ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอนในเย็นวันเสาร์ดูเหมือนจะแตกต่างจากที่อื่นไม่ได้อึกทึกครึกโครม ไม่ได้คึกคักจนเหนื่อยใจ แต่เป็บรรยากาศที่อบอุ่นคล้ายกับลมหายใจของผู้คนในเมืองที่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อแสงอาทิตย์ตกดิน
ลมหนาวบางเบาพัดผ่านซุ้มที่ตั้งเรียงรายของร้านค้ากลิ่นน้ำพริกหนุ่มปะปนกับกลิ่นหอมของกับข้าวมากมายทำให้คนที่เดินผ่านต้องหยุดชะงัก
เฟิร์นอยู่ระหว่างกลางของพี่ภูมิและเจมส์ คนหนึ่งเดินช้า ค่อย ๆละเลียดทุกรายละเอียดผ่านเลนส์กล้อง อีกคนกระตือรือร้นราวกับเด็กที่ถูกพาไปสวนสนุกเดินพลางพูดไม่หยุด
“พี่ ๆ ๆดูร้านนี้ดิ ขายโปสการ์ดเก่าเหมือนบ้านยายผมเลย”
“เออ ก็น่ารักดี”พี่ภูมิพูดเรียบ ๆ แต่กดชัตเตอร์ทันที
เฟิร์นยิ้มให้ทั้งสอง รู้สึกแปลกดีที่มีคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้วแต่กลับเข้ากันได้อย่างประหลาด เจมส์ซื้อข้าวโพดปิ้งมาสามฝัก ยื่นให้พี่ภูมิหนึ่งยื่นให้เฟิร์นหนึ่ง แล้วกัดของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย
“รู้มั้ยพี่ข้าวโพดนี่แหละคือของวิเศษในฤดูหนาว อุ่นมือ แถมอุ่นใจ”เจมส์พูดในขณะที่มีข้าวโพดอยู่เต็มปาก
“มึงพูดเหมือนเป็นักกวีเลยนะ”ภูมิพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ
เฟิร์นขำแล้วหยิบข้าวโพดขึ้นมากัดคำหนึ่ง “แต่ก็จริงนะ”
“พี่ภูมิ เจมส์!ตรงนั้นมีร้านกำไลน่ารักมากเลย” เสียงเฟิร์นดังแหวกอากาศเย็นขึ้นมาเบา ๆพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ได้ฝืนเหมือนหลายวันที่ผ่านมา เธอวิ่งนำไปอย่างไม่รอใครเส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวตามแรงลม
สามคนเดินเรียงกันท่ามกลางไฟประดับสีเหลืองนวล ราวกับเป็ครอบครัวเล็กๆ ที่หลงทางอยู่ในค่ำคืนของเมืองแสนสงบ
เฟิร์นลองกำไลผ้าไหมเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่ง เธอใส่แล้วหันข้อมือให้พี่ภูมิดู “พี่ว่าโอเคมั้ยคะ?”
ภูมิพยักหน้าเบา ๆ“สวยดี” คำตอบสั้น ๆ แต่เพียงพอให้เฟิร์นยิ้มออกมา
“พี่ภูมิ!ถ้าผู้หญิงถามแบบนี้ พี่ต้องชมว่า ‘สวยเหมือนเ้าของ’ ไม่ใช่พูดว่า ‘สวยดี’นี่มันโคตรของโบราณเลย” เจมส์แทรกขึ้นมา
“งั้นให้มึงตอบแทนแล้วกัน”ภูมิตอบพลางเดินไปทางร้านที่ขายหมวกไหมพรมทิ้งเจมส์กับเฟิร์นให้ยืนยิ้มใส่กันสองคน
เฟิร์นหัวเราะเบา ๆแล้วพูดว่า “พี่ภูมินี่นิ่งเป็หินเลยนะ”
“นั่นสิหน้านิ่งจนไม่รู้ว่าที่ด่าที่บ่นผมนี่จริงหรือเล่น” เจมส์ตอบ
เฟิร์นหัวเราะออกมาเสียงดังเป็ครั้งแรกของวัน —เสียงที่เหมือนแสงแดดเล็ก ๆ แทรกผ่านม่านหมอก
ทั้งสามหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายภาพถ่ายเก่า ภูมิยืนนิ่งอยู่นานเขาหยิบภาพหนึ่งขึ้นมา ภาพขาวดำของชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ริมแม่น้ำยิ้มให้กล้องราวกับไม่มีอะไรในโลกนี้จะพรากพวกเขาออกจากกันได้
เฟิร์นแอบมองสายตาของภูมิ แล้วเบือนหน้าไปอย่างเงียบ ๆในใจของเธอรู้ดีว่าคนเรามักมีภาพจำบางอย่างที่ไม่เคยลบเลือนไปตามกาลเวลา
ท่ามกลางความครึกครื้นของถนนคนเดินสามคนหัวเราะต่อกันอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับว่ารู้จักกันมานานแสนนาน
หลังจากใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในถนนคนเดินพวกเขาก็เดินกลับมายังรถตู้ของภูมิพร้อมของกินเต็มสองมือ
เส้นทางขึ้นปางอุ๋งในยามค่ำคดเคี้ยวและเงียบงันรถตู้แล่นอย่างระมัดระวังผ่านเนินเขาสลับซับซ้อน มีเพียงแสงไฟหน้ารถกับเพลงเบา ๆที่คลอไปตลอดทาง
เมื่อมาถึงลานกางเต็นท์ของปางอุ๋งความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้น หมอกบาง ๆคลุมวิวต้นสนที่เรียงรายรอบอ่างเก็บน้ำจนดูคล้ายภาพในโปสการ์ด
“พี่ภูมิ…เรานอนโรงแรมบ้างได้มั้ยอะ?” เจมส์ถามเสียงอ่อย ๆหลังจากเห็นเต็นท์ที่ยังไม่ได้กาง
“ไม่มีโรงแรมบนนี้ครับคุณชาย”พี่ภูมิตอบด้วยเสียงประชดประชัน
“แล้วผมจะตายเพราะยุงหรือความหนาวก่อนดีอะพี่” เจมส์บ่น
“ถ้ามึงไม่รีบช่วยกางเต็นท์กูนี่แหละที่จะเป็คนตบมึงตาย” ภูมิพูดเรียบ ๆ แต่เจมส์ไม่กล้าเถียงต่อ
เฟิร์นหัวเราะขณะลากแผ่นรองนอนไปช่วยกางเต็นท์เธอหันมาพูดกับเจมส์ว่า “เราว่าบรรยากาศแบบนี้นอนเต็นท์แหละเหมาะที่สุดแล้ว”
เพียงแค่คำพูดเบา ๆของเธอก็ทำให้เจมส์หยุดบ่นและขยันกางเต็นท์และจัดพื้นที่อย่างขยันขันแข็ง
ไม่นานนัก เต็นท์สามหลังถูกกางเรียบร้อยต่อจากนั้นเป็่เวลาที่เจมส์รอคอย การทำอาหาร
เฟิร์นหยิบหม้อและของสดที่ซื้อจากตลาดตอนเย็นออกจากกระเป๋าผ้าแล้วเริ่มเตรียมอาหาร “งั้นวันนี้เราทำอะไรกินดีคะ เชฟภูมิ?”
“อยากลองทำบ้างมั้ย? เดี๋ยวพี่สอน” ภูมิเสนอ
“แน่ใจนะว่าหนูทำแล้วเราจะได้กิน”เฟิร์นดูเกร็ง ๆ
“ไม่ลองไม่รู้มาลองดูกัน” ภูมิยื่นหม้อต้มให้เฟิร์น
ภูมิดูจริงจังในการสอนเฟิร์นทำกับข้าวและเจมส์ก็จ้องมองเฟิร์นอย่างไม่คลาดสายตา
อาหารมื้อแรกที่เฟิร์นทำดูน่ากินเธอตั้งใจทำและจดจ่อรอดูทั้งสองว่าจะพูดอะไรเมื่อได้ชิมอาหารฝีมือเธอ
“อร่อยมากเลยเฟิร์นเปิดร้านได้เลยนะเนี่ย” เจมส์พูดด้วยข้าวเต็มปาก“ถ้าเปิดร้านผมจะเป็ลูกค้าประจำเลย”
“มึงจะไปกินฟรีอะดิ”ภูมิพูดแซว
“โห่ พี่เกินไปปปป” เจมส์ทำหน้าแกล้งน้อยอกน้อยใจ
เฟิร์นยิ้มอย่างโล่งใจและเขินจากคำชมของเจมส์และเธอก็เห็นว่าพี่ภูมิดูตั้งใจกินข้าวที่เธอทำเลยรู้สึกว่าฝีไม้ฝีมือในการทำอาหารครั้งแรกของเธอก็ไม่ได้แย่เท่าไร
“พี่ภูมิทำอาหารเก่งแบบนี้ั้แ่เมื่อไรเหรอ?” เฟิร์นถามขณะตักข้าวเพิ่มให้เจมส์
“พี่ชอบทำอาหารั้แ่ไหนแต่ไรละ”ภูมิตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “พี่ชอบมองเวลาที่คนมีความสุขตอนได้กินอาหารของเราพี่เลยพยายามพัฒนาตัวเองด้านนี้มาเรื่อย ๆ”
หลังอาหารเย็น พวกเขานั่งดูดาวด้วยกันเฟิร์นยืมเสื้อแจ็กเก็ตของภูมิใส่ เจมส์ปูผ้าห่มลงกับพื้นอย่างลวก ๆแล้วเอนหลังพิงต้นสน
“ขอบคุณนะ”เธอพูดเบา ๆ โดยไม่ลืมตา
“เื่อะไร?” พี่ภูมิถาม
“ที่ชวนหนูมาด้วย”เธอว่าเพียงเท่านั้น
เจมส์ไม่ได้พูดอะไรแต่ยิ้มจนปากจะฉีก เสียงลมพัดผ่านยอดไม้แสงดาวกระพริบเหมือนสัญญาณลึกลับจากฟากฟ้า ไม่มีใครพูดอะไรอีกทั้งสามคนนั่งอยู่ในความเงียบงันของค่ำคืนที่อบอุ่นในหัวใจ
คืนนั้นใต้หมู่ดาวสามคนกอดผ้าห่มคนละผืน นั่งรอบกองไฟเล็ก ๆ เพลงเบา ๆจากโทรศัพท์ของเจมส์ยังคงดังคลอ เสียงหัวเราะ เสียงแหย่กันไปมาและความเงียบระหว่างคำพูด กลายเป็บทสนทนาที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้
ไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไม่มีใครพูดถึงอดีตอีก ไม่มีคำถามว่าหนีอะไรมาหรือกำลังมุ่งหน้าไปหาอะไร
มีแค่เสียงลม เสียงใจ และแสงดาว
บางที ความสุขอาจไม่ได้้าคำอธิบายใด ๆ เลยก็เป็ได้