เมื่อราวๆ 2000 ปีก่อน ประตูนรกได้เปิดขึ้นบนโลก ทำให้มีฝูงปีศาจหลั่งไหลเข้ามาที่โลกเป็จำนวนมหาศาล เหตุการณ์ในครั้งนั้นนับว่าเป็หายนะที่เกือบจะทำลายล้างทุกเผ่าพันธุ์ทุกสิ่งมีชีวิตบนโลก แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกปีศาจทำลายล้างพินาศจนหมดสิ้น ก็ได้มีจอมเวทย์คนหนึ่งที่มีนามว่า “ดูรูกอ เดฟลิน” เขาได้คิดสร้างของวิเศษอย่างหนึ่งขึ้นโดยมีแิที่ว่า จะทำยังไงให้มีผู้ใช้เวทย์มากขึ้นเพื่อต่อกรกับเหล่าปีศาจจนรอดพ้นหายนะไปได้? ผู้ใช้เวทย์ที่สามารถต่อกรกับปีศาจได้นั้น พวกเขาจะต้องฝึกฝนเวทมนตร์กันอย่างน้อยสามเดือน เพื่อให้มีความสามารถพอที่เผชิญหน้ากับเหล่าปีศาจได้ แต่สามเดือนนั้นมันนานเกินไป สิ่งที่ "ดูรูกอ" คิดได้ตอนนั้นก็คือ งั้นถ้าเราสามารถยัดความรู้ทางเวทมนตร์ให้กับพวกเขาไปเลยได้ล่ะ? พวกเขาจะสามารถย่นเวลาในการฝึกฝนลงได้มหาศาลในเมื่อพวกเขามีภาคทฤษฎีในหัวอยู่แล้ว พวกเขาแค่ต้องฝึกฝนภาคปฏิบัติเท่านั้น เมื่อ “ดูรูกอ” คิดได้ดั้งนั้น เขาสร้างของวิเศษที่มีความสามารถในการมอบความรู้ทางเวทมนตร์เข้าสู่สมองของผู้ใช้ได้ ชื่อของมันคือ “กล่องมอบเวทมนตร์กำเนิดของดูรูกอ” ความสามารถของมันคือการประเมินร่างกายของผู้ที่ใช้งานมัน ว่าสามารถเข้ากับเวทมนตร์ตัวไหนได้ดีที่สุด แล้วมันก็มอบความรู้ทางเวทมนตร์หนึ่งตัวให้กับผู้ใช้งานมัน ผู้ใช้เวทย์ที่ได้รับเวมนตร์มา สามารถใช้เวทมนตร์ได้ราวกับเป็แขนขาของเขาเองราวกับว่า พวกเขาฝึกฝนเวทมนตร์ตัวนั้นมาหลายสิบปีแล้ว นั้นจึงเป็เหตุผลที่ “ดูรูกอ” ตั้งชื่อว่า “กล่องมอบเวทมนตร์กำเนิด” เพราะมันเหมือนพวกเขาเกิดมาพร้อมกับเวทมนตร์ตัวนั้นั้แ่แรกแล้ว “ดูรูกอ” ได้สร้าง “กล่องมอบเวทมนตร์กำเนิดของดูรูกอ” เพิ่มขึ้นอีกเป็จำนวนมากแล้วแจกจ่ายไปทุกที่ทุกเมืองทุกอาณาจักร จนทุกเผ่าพันธุ์บนโลกเริ่มที่จะโต้กลับการลุกรานของเหล่าปีศาจได้ จนกระทั่งเมื่อ 1000 ปีก่อนพวกเขาก็สามารถเข้าไปปิดประตูนรกได้สำเร็จ ถึงจะมีปีศาจหลงเหลืออยู่บนโลกอยู่ก็ตาม แต่โลกก็เข้าสู่ความสงบสุขมาเป็เวลา 1000 ปีแล้ว
…
ณ เมืองเยอบีร่า
เมือง "เยอบีร่า" นั้นมีประชากรอยู่ราวๆ เกือบ 10000 คน มีกำแพงล้อมรอบเมืองแต่กำแพงไม่ได้ใหญ่นัก มันมีความสูงเพียง 5 เมตรเท่านั้น มันมีเอาไว้ป้องกันแค่สัตว์ป่า เมือง “เยอบีร่า” นับว่าเป็เมืองใหญ่เมืองหนึ่ง แต่ก็ห่างไกลจากความเจริญ เพราะตัวเมืองไม่ได้ตั้งติดกับแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านอาณาจักร การเดินทางผ่านแม่น้ำจึงเป็ไปไม่ได้ ถึงจะสันจรด้วยรถม้าก็ยังใช้เวลานาน แต่ก็ไม่ได้เป็ปัญญาต่อการดำรงชีวิตของชาวเมืองเพราะเป็เมืองที่ทำการเกษตรเป็หลักแล้วมีแม่น้ำจากเนินเขาไหลตัดผ่านตัวเมือง และด้วยความที่ว่าเมืองมันตั้งอยู่ใกล้กับูเาและป่าทึบ "สัตว์อสูร" เลยมีจำนวนมาก นั้นทำให้มีนักล่าสัตว์อสูรอยู่ในเมืองนี้มากตาม “เยอบีร่า” มีทั้งผลผลิตทางการเกษตรและเนื้อสัตว์อสูรเลยทำให้เป็เมืองค้อนข้างอุดมสมบูรณ์ ด้วยความที่เมือง "เยอบีร่า" นั้นมีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เลยทำให้เมืองถูกแบ่งออกเป็ 2 ฝั่ง ฝั่งตะวันออกกับผั่งตะวันตก ฝั่งตะวันตกนั้นจะเป็ที่อยู่ของชนชั้นสูงและนายทหารยศสูง ถึงจะมีสามัญชนก็เป็คนรวยในระดับหนึ่ง ส่วนฝั่งตะวันออกจะประกอบไปด้วยสามัญชนที่หาเช้ากินค่ำซ่ะส่วนใหญ่ แต่ฝั่งตะวันออกนั้นอยู่ติดกับป่าทึบที่มีสัตว์อสูรออกมา เลยทำให้ฝั่งตะวันออกนั้นเต็มไปด้วยนักล่าสัตว์อสูรอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก แต่ในฝั่งตะวันออกนั้นมีเขตสลัม เขตที่คนยากไร้มาอาศัยอยู่กันกันเป็จำนวนมาก
ณ เขตสลัมฝั่งตะวันออก
“เฮ้อ!” เด็กหนุ่มผมสีแดงก้มหน้าถอนหายใจในขณะที่กำลังเดินไปตามถนน
นี้มันก็หนึ่งอาทิตย์แล้วสิน่ะ ที่ฉันมาอยู่โลกนี้
ผมชื่อ “เซน” ผมเป็นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานทำอยู่ วันนั้นเป็วันที่มีฝนตกหนักแต่ผมมีที่ที่ต้องไป ด้วยความรีบผมเลยบิดมอเตอร์ไซค์ผ่าฝนด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก ราวๆ 180 กีโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนที่กำลังเข้าโค้งผมคุมรถเอาไว้ไม่อยู่ รถผมล้มลื่นไถลไปกับถนนพุ่งเข้าป่าข้างทาง สภาพของผมตอนนั้นให้ร้อยคนมาดูก็ต้องบอกว่าตายแน่นอน ในตอนที่ผมหมดสติลงไปผมคิดว่าทุกอย่างมันจะจบแล้วแต่ไม่ใช่เลย ผมได้ข้ามมาอีกโลกหนึ่ง ราวกับนิยายแฟนตาซี ผมมาที่โลกนี้ได้ยังไงผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วผมก็ไม่อยากจะรู้ด้วย ไม่ว่ามันจะเป็ใครหรืออะไรก็ตามที่ทำแบบนี้ได้ มันจะต้องทรงพลังมากแน่ๆ การที่ไม่รู้อะไรเลยมันอาจจะเป็เื่ที่ดีกว่า ตอนที่ผมมาโลกนี้ใหม่ๆ ผมถูกส่งเข้ามาในร่างของเด็กหนุ่มที่มีชื่อว่า “เลมอน” ไม่มีญาติไม่มีครอบครัว เป็เด็กกำพร่าที่อาศัยอยู่คนเดียวในเขตสลัม จะเรียกมันว่าเด็กได้ไหม? เพราะร่างกายของเลมอนมันสูงใหญ่มาก แค่อายุ 15 ปี ความสูงของมันก็อยู่ราวๆ 180 เิเแล้ว บางทีเลมอนอาจมีสายเืของเผ่าคนั์อยู่ในตัวก็ได้ ทำไมผมถึงคิดอย่างนั้นนะเหรอ? เพราะผมใช่ร่างกายของเลมอนไปยกไม้ท่อนใหญ่ได้สบายๆ เลยน่ะสิ แต่ก็เพราะว่าร่างกายของเลมอนมันแข็งแรงมากมันจึงทำให้ผมวิตกกังวล เพราะตอนที่ผมเข้ามาอยู่ในร่างของเลมอน เลมอนมันอยู่ในสภาพตายสนิทไปแล้ว ผมไม่อยากจะเชื่อว่าคนแข็งแรงแบบนี้จะไปนอนตายข้างถนนอยู่ในสภาพมีรากไม้พันรอบตัวไว้ ถ้ามันจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เลมอนตายได้มันก็คงจะมีแต่พลังเหนือธรรมชาติเท่านั้นแหละ ตลอดหนึ่งอาทิตย์มานี้ผมเลยกังวลอยู่ตลอดเวลา ว่าจะมีผู้ใช้เวทย์มาตามฆ่าไหม แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา กิจวัตรประจําวันที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ่เช้าผมจะไปที่โรงเรียน เอ่อ… ไปเกาะอยู่ข้างกำแพงโรงเรียนเพื่อที่จะทำความเข้าใจในภาษาเขียนของอาณาจักรที่ผมอยู่ ผมไม่มีเงินจะจ่ายให้กับทางโรงเรียนได้หรอก เลยไปเกาะอยู่ข้างกำแพงเอา แถมตอนที่ผมมาโลกนี้วันแรกๆ ผมเอาเงินเก็บไปลงกับขวดเหล้าหมดแล้ว อยู่ๆ ก็มาในโลกที่ไม่รู้จัก ผมตกอยู่ในความเครียดอย่างหนัก การเข้าหาขวดเหล้าเป็สิ่งแรกที่คิดขึ้นได้ ่สายผมจะไปที่โรงเลื่อยไม้ ไปทำงานแบกไม้อยู่ที่นั่นจนถึงเย็น ด้วยร่างกายของเลมอนมันจึงทำให้ผมสบายๆ กับงานที่ทำมาก รายได้ของผมจะอยู่ที่อาทิตย์ละ 10 เพนนี อ้อ! คือ 12 เพนนี จะมีค่าเท่ากับ 1 ซิลลิง 20 ซิลลิงจะมีค่าเท่ากับ 1 ปอนด์ทอง นี้คือค่าเงินของอาณาจักรที่ผมอยู่ 10 เพนนีเป็จำนวนเงินที่น้อยมาก แต่ผมก็บ่นไม่ได้ผมต้องทำต่อไป ถ้าผมอ่านออกเขียนได้เมื่อไหร่คงจะต้องบอกลาโรงเลื่อยตลอดกาล ตอนนี้ผมกำลังตรงไปที่หน่อยรักษาความปลอดภัยของเมืองอยู่ ที่อาณาจักรนี้เมื่อเด็กที่มีอายุ 15 ปีจะถือว่าเป็ผู้ใหญ่แล้ว และจะต้องไปเข้ารับพลัง “เวทมนตร์กำเนิด” ตอนแรกผมก็สงสัยมากว่าพวกขุนนางมันยอมได้ยังไง กับการที่สามัญชนจะพลังที่เป็อันตรายต่ออำนาจของพวกมัน แต่ก็น่ะ พลังสู้รบของอาณาจักรก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกขุนนางก็เลยจำใจยอมให้สามัญชนพลังเวทมนตร์กำเนิดได้
ตอนนี้เลมอนก็มาถึงหน้าประตูรั้วของหน่วยรักษาความปลอดภัยของเมือง เป็อาคารขนาดใหญ่สองชั้นทรงสีเหลียม ด้านหน้าอาคารมีสนามขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล มีเสาธงตั้งอยู่กลางสนามไว้บนผืนธงมีรูปดวงอาทิตย์อยู่ แล้วก็มีคนอยู่มากมายที่กำลังรอการรับพลัง เลมอนเดินเข้าไปยืนต่อแถวกับเด็กคนอื่นที่อยู่ในสนาม มันเด็นมากด้วยความที่ว่ามันสูงใหญ่กว่าคนอื่นในแถว รอบๆ สนามก็มีคนที่สวมชุดเกราะเบาที่อกมีรูปดวงอาทิตย์สลักเอาไว้ และมือถือหอกพวกเขาคือ “ทหารยาม” ของเมือง แล้วก็ยังมีคนที่สวมชุดชูทสีน้ำเงินเข้มสวมผ้าคลุมไหล่สีดำมีรูปดวงอาทิตย์อยู่กลางหลังพวกเขาคือ “ผู้ใช้เวทย์ของทางการ”
เด็กหนุ่มผมดำคนหนึ่งที่อยู่หัวแถวเดินไปที่หน้าเสาธง หน้าเสาธงมีโต๊ะวางเอาไว้หนึ่งโต๊ะ บนโต๊ะมีกล่องสีดำวางอยู่ ด้านข้างโต๊ะมีผู้ใช้เวทย์ของทางการยืนอยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มผมดำก็เอามือวางไว้บนกล่อง จู่ๆ ก็มีตัวอักษรอะไรสักอย่างไหลเข้าที่แขนของเขา เขาเริ่มเอามืออีกข้างกุมขมับเอาไว้กัดฟันกรามแน่นทำหน้าเ็ป พอผ่านไปสักพัก เขาก็กลับมาเป็ปกติ
“เวทมนตร์อะไร?” ผู้ใช้เวทของทางการถามเด็กหนุ่มผมดำ
เด็กหนุ่มผมดำยิ้มออกมาเขายกมือขึ้นสูงพร้อมโชว์ให้คนที่อยู่ในแถวเห็นด้วย จู่ๆ ก็มีไฟทรงกลมปรากฏขึ้นมีมือเขา
“บอลไฟครับ”
“เฮ่!!” คนที่อยู่ในแถวต่างก็เฮลั่นพร้อมกับแสดงความยินดีให้เด็กหนุ่มผมดำ
ถึงโลกนี้จะเป็โลกเวทมนตร์ ถึงจะสามารถเรียนเวทมนตร์ตัวไหนก็ได้แต่มันไม่ใช่สำหรับสามัญชนอย่างพวกเขา คนที่สามารถส่งลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ได้คงจะมีแต่ขุนนางหรือไม่ก็พ่อค้าที่ร่ำรวยเท่านั้น เพราะฉะนั้นการรับพลังเวทมนตร์กำเนิดจึงเป็สิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ แค่บอลไฟก็มากพอที่เขาจะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นักล่าที่งานอันตรายถึงชีวิต แต่รายได้มหาศาล หรือทหารยามเมืองที่รายได้มั่นคง เขาก็สามารถเป็ได้เช่นกัน
เลมอนยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ฉันเองก็ไม่ได้คาดหวังกับเวทกำเนิดนัก เอ่อ.. คือ.. ก็แอบคาดหวังอยู่แหละ แต่เวทมนตร์ที่ฉันอยากได้มันก็ไม่ได้หรูหราหมาเห่าอะไรหรอก ก็แค่เวทที่มันสามารถรักษาแผลตัวเองได้ก็พอแล้ว ฉันยังจำตอนที่ลงไปนอนไส้ทะลักอยู่ในป่าข้างทางได้อยู่เลย ตอนนั้นมันน่ากลัวและสิ้นหวังมาก ฉันยังเก็บเอามาฝันถึงอยู่ทุกวันอยู่เลย ถ้าฉันได้เวทมนตร์รักษาละก็มันจะดีมากๆ
มีคนที่ไปรับเวทกำเนิดอยู่หลายคน มีทั้งคนที่ดีใจและก็ผิดหวัง ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ก็ถึงคิวของเลมอน เลมอนเดินไปที่หน้าเสาธง
“นายชื่ออะไร?” ผู้ใช้เวทย์ของทางการเอ่ยขึ้นถามเลมอน
“เลมอนครับ”
“แล้วนามสกุลล่ะ?”
เลมอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพราะมันไม่มีนามสกุล
“เออ… คือ.. วู้ด.. เลมอน วู้ด ครับ”
“เลมอน วู้ด สิน่ะ” แล้วเขาก็จดใส่กระดาษ
เลมอนพยักหน้า
‘เลมอน วู้ดอะไรวะ แค่ป็นคนแบกไม้ก็ใช้คำว่า วู้ดเนี้ยน่ะ โคตรจะไร้สาระเลยว่ะ’ เลมอนยิ้มแห้ง
“เอามือวางไว้บนกล่อง อย่าปล่อยมือเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
เลมอนพยักหน้า แล้วก็เอามือวางไว้บนกล่อง จู่ๆ ก็มีตัวอักษรอะไรสักอย่างไหลเข้าที่แขนของเลมอน เขาเริ่มเอามืออีกข้างกุมขมับเอาไว้กัดฟันกรามแน่นทำหน้าเ็ป ผ่านไปสักพักก็กลับมาเป็ปกติ
“ได้เวทมนตร์อะไร?”
เลมอนมันเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“ฟื้นฟูตัวเองครับ” เลมอนพูดด้วยใบหน้าอมทุกข์
“ฟื้นฟูแค่ตัวเองเหรอ?”
“ใช่ครับ”
ผู้ใช้เวทย์ของทางการ พยักหน้าเบาๆ แล้วจดลงไปในกระดาษ
เลมอนก็เดินออกจากเสาธงด้วยใบหน้าที่ผิดหวังก้มมองพื้น ทุกคนที่เห็นสภาพของเลมอนต่างก็สงสารเลมอนแบบจับใจ เพราะพวกเขาเองก็หัวอกเดียวกัน หวังว่าจะได้เวทมนตร์ที่ไม่ต้องดีมาก ขอแค่มันทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นก็พอ แต่เวทฟื้นฟูแถมยังฟื้นฟูได้แค่ตัวเองอีกด้วย อนาคตของเลมอนมันหมดลงแล้ว
เลมอนเดินออกไปทางประตูรั้วแล้วเดินไปตามถนน ผู้คนที่เข้ามาดูการรับพลัง ต่างก็แสดงสายตาสงสารเลมอน เลมอนยังคงเดินต่อไปจนถึงตรอกแห่งหนึ่ง เลมอนเข้าไปในตรอกแล้วมันก็เริ่มเผยสีหน้ากังวลสุดขีด
“เชี้ย!” เลมอนร้องออกมาลั่นตรอก
เอาจริงดิ! ถึงจะขอเวทที่มันรักษาตัวเองได้ก็เถอะว่ะ แต่มันจะเกินไปไหม? ไม่ว่าจะาเ็แค่ไหน ไม่ว่าาแจะร้ายแรงขนาดไหนก็รักษาได้หมดเลยเหรอ ขอแค่ยังมี “มานา” ต่อให้ร่างกายเป็แค่เศษเนื้อก็ยังรักษาได้ มันมีเวทมนตร์แบบนี้ด้วยเหรอ?
“เวทมนตร์ะ”