เสี่ยวต้งเสวียไม่รู้ว่าทำไมตนเองจึงตามหญิงสาวคนนี้กลับมายังกระท่อมของนางได้ แต่เพราะว่าเขาเป็เด็ก ความคิดย่อมจะไม่ซับซ้อน พอผู้ใหญ่บอกให้ตามมา เขาก็เพียงตามนางมาเท่านั้น
ถานเวยเวยเข้าไปค้นหาเสื้อผ้าของสามีนางที่เก็บเอาไว้ออกมา จากนั้นก็พาเด็กชายตรงไปชำระกายที่ลำธาร เดิมทีจะอาบน้ำที่กระท่อมก็ย่อมได้ แต่เพราะสภาพของเสี่ยวต้งเสวียนั้นสกปรกมากเหลือเกิน การชำระกายครั้งแรกก็น่าจะต้องใช้น้ำมากหน่อย
ครั้นเมื่ออาบน้ำเสร็จ เด็กชายก็สวมเพียงเสื้อตัวโคร่งของสามีที่ไม่เคยเห็นหน้าของถานเวยเวย นั่งอยู่โต๊ะอาหารอย่างเชื่อฟัง พร้อมกับทำหน้าตาระหวาดระวัง มองไปรอบๆ กระท่อมด้วยความอยากรู้อยากเห็นด้วยดวงตากลมเล็กๆ เป็ประกายนั่น
ทว่าเมื่อหญิงสาวยกน้ำแกงลูกชิ้นพร้อมข้าวสวยมาวางตรงหน้า สายตาของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เสี่ยวต้งเสวียใช้ตะเกียบไม่เป็ เขายกถ้วยน้ำแกงขึ้นซดแล้วหันไปใช้มือควักเอาข้าวใส่ปาก จากนั้นก็คิดจะใช้มืออีกข้างหยิบลูกชิ้นกินต่อ แต่กลับถูกหญิงสาวดึงมือเอาไว้เสียก่อน
ถานเวยเวยมองเด็กชาอย่างตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าเขาจะไม่ได้รับการสั่งสอนมารยาทถึงขนาดนี้ ชั่วขณะนั้นนางตัดสินใจได้อย่างฉับพลันว่าไม่อาจจะปล่อยให้เขาเป็อย่างนี้ต่อไปไม่ได้
“ทำไมถึงไม่ใช่ตะเกียบเล่า หรือว่าเ้าใช้มันไม่เป็?”
เด็กชายมองหน้าหญิงสาวอย่างงุนงงก่อนจะเหลือบมองมายังตะเกียบที่วางอยู่บนโต๊ะ “ตอนไปอยู่กับท่านซิ่วไฉก็เคยใช้ แต่ว่าใช้ไม่สะดวกจึงไม่ใช้อีก”
“ถึงไม่สะดวกก็ต้องใช้” ถานเวยเวยจับตะเกียบใส่มือเด็กชาย “จะต้องฝึกเอาไว้เพื่อที่เวลากินมือจะได้ไม่เปื้อน”
“เปื้อนแล้วอย่างไรแล้วไปล้างก็ได้นี่”
เด็กชายทำหน้ามุ่ย พึมพำเถียงเสียงเบา ยอมรับตะเกียบมาโดยดี จากนั้นก็รวบกำตะเกียบไว้ในมือเล็กๆ ใช้มันต่างกับช้อน เอาส่วนปลายเขี่ยๆ พุ้ยข้าวเข้าปากด้วยความเร็วเช่นเดิม
หญิงสาวมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาวออกมา สรุปแล้ว นางกำลังหาภาระมาเพิ่มไว้บนบ่าหรือเปล่านะ
แม้ในตอนแรกถานเวยเวยจะคิดเช่นนั้น แต่เสี่ยวต้งเสวียก็พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ใช่ภาระของนางแม้แต่น้อย
เพราะในตอนที่หญิงสาวตัดสินใจจะเพาะปลูกพืชผักไว้สักส่วนหนึ่งในระหว่างที่รอสร้างเพิงขายอาหารตรงปากทางเข้าหมู่บ้านนั้น ก็เป็เสี่ยวต้งเสวียที่เข้ามาช่วยนางเตรียมพื้นที่
“เ้าแน่ใจหรือว่าจะเลี้ยงดูเขา เด็กคนนี้ชอบลักเล็กขโมยน้อยคนในหมู่บ้านไปทั่วนะ”
จางซื่อที่เข้ามาพูดคุยเื่การสร้างเพิงอาหาร มองเด็กชายที่กำลังถือจอบพรวนดินอย่างไม่เชื่อใจ
“แน่ใจสิ เื่นั้นก็ค่อยๆ สอนกันไปก็ได้ แต่ข้าคิดว่าหากมีที่ให้นอน มีข้าวให้กินอิ่มท้อง เขาก็คงจะไม่ไปขโมยของใครอีกหรอก อีกอย่างในกระท่อมของข้าก็มีอะไรให้ขโมยเสียเมื่อไหร่กัน” ถานเวยเวยพูดติดตลก
“เ้านี่นะ... ยังพูดเล่นเช่นนี้ได้ แล้วต่อไปหากทำการค้าได้ดี มีเงินเยอะเล่า อย่างไรก็ต้องระวังเอาไว้บ้าง อีกอย่างเ้าก็ไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะ”
“อื้อ แล้วข้าจะระวังแล้วกัน ว่าแต่เื่สร้างเพิงร้านนั้นสรุปแล้วพี่ชายของเ้าจะมาช่วยหรือ” ถานเวยเวยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ใช่แล้ว ประจวบเหมาะพอดีที่พี่ชายของข้าเอาของป่ามาให้ ข้าจึงได้พูดเื่การค้าให้เขาฟัง ครั้นพอฟังจบ เขาก็เสนอตัวเข้าช่วย เงินทองอะไรก็ไม่ได้คิดเร่งจะเก็บเอา บอกว่าไว้การค้าไปได้ดีค่อยเอามาให้ก็ได้ สงสัยเขาจะสงสารข้ากระมังที่ไม่มีเงินไว้จับจ่ายใช้สอยเล” จางซื่อพูดไปก็น้ำตารื้นคิดถึงพี่ชายไป
“พี่ชายเ้าช่างดีเสียจริง ว่าแต่เขาไม่เข้าร่วมกับกองทัพหรือไร”
“เพราะเขาเคยาเ็ที่ขา ทำให้เดินเหินไม่ค่อยจะคล่องจึงถูกคัดตัวออกจากกองทัพ”
“อ่อ ได้รู้แบบนี้ข้ายิ่งต้องจ่ายค่าแรงให้เขา เ้าช่วยถามให้ค่าหน่อยเถิดว่าเขาจะคิดค่าแรงเท่าไหร่กัน หากว่าเริ่มขายลูกชิ้นแล้ว ข้าจะได้กันเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้จ่ายให้เขา”
ถานเวยเวยรู้สึกว่าตนเองโชคดีนัก
เพราะเื่ที่ทางที่ต้องไปเช่าผู้ใหญ่บ้านเพื่อตั้งร้านนั้น เขาก็เห็นใจที่นางตัวคนเดียวจึงบอกว่าจะเก็บค่าเช่าในภายหลังเช่นกัน แล้วนี่ค่าสร้างเพิงขายอาหารก็ยังไม่ต้องรีบจ่ายให้พี่ชายของจางซื่อแบบนี้ด้วย นี่ก็แสดงว่านางแทบไม่ต้องควักเงินในการเริ่มทำการค้าเลยน่ะสิ!
เมื่อพูดคุยกันจบ จางซื่อก็ขอตัวกลับเรือนของตนเองไป ส่วนถานเวยเวยก็หยิบจอบเตรียมจะไปช่วยเสี่ยวต้งเสวียพรวนดิน
ทว่าเด็กชายกลับวิ่งมาห้ามปรามเอาไว้ด้วยความร้อนใจ
“ทำไมหรือ” หญิงสาวไม่เข้าใจ
เสี่ยวต้งเสวียปาดเหงื่อของตนเอง พลางมองไปที่ร่างของอีกฝ่ายโดยเฉพาะตรงครรภ์ของนางจากนั้นก็พูดด้วยท่าทางขึงขัง
“ก็เ้าตั้งครรภ์ไม่ใช่หรือไร จะมาทำงานแบบนี้ได้อย่างไรเล่า ประเดี๋ยวน้องไม่สบาย”
เพราะเมื่อเช้าเด็กชายได้ยินเสียงอาเจียนด้วยอาการแพ้ท้องของถานเวยเวย เขาจึงได้รู้ว่านางตั้งครรภ์ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าตนต้องคอยช่วยเหลืองานนางให้มากขึ้น
ถานเวยเวยหัวเราะ ยื่นมือไปลูบผมของเด็กชายอย่างเอ็นดู
“ข้าเพียงแต่ตั้งครรภ์แต่ไม่ได้เจ็บป่วยนี่นา อีกอย่างข้าก็ไม่คิดจะลงแรงเยอะนักหรอก จะค่อยๆ ทำไปอย่างช้าๆ ก็ได้ แล้วเ้าเป็เพียงเด็กอายุเจ็ดขวบจะพรวนดินทั้งไร่ได้อย่างไร”
“ข้าทำได้!” เสี่ยวต้งเสวียร้องเสียงดัง “เมื่อก่อนข้าก็ช่วยท่านปู่พรวนดินทำงานบ่อยๆ ข้าน่ะ...แข็งแรงมากนะ แล้วข้าก็ไม่ได้อายุเจ็ดขวบ ข้าอายุแปดขวบแล้ว!”
“ข้ารู้ แต่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยเหลือกัน เราอยู่บ้านเดียวกันกินข้าวหม้อเดียวกัน มีอะไรก็สมควรช่วยเหลือกัน เด็กอายุแปดขวบอย่างเ้าเข้าใจหรือไม่”
เสี่ยวต้งเสวียได้ยินนางกล่าวว่าอยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกันก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ แก้มของเขาเปลี่ยนสีเป็แดงระเรื่อ ก้มหน้างุดเพื่อซ่อนรอยยิ้มดีใจเอาไว้
“แต่ข้าเป็ห่วงน้องนี่นา”