตรียมเอาไว้ั้แ่สัปดาห์ก่อนซึ่งในตอนนี้เม็ดยากว่าหนึ่งกำมือก็ถูกเตรียมพร้อมอยู่ในฝ่ามือตนเองเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้นขณะที่ทุกอย่างต่างเงียบสงบและมีสายลมพัดเอื่อยล้อเข้ามาจากช่องหน้าต่างถึงความคิดจะชักนำว่าตัวตนของตนเองควรจะหายไปแต่ภายในจิตใจก็กลับโต้แย้งว่ายังอยากจะอยู่ต่อ
“ถึงแม้จะไม่มีอะไรดีขึ้นก็ตาม”สองมือกำแน่น กรามที่ขบให้เห็นเด่นชัด ใบหน้างุดลงมองแก้วน้ำตรงหน้า“แต่ว่า..เราอยากอยู่ต่อ เรายังไม่อยากตาย เราอยากหายไปจากโลกนี้ก็จริงแต่ว่า..มันจะเป็แบบนั้นไปได้อย่างไรกัน อึก ได้โปรดเถอะ ใครก็ได้มาพาเราหายไปจากโลกนี้ที”
ครึก ขลุก ขลุก
เสียงเม็ดยานอนหลับในมือกระทบพื้นและกระจัดกระจายเต็มห้องพักเสียงหอบหายใจหนักหน่วงท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มมืดครึ้มสีหน้างุดลงแต่ก็เต็มไปดูความกรุ่นโกรธในตัวเอง
“ฮึ” เหยียดตัวขึ้นเสยปอยผมที่ไหลลงมาปกปิดใบหน้า กระตุกยิ้มเยาะในความโง่เง่าของตัวเอง“โง่เง่าชะมัด ในโลกนี้จะไปมีคนมีความสามารถแบบนั้นได้อย่างไรขนาดพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแหล่ยังปฏิเสธเราเลยไอที่บอกว่าที่ตรงโน้นตรงนี้ศักดิ์สิทธิ์และประทานพรสมดั่งปรารถนาเราที่ไปมาหมดไม่เห็นจะได้เื่อะไรสักที่ ห่วยแตก เฮ้อ...”ยกแก้วน้ำที่ถูกเตรียมไว้ขึ้นดื่ม “ดันคิดและจะทำเื่โง่เง่าขึ้นมาเสียได้ไม่ไหวเลยแฮะ พออยู่เงียบๆทีไร เื่พวกนั้นก็ดันผุดขึ้นมาให้นึกถึงทุกที”ถอนลมหายใจพรืดอีกครั้ง ก่อนจะเงยง้างใบหน้าของตนขึ้นเพื่อเรียกคืนสติและก้มลงในตำแหน่งเดิม เบือนหันกลับไปมองมุมหนึ่งของห้องที่เรียกมุมนั้นว่ามุมครัว “คงต้องออกไปซื้อของกินมาเพิ่มแล้วสิถึงเงินจะไม่ค่อยมีก็เถอะ”
“ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ”
“เฮ้อ..”เสียงพ่นลมหายใจพรืดดังขึ้นอีกครั้ง ขณะก้มมองใบเสร็จในมือนิ่งหลังจากพ้นออกจากซุเปอร์มาเก็ตใกล้ที่พัก“แพงจัง ได้ของแค่ไม่กี่อย่างเอง ฮึ รู้สึกจนอย่างไรไม่รู้แฮะ”หลุดผล็อยรอยยิ้มเยาะตัวเอง ก่อนจะพับใบเสร็จที่ว่านั้นเก็บลงกระเป๋าสะพาย
และก้าวเท้าตั้งใจพาตัวเองเดินกลับไปยังที่พักตามเดิมแต่ว่าใน่เวลาใกล้ค่ำเพียงนี้ในขณะที่ผืนฟ้าไล่สีโทนร้อนให้เห็นออกไปไกลๆต่อหน้าเนื่องจากดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้านั้นพาให้บรรยากาศนั้นผ่อนคลายอย่างผิดแผก
อากาศที่เย็นขึ้นเพราะสายลมที่พัดเอื่อยพากลิ่นเค็มของผืนน้ำทะเลเข้ากระทบใบหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ พลันให้แดนดี้หญิงสาวผู้มีเรือนผมดำขลับกับั์ตาสีน้ำตาลเข้มทอดมองนิ่งตรงไปยังทิวทัศน์สงบเบื้องหน้านั้นก่อนจะสูดเอาลมหายใจเข้าสู่ปอดลึก ผล็อยรอยยิ้มเล็ก ปล่อยให้สายลมที่พัดมาเล่นล้อกับเส้นผมให้พริ้วกระพือไปด้านหลังและจากนั้นก็พลันทอดน่องพาตัวเองก้าวลงไปบนผืนทราย มุ่งตรงไปยังเกลียวคลื่นของน้ำเค็มที่สาดซัดกระทบฝั่งเข้ามาจนเป็ฟองขาวขุ่น
“เฮ้อ..พอเห็นท้องฟ้าเป็แบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบโยนเลยแฮะ ตลกชะมัด” สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง“เอาเป็ว่าคงต้องรีบกลับแล้วล่ะ ใกล้จะมืดขึ้นทุกที”
แต่เมื่อครั้นพอจะรีบกลับไปยังที่พักของตนที่ด้านหน้านั่น แดนดี้ ดาริกา หญิงสาวผู้ขึ้นชื่อเื่อาภัพอับโชคก็ดันสังเกตได้ถึงสิ่งผิดปกติที่ชายฝั่งจึงหรี่เปลือกตาของตนเพ่งมองอย่างพินิจพิจารณาอยู่สักพักจนในที่สุดก็ได้ตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แล้วก็ได้เห็นสิ่งที่ยิ่งทำให้ใมากยิ่งขึ้น
“นี่มัน..คนนี่”โพล่งขึ้นอย่างนึกแปลกใจ คิ้วเรียวย่นเข้าหากันอย่างบังคับไม่ได้พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้ามากขึ้นอีก
และยิ่งต้องใมากขึ้นไปอีกครั้งเมื่อร่างที่นอนแน่นิ่งนั่น อาบไปด้วยรอยคราบเืสีแดงฉาน ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมราวกับคนตะวันตกเรือนผมสีเงินยาวแผ่สยายแนบไปกับผืนทรายและเปียกชื้น แดนดี้จ้องมองร่างนั้นอย่างเป็กังวลในใจมือหนึ่งยกขึ้นจับหมับเข้าที่ขมับของตนอย่างนึกเป็กังวลใจหนึ่งก็คิดว่านี่อาจเป็แผนปล้นชิงทรัพย์ ถ้าเกิดเข้าไปใกล้มากกว่านี้แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าสิ่งที่เห็นต่อหน้านั้นอาจเป็เื่จริง
และเพราะอย่างนั้นถ้าหากสิ่งที่เห็นต่อหน้าเป็จริงแล้วละก็หากไม่ช่วยก็อาจจะอันตรายมากไปกว่านี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้น แดนดี้เองก็กลัวกับข้อสันนิษฐานแรกจากร่างที่นอนนิ่งอยู่ต่อหน้านั้นเกินกว่าจะเข้าไปใกล้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจคิดที่จะช่วยแล้วจึงเหลือบหันมองหาผู้คนที่อยู่รอบๆบริเวณนั้นเพราะ้าความช่วยเหลือแต่ว่า..ในเวลาพลบค่ำเยี่ยงนี้ กลับไร้วี่แววซึ่งผู้คนและถ้าหากว่าวิ่งไปตามหาคนมาช่วย นั่นก็อาจจะสายเกินไป
จนสุดท้ายเมื่อตั้งสติและนึกขึ้นได้จึงรีบคว้าเอาโทรศัพท์มือถือจากในกระเป๋าสะพาย กดเบอร์โทร 1669 โดยทันที
ใช้เพียงเวลาไม่นานรถพยาบาลก็วิ่งเข้ามาขนาบข้างกับขอบฟุตบาทของถนนและหลังจากนั้นใน่เวลาเพียงพริบตาเ้าหน้าที่พร้อมกับอุปกรณ์แปลยกก็เข้าทำหน้าที่ ยกคนาเ็ขึ้นเดินตรงกลับไปที่รถพยาบาลที่จอดรออยู่ตรงหน้านั้นซึ่งบานประตูท้ายรถก็เปิดรอพร้อมรับผู้าเ็อยู่แล้ว
ร่างของชายหนุ่มที่เปียกชื้นและตระเต็มไปด้วยคราบเืที่ยกวางลงบนเตียงเหล็กอย่างแ่เบาและระมัดระวังแต่ถึงอย่างนั้น ขณะที่เ้าหน้าที่จัดการอะไรแล้วเสร็จและสังเกตเห็นหญิงสาวที่ยืนนิ่งมองทุกอย่างเป็ไปอย่างรวดเร็วที่ด้านหลังนั้นก็เบือนหันเข้ามาสบและคิดว่าน่าจะเป็บุคคลพลเมืองดีที่โทรแจ้งเหตุ
“ไม่ไปด้วยกันหรือครับ”ก่อนจะโพล่งถามออกไป และพลันก้าวพาตัวเองขึ้นไปนั่งรอพร้อมบนรถด้วยเช่นกัน
“เอ๊ะ!! ต้องไปด้วยเหรอคะ” แต่แดนดี้ก็โพล่งถามออกไปด้วยความสงสัยด้วยเช่นกัน “คือ..ฉันแค่เป็คนโทรแจ้งน่ะค่ะไม่ได้เป็ญาติของผู้ชายคนนั้น”
“ครับ” ว่าขึ้นตอบกลับก่อนจะเบือนหันกลับไปมองร่างเปียกชื้นที่นอนแน่นิ่ง “ดูแล้ว คุณคงต้องไปเป็พยานหรือถูกสอบปากคำด้วยนะครับมีคราบเืเต็มไปหมดขนาดนี้ คงต้องแจ้งตำรวจด้วยน่ะครับ”
“เอ๊ะ!!..นี่คงไม่คิดว่าฉันเป็คนร้ายใช่ไหมคะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่แน่นอนครับ”
“อ้อ อย่างนั้นเองเหรอคะ”
หลังจากถึงโรงพยาบาลของตัวจังหวัดที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเท่าใดนักคนป่วยก็ถูกเคลื่อนย้ายตัวเข้าไปยังห้องฉุกเฉินโดนทันทีส่วนตำรวจเองก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาลเพื่อรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้นหลังจากเป็พยานและเล่าถึงสิ่งที่เห็นและรู้ทั้งหมดอย่างน้อยนายตำรวจก็ใจดีมากพอที่จะอาสาขับรถมาส่งแดนดี้ถึงหน้าหอพักตามเดิม
แต่ทุกอย่างมันกลับดันไม่จบเพียงเท่านั้นเพราะการเป็พลเมืองดีนั่นมันกลับกำลังทำให้แดนดี้ที่เป็บุคคลผู้อับโชคอยู่แล้วยิ่งรู้สึกอับโชคมากขึ้นไปอีก
เมื่อผ่านมาแล้วถึงห้าวันหลังจากที่ได้แจ้งตำรวจและส่งชายหนุ่มคนนั้นเข้าโรงพยาบาลไปจู่ๆก็กลับดันได้รับโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาล ซึ่งปลายสายก็บอกกลับมาเพียงว่าตำรวจไม่สามารถตรวจสอบตัวตนหรือทุกๆอย่างของชายหนุ่มผู้นั้นได้เพราะเ้าตัวดันไม่มีลายนิ้วมือ ดังนั้นจึงทิ้งให้เป็หน้าที่ของโรงพยาบาลและเพราะอย่างนั้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรักษาทางโรงพยาบาลจึงตัดสินใจให้ผู้แจ้งเหตุในวันนั้น เป็คนรับผิดชอบทั้งหมด