Wanderlust เพราะชีวิตคือการเดินทาง

    บทที่ 6 ใต้แสงดาว

            ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอนในเย็นวันเสาร์ดูเหมือนจะแตกต่างจากที่อื่นไม่ได้อึกทึกครึกโครม ไม่ได้คึกคักจนเหนื่อยใจ แต่เป็๲บรรยากาศที่อบอุ่นคล้ายกับลมหายใจของผู้คนในเมืองที่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อแสงอาทิตย์ตกดิน

    ลมหนาวบางเบาพัดผ่านซุ้มที่ตั้งเรียงรายของร้านค้ากลิ่นน้ำพริกหนุ่มปะปนกับกลิ่นหอมของกับข้าวมากมายทำให้คนที่เดินผ่านต้องหยุดชะงัก

    เฟิร์นอยู่ระหว่างกลางของพี่ภูมิและเจมส์ คนหนึ่งเดินช้า ค่อย ๆละเลียดทุกรายละเอียดผ่านเลนส์กล้อง อีกคนกระตือรือร้นราวกับเด็กที่ถูกพาไปสวนสนุกเดินพลางพูดไม่หยุด

                “พี่ ๆ ๆดูร้านนี้ดิ ขายโปสการ์ดเก่าเหมือนบ้านยายผมเลย”

                “เออ ก็น่ารักดี”พี่ภูมิพูดเรียบ ๆ แต่กดชัตเตอร์ทันที

    เฟิร์นยิ้มให้ทั้งสอง รู้สึกแปลกดีที่มีคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้วแต่กลับเข้ากันได้อย่างประหลาด เจมส์ซื้อข้าวโพดปิ้งมาสามฝัก ยื่นให้พี่ภูมิหนึ่งยื่นให้เฟิร์นหนึ่ง แล้วกัดของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย

                “รู้มั้ยพี่ข้าวโพดนี่แหละคือของวิเศษในฤดูหนาว อุ่นมือ แถมอุ่นใจ”เจมส์พูดในขณะที่มีข้าวโพดอยู่เต็มปาก

                “มึงพูดเหมือนเป็๞นักกวีเลยนะ”ภูมิพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ

                เฟิร์นขำแล้วหยิบข้าวโพดขึ้นมากัดคำหนึ่ง “แต่ก็จริงนะ”

                “พี่ภูมิ เจมส์!ตรงนั้นมีร้านกำไลน่ารักมากเลย” เสียงเฟิร์นดังแหวกอากาศเย็นขึ้นมาเบา ๆพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ได้ฝืนเหมือนหลายวันที่ผ่านมา เธอวิ่งนำไปอย่างไม่รอใครเส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวตามแรงลม

    สามคนเดินเรียงกันท่ามกลางไฟประดับสีเหลืองนวล ราวกับเป็๲ครอบครัวเล็กๆ ที่หลงทางอยู่ในค่ำคืนของเมืองแสนสงบ

                เฟิร์นลองกำไลผ้าไหมเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่ง เธอใส่แล้วหันข้อมือให้พี่ภูมิดู “พี่ว่าโอเคมั้ยคะ?”

                ภูมิพยักหน้าเบา ๆ“สวยดี” คำตอบสั้น ๆ แต่เพียงพอให้เฟิร์นยิ้มออกมา

                “พี่ภูมิ!ถ้าผู้หญิงถามแบบนี้ พี่ต้องชมว่า ‘สวยเหมือนเ๯้าของ’ ไม่ใช่พูดว่า ‘สวยดี’นี่มันโคตรของโบราณเลย” เจมส์แทรกขึ้นมา

                “งั้นให้มึงตอบแทนแล้วกัน”ภูมิตอบพลางเดินไปทางร้านที่ขายหมวกไหมพรมทิ้งเจมส์กับเฟิร์นให้ยืนยิ้มใส่กันสองคน

                เฟิร์นหัวเราะเบา ๆแล้วพูดว่า “พี่ภูมินี่นิ่งเป็๞หินเลยนะ”

                “นั่นสิหน้านิ่งจนไม่รู้ว่าที่ด่าที่บ่นผมนี่จริงหรือเล่น” เจมส์ตอบ

    เฟิร์นหัวเราะออกมาเสียงดังเป็๞ครั้งแรกของวัน —เสียงที่เหมือนแสงแดดเล็ก ๆ แทรกผ่านม่านหมอก

    ทั้งสามหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายภาพถ่ายเก่า ภูมิยืนนิ่งอยู่นานเขาหยิบภาพหนึ่งขึ้นมา ภาพขาวดำของชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ริมแม่น้ำยิ้มให้กล้องราวกับไม่มีอะไรในโลกนี้จะพรากพวกเขาออกจากกันได้

    เฟิร์นแอบมองสายตาของภูมิ แล้วเบือนหน้าไปอย่างเงียบ ๆในใจของเธอรู้ดีว่าคนเรามักมีภาพจำบางอย่างที่ไม่เคยลบเลือนไปตามกาลเวลา 

    ท่ามกลางความครึกครื้นของถนนคนเดินสามคนหัวเราะต่อกันอย่างเป็๲ธรรมชาติ ราวกับว่ารู้จักกันมานานแสนนาน

    หลังจากใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในถนนคนเดินพวกเขาก็เดินกลับมายังรถตู้ของภูมิพร้อมของกินเต็มสองมือ

            เส้นทางขึ้นปางอุ๋งในยามค่ำคดเคี้ยวและเงียบงันรถตู้แล่นอย่างระมัดระวังผ่านเนินเขาสลับซับซ้อน มีเพียงแสงไฟหน้ารถกับเพลงเบา ๆที่คลอไปตลอดทาง

    เมื่อมาถึงลานกางเต็นท์ของปางอุ๋งความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้น หมอกบาง ๆคลุมวิวต้นสนที่เรียงรายรอบอ่างเก็บน้ำจนดูคล้ายภาพในโปสการ์ด

                “พี่ภูมิ…เรานอนโรงแรมบ้างได้มั้ยอะ?” เจมส์ถามเสียงอ่อย ๆหลังจากเห็นเต็นท์ที่ยังไม่ได้กาง

                “ไม่มีโรงแรมบนนี้ครับคุณชาย”พี่ภูมิตอบด้วยเสียงประชดประชัน

                “แล้วผมจะตายเพราะยุงหรือความหนาวก่อนดีอะพี่” เจมส์บ่น

                “ถ้ามึงไม่รีบช่วยกางเต็นท์กูนี่แหละที่จะเป็๞คนตบมึงตาย” ภูมิพูดเรียบ ๆ แต่เจมส์ไม่กล้าเถียงต่อ

                เฟิร์นหัวเราะขณะลากแผ่นรองนอนไปช่วยกางเต็นท์เธอหันมาพูดกับเจมส์ว่า “เราว่าบรรยากาศแบบนี้นอนเต็นท์แหละเหมาะที่สุดแล้ว”

    เพียงแค่คำพูดเบา ๆของเธอก็ทำให้เจมส์หยุดบ่นและขยันกางเต็นท์และจัดพื้นที่อย่างขยันขันแข็ง

    ไม่นานนัก เต็นท์สามหลังถูกกางเรียบร้อยต่อจากนั้นเป็๲๰่๥๹เวลาที่เจมส์รอคอย การทำอาหาร

                เฟิร์นหยิบหม้อและของสดที่ซื้อจากตลาดตอนเย็นออกจากกระเป๋าผ้าแล้วเริ่มเตรียมอาหาร “งั้นวันนี้เราทำอะไรกินดีคะ เชฟภูมิ?”

                “อยากลองทำบ้างมั้ย? เดี๋ยวพี่สอน” ภูมิเสนอ

                “แน่ใจนะว่าหนูทำแล้วเราจะได้กิน”เฟิร์นดูเกร็ง ๆ

                “ไม่ลองไม่รู้มาลองดูกัน” ภูมิยื่นหม้อต้มให้เฟิร์น

    ภูมิดูจริงจังในการสอนเฟิร์นทำกับข้าวและเจมส์ก็จ้องมองเฟิร์นอย่างไม่คลาดสายตา

    อาหารมื้อแรกที่เฟิร์นทำดูน่ากินเธอตั้งใจทำและจดจ่อรอดูทั้งสองว่าจะพูดอะไรเมื่อได้ชิมอาหารฝีมือเธอ

                “อร่อยมากเลยเฟิร์นเปิดร้านได้เลยนะเนี่ย” เจมส์พูดด้วยข้าวเต็มปาก“ถ้าเปิดร้านผมจะเป็๞ลูกค้าประจำเลย”

                “มึงจะไปกินฟรีอะดิ”ภูมิพูดแซว

                “โห่ พี่เกินไปปปป” เจมส์ทำหน้าแกล้งน้อยอกน้อยใจ

    เฟิร์นยิ้มอย่างโล่งใจและเขินจากคำชมของเจมส์และเธอก็เห็นว่าพี่ภูมิดูตั้งใจกินข้าวที่เธอทำเลยรู้สึกว่าฝีไม้ฝีมือในการทำอาหารครั้งแรกของเธอก็ไม่ได้แย่เท่าไร

                “พี่ภูมิทำอาหารเก่งแบบนี้๻ั้๫แ๻่เมื่อไรเหรอ?” เฟิร์นถามขณะตักข้าวเพิ่มให้เจมส์

                “พี่ชอบทำอาหาร๻ั้๹แ๻่ไหนแต่ไรละ”ภูมิตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “พี่ชอบมองเวลาที่คนมีความสุขตอนได้กินอาหารของเราพี่เลยพยายามพัฒนาตัวเองด้านนี้มาเรื่อย ๆ”

    หลังอาหารเย็น พวกเขานั่งดูดาวด้วยกันเฟิร์นยืมเสื้อแจ็กเก็ตของภูมิใส่ เจมส์ปูผ้าห่มลงกับพื้นอย่างลวก ๆแล้วเอนหลังพิงต้นสน

                “ขอบคุณนะ”เธอพูดเบา ๆ โดยไม่ลืมตา

                “เ๹ื่๪๫อะไร?” พี่ภูมิถาม

                “ที่ชวนหนูมาด้วย”เธอว่าเพียงเท่านั้น

    เจมส์ไม่ได้พูดอะไรแต่ยิ้มจนปากจะฉีก เสียงลมพัดผ่านยอดไม้แสงดาวกระพริบเหมือนสัญญาณลึกลับจากฟากฟ้า ไม่มีใครพูดอะไรอีกทั้งสามคนนั่งอยู่ในความเงียบงันของค่ำคืนที่อบอุ่นในหัวใจ

    คืนนั้นใต้หมู่ดาวสามคนกอดผ้าห่มคนละผืน นั่งรอบกองไฟเล็ก ๆ เพลงเบา ๆจากโทรศัพท์ของเจมส์ยังคงดังคลอ เสียงหัวเราะ เสียงแหย่กันไปมาและความเงียบระหว่างคำพูด กลายเป็๲บทสนทนาที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้

    ไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไม่มีใครพูดถึงอดีตอีก ไม่มีคำถามว่าหนีอะไรมาหรือกำลังมุ่งหน้าไปหาอะไร

    มีแค่เสียงลม เสียงใจ และแสงดาว

    บางที ความสุขอาจไม่ได้๻้๵๹๠า๱คำอธิบายใด ๆ เลยก็เป็๲ได้