สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ิ 7 บทที่ 185 กรงขังในขบวน

        “ในเมื่อเป็นแบบนี้ กลุ่มการค้าโซรอสก็ยินดีที่จะรออีกหนึ่งเดือน ฝ่าบาทจะได้โอกาสที่ต้องการแน่นอนขอรับ” ผู้ดูแลแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากมาย เขายอมถอยแต่โดยดี

        การดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องคิดคำนวณส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบคอบจึงจะลงมือนี่คือหนึ่งในคุณสมบัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

        กลุ่มการค้าโซรอสก็เหมือนกลุ่มการค้าคนอื่นๆ ที่มุ่งหวังแต่จะทำกำไรและการค้าเรื่องการฆ่าฟันแบบนี้จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจะทำกัน เพราะเรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาชอบ แผนการเดิมของเรดแนปป์ก็คือจะแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับสำนักงานใหญ่ได้ทราบจากนั้นทางสำนักงานใหญ่จะส่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งออกไปทำลายหนึ่งในสามของกองกำลังทหารรับจ้างที่มีอิทธิพลในราชอาณาจักรเซนิทให้สิ้นซากเพื่อรักษาชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของกลุ่มการค้าโซรอส แต่ในเมื่อราชาเมืองแซมบอร์ดมีความแค้นที่อยากชำระกับกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็จะทำใจกว้างซักครั้ง หากราชาเมืองแซมบอร์ดทำสำเร็จ จะเป็นการลดความยุ่งยากให้แก่กลุ่มการค้าโซรอสได้เป็นอย่างดีหรือต่อให้ไม่สามารถทำได้ กลุ่มการค้าโซรอสก็ค่อยรับช่วงต่อ อย่างไรก็ตาม กะอีแค่กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเล็กๆ นี้กลุ่มการค้าโซรอสสามารถทำลายมันได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว

        แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งที่แรกที่พวกเขาทำ

        สำหรับเรดแนปป์แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การใช้กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเป็นแท่นลับมีดของราชาเมืองแซมบอร์ดเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขาและนำมาประเมินว่าคุ้มค่าที่กลุ่มการค้าโซรอสจะลงทุนด้วยหรือไม่

        บรรยากาศต่อมาของทั้งสามคนก็ดูกลมกลืนสามัคคีกัน

        ทั้งสองฝ่ายไม่ได้พูดเรื่องสลักสำคัญอะไรเพียงแค่สนทนาเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง และตั้งแต่ต้นจนจบ หญิงสาวชื่อว่าเชอร์ลี่ย์ก็เอาแต่สำรวจร่างของซุนเฟยตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเงียบๆนางไม่เปิดปากพูดอะไรออกมาเลยสักคำ ราวกับนางไม่คิดที่จะใส่ใจใคร ไม่ใช่เพราะว่านางเย็นชาแต่เป็นเพราะนางปิดกั้นตัวเองต่างหาก

        “อเล็กซานเดอร์ข้าให้พวกทหารเตรียมน้ำร้อนแล้ว...” ทันใดนั้น เสียงอ่อนหวานเหมือนนกไนติงเกลก็ดังขึ้นมาจากด้านนอกแองเจล่าเลิกผ้าด้านหน้าเต็นท์ขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาด้านใน “องค์หญิงทรงตรัสว่า การอาบน้ำอุ่นหลังจากเดินทางไกลมีประโยชน์มาก...” เมื่อสาวน้อยเดินเข้ามาก็รู้สึกตกใจเมื่อพบว่ามีแขกอยู่ด้านในด้วย นางยกมือปิดปากของตน ไม่ช้าก็ค่อยๆ ลดมือลงแล้วแสดงท่าทางที่สมกับเป็นว่าที่ราชินีในอนาคตออกมา แองเจล่าส่งยิ้มละมุนไปให้เรดแนปป์และบุตรสาว จากนั้นก็เดินไปยืนอยู่ข้างๆ ซุนเฟย

        ในตอนนั้นเอง เรดแนปป์และสาวในชุดแดงก็รู้สึกตาพร่า

        สาวน้อยที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันคนนี้ เหมือนมีแสงสว่างเจิดจ้าอยู่รอบตัวจนทำให้คนอื่นแทบไม่อยากละสายตาไปจากนางเลยและการปรากฏตัวของนางก็ทำให้ภายในเต็นท์ดูสว่างสดใสขึ้นมาทันที

        สถานะของเรดแนปป์และเชอร์ลี่ย์ในกลุ่มการค้าโซรอสจัดว่าอยู่ในระดับสูง พวกเขาเดินทางขึ้นเหนือลงใต้มานับครั้งไม่ถ้วน พบเจอเรื่องราวและผู้คนมากมายแต่ไม่เคยเห็นผู้หญิงที่งดงามราวกับปั้นแต่งขึ้นมาเหมือนสาวน้อยตรงหน้า แองเจล่าสวมชุดกระโปรงสีขาวที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยกับซุนเฟยในชุดเกราะสีดำที่เปื้อนเลือด ยามที่ทั้งคู่เคียงข้างกันไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขาไม่รู้สึกขัดตากลับกัน ยังดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันเสียอีก ทั้งสองคนอดที่จะชื่นชมในใจไม่ได้ว่า วีรบุรุษคู่กับสาวงามช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจริงๆ!

        การปรากฏตัวของแองเจล่าครั้งนี้เหมือนเตือนให้เรดแนปป์รู้ว่าไม่ควรอยู่ที่นี่นานเขายิ้มอย่างสุภาพก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อกล่าวลา ในขณะที่กำลังจะหมุนตัวจากไปก็เหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ผู้ดูแลเรดแนปป์จึงหันไปถามว่า “องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงใหญ่นาตาชาทรงประทับอยู่ในกองทัพของฝ่าบาทด้วย ข้าและองค์หญิงเคยพบปะกันอยู่สองสามครั้ง ไม่ทราบว่าหากข้าอยากจะเข้าเฝ้าองค์หญิงไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะทรงอนุญาตหรือไม่?”

        ซุนเฟยยิ้มกว้างในใจเขารู้ดีว่าผู้ดูแลกลุ่มการค้าโซรอสไม่ได้จะขออนุญาตจากตัวเองจริงๆ เขาเพียงแค่พูดขอไปตามมารยาทในฐานะที่ซุนเฟยเป็น ‘ผู้นำ’ กองทัพครั้งนี้เท่านั้นเองในเมื่อองค์หญิงใหญ่อยู่ในกองทัพของเขา หากจะไปเข้าเฝ้าโดยไม่บอกกล่าวซุนเฟยเลยก็อาจจะเป็นการข้ามหน้าข้ามตากันเกินไปการกระทำครั้งนี้ของอีกฝ่ายทำให้ซุนเฟยรู้สึกพอใจมาก เขาจึงยิ้มรับแล้วพูดตอบกลับไปว่า“ได้แน่นอน เชิญผู้ดูแลเรดแนปป์ตามสบาย!”

        หลังจากที่ทั้งสองคนเดินออกไปแองเจล่าจึงเรียกให้ทหารยกถังน้ำร้อนเข้ามา ขณะเดียวกันก็ช่วยถอดชุดเกราะบนร่างออก เหมือนเป็นภรรยาตัวน้อยที่คอยปรนนิบัติสามีแองเจล่าเช็ดทำความสะอาดคราบเลือดและสิ่งสกปรกตามร่างกายของซุนเฟย เมื่อสามสี่ปีก่อนตอนที่อเล็กซานเดอร์ยังมีสติปัญญาเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งแองเจล่าและเจ็มม่าก็เป็นผู้ที่คอยดูแลชีวิตประจำวันของเขามาโดยตลอด การอาบน้ำแบบนี้จึงไม่ใช่ว่าเพิ่งทำแค่ครั้งสองครั้งดังนั้นการอาบนี้แบบนี้จึงเป็นความเคยชินจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

        “เมื่อสองสามวันก่อนที่พวกเจ้าอยู่ด้วยกันกับองค์หญิงบนรถม้าลองเล่ามาซิว่านางทำอะไรบ้าง?” หลังจากอาบน้ำร้อนเสร็จ ซุนเฟยก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ซุนเฟยรับผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่บิดหมาดๆ มาเช็ดหน้าตัวเองพลางถามออกมา

        “ก็ไม่ได้ทำอะไรนะ”แองเจล่ากะพริบตากลมโตเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้านวลผ่องจะปรากฏร่องรอยความเห็นใจ “ข้าคิดว่าองค์หญิงนาตาชาน่าสงสารมากนางต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายมาหลายปี ร่างกายก็ย่ำแย่ลงตลอดโดยเฉพาะอากาศหนาวในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงตอนนี้ นางจะโดนลมมากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาการป่วยของนางจะแย่ลงดังนั้น นางจึงต้องนั่งอยู่บนรถม้าเวทมนตร์ตลอดทั้งวัน ถ้าเปลี่ยนเป็นข้า ข้าคงอึดอัดตายเลยที่ต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในรถม้าทุกวันดังนั้นข้ากับเจ็มม่าจึงไปนั่งสนทนากับนางบ่อยๆ ข้าว่านางเป็นคนดีมาก...”

        ได้ยินแองเจล่าพูดแบบนี้ ไม่รู้ว่าทำไมเหตุการณ์ที่ตัวเองพบหน้าองค์หญิงครั้งแรกพลันปรากฏขึ้นมาในหัวของซุนเฟยดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลกลมโตคู่นั้นและร่างผอมบางของนางแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของเขา ครั้งแรกที่ได้พบกัน ซุนเฟยพบว่าองค์หญิงคนนี้ป่วยเป็นโรคแปลกๆ บางอย่างร่างกายของนางอ่อนแอกว่าปกติ ดังนั้น ไม่รู้ว่าด้วยความสงสารหรือสนใจในตัวนาง เขาจึงโยน 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' ขวดเล็กไปให้นางไม่รู้ว่าหลังจากที่นางได้รับไปแล้ว นางจะดื่มมันหรือเปล่านะ? หรือว่าจะโยนทิ้งลงถังขยะไปตั้งนานแล้ว?

        “อ๊ะ จริงสิ อเล็กซานเดอร์ องค์หญิงนาตาชายังเคยถามถึงน้ำยาสีม่วงๆ ที่ท่านเคยให้นางไว้ด้วยดูเหมือนว่าหลังจากนางดื่มไปแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่ดี ตอนนี้นางใช้ไปหมดแล้ว เอ่อ ท่านพอจะมีอีกขวดไหม? แล้วมันจะ...” แองเจล่ากะพริบตาปริบๆแววตาของนางฉายแววอ้อนวอนยามมองมาที่ซุนเฟย แม้จะพูดไม่หมด แต่ความหมายของท่าทางที่แสดงออกมาก็ชัดเจนอยู่แล้ว

        ดูเหมือนว่าองค์หญิงใหญ่จะมีฝีมือในการเอาชนะใจคนจริงๆ ซุนเฟยเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แองเจล่าในตอนนี้ปฏิบัติตัวกับองค์หญิงผู้สูงส่งคนนั้นเหมือนเพื่อนสนิทไม่ต่างกับเจ็มม่า ปกติแล้ว แองเจล่าไม่เคยขออะไรกับซุนเฟยเลย นึกไม่ถึงว่าคำขอแรกที่เอ่ยออกมาไม่ได้ขอให้ตัวเองแต่กลับขอเพื่อองค์หญิง

        ซุนเฟยยื่น 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' ขวดเล็กไปให้แองเจล่า

        ความจริงแล้ว อย่าว่าแต่น้ำยาวิเศษขวดเล็กนี้เลยไม่ว่าสาวงามบริสุทธิ์คนนี้ต้องการสิ่งใด ซุนเฟยก็ไม่ลังเลที่จะขวนขวายเอามาให้ สาวงามที่อ่อนโยนและบริสุทธิ์คนนี้เป็นเหมือนความอบอุ่นในหัวใจของซุนเฟยไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเหล่ามอนสเตอร์ที่ดาหน้าเข้ามาดุจน้ำป่าไหลหลากในโลก Diabloหรือแม้แต่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพแสนยานุภาพของศัตรูในโลกแห่งความจริง แค่นึกถึงใบหน้าอันบริสุทธิ์ซื่อตรงของนาง หัวใจของเขาก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

        สาวงามคนนี้เป็นเหมือนจิตวิญญาณของเขานางจะต้องเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานมาให้แก่เขาอย่างแน่นอน!

        นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซุนเฟยคิดแบบนี้

        เมื่อเห็นแองเจล่ารีบวิ่งไปหาองค์หญิงใหญ่เพื่อมอบน้ำยาวิเศษขวดนี้ให้ด้วยท่าทางดีอกดีใจซุนเฟยก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา บางทีองค์หญิงคงจงใจเอ่ยถึงน้ำยาวิเศษสีม่วงนี้ต่อหน้าแองเจล่าด้วยฐานะองค์หญิงของนางแล้ว ทำให้นางไม่สามารถเอ่ยปากขอน้ำยาได้ ดังนั้นนางจึงบอกจุดประสงค์ในการ ‘ขอ’ น้ำยาวิเศษขวดนี้ผ่านทางแองเจล่าและแน่นอนว่าเล่ห์กลพวกนี้มีหรือซุนเฟยจะมองไม่ออก เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ซุนเฟยคาดไม่ถึงก็คือการที่องค์หญิงใหญ่ยอมดื่มน้ำยาวิเศษสีม่วงที่เขาให้นางไปก่อนหน้านี้จริงๆ น่ะสิ นางไม่ได้โยนน้ำยาขวดนี้ทิ้งไปหลังจากที่เขาเดินออกมาจากโต๊ะรับประทานอาหารในวันนั้นหรอกหรือ?

        ยังมีอีกเรื่องการกระทำหลายเรื่องของเขาที่แสดงออกถึงความก้าวร้าวในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากราชอาณาจักรหรือแม้กระทั่งทำลายเหมืองแร่หลายแห่งของเมืองแบล็กสโตนระหว่างการเดินทาง เรื่องพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ผิดกฎแต่ถึงอย่างนั้น องค์หญิงก็ไม่เคยเอ่ยปากห้ามปรามหรือพูดอะไรออกมาสักคำ น่ากลัวว่าในหัวของนางคงกำลังวางแผนการอะไรบางอย่างอยู่?

        ซุนเฟยครุ่นคิดถึงปัญหานี้มาตลอด

        องค์หญิงนาตาชาแห่งราชอาณาจักรเซนิทนักบุญหญิงจอมวางแผน ฝันร้ายของเหล่าขุนนางชั้นสูงแม้กระทั่งจักรพรรดิยาซินยังไม่อยากจะเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้ตรงๆ เลย ตัวตนของนางนับว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก

        ……

        วันที่สอง อากาศในยามเช้าสดชื่นกว่าทุกวัน ทั้งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนแห่งการฆ่าล้างบางไป แต่อากาศในวันนี้กลับสดชื่นแจ่มใสจนน่าแปลกใจ

        เสียงสัตว์อสูรร้องออกมาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ในเทือกเขาอาทิตย์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังจากนั้น ควันไฟก็เริ่มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหล่าทหารเริ่มทำอาหารเช้า บรรยากาศริมฝั่งทะเลสาบกลายเป็นคึกคัก แม้ซุนเฟยและเรดแนปป์จะไม่เคยตกลงกันด้วยวาจาแต่กองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสก็จะร่วมเดินทางไปด้วยกันกับกองทัพเมืองแซมบอร์ด

        ในกองทัพจะมีม้าสี่ตัวคอยลากกรงเหล็กอยู่หนึ่งกรง

        ภายในกรงมีร่างของ 'งูหลามตาเดียว' หนึ่งในหกผู้นำของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่อยู่ในสภาพปางตายนอนอยู่ในกรงตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับหมาพิการใกล้ตายตัวหนึ่ง มันนอนนิ่งไม่ไหวติง หากไม่ใช่ว่าดวงตาของมันกำลังจับจ้องไปที่ร่างสูงโปร่งที่กำลังโอบกอดสาวงามดั่งเทพธิดาอยู่บนหลังสุนัขยักษ์สีดำ ซึ่งเดินนำกองทัพด้วยสายตาอาฆาตแค้นลึกล้ำ ไม่ว่าใครก็คงจะคิดว่ามันเป็นเพียงก้อนเนื้อเน่าๆ กองหนึ่งในกรงม้าเท่านั้น

        แม้ว่าพัศดีโอเลเกร์จะพยายามทรมานพวกมันต่างๆ นานาเพื่อให้คายข้อมูลออกมาแต่น่าเสียดายที่ข้อมูลที่ได้รับมามันไร้ค่า

        พวกทหารรับจ้างดาบโลหิตที่ยอมจำนนต่างคายข้อมูลทุกอย่างที่พวกมันรู้ออกมา ทว่าสถานะของมันต่ำต้อยเกินไป ทำให้ข้อมูลที่ได้มีจำกัด

        ส่วนชายหัวล้านชายวัยกลางคนและสาวครึ่งดารก์เอลฟ์ที่เป็นตัวหัวหน้า แม้พวกเขาจะรู้ข้อมูลมากมายแต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกออกมาเลยสักคน บางทีพวกมันอาจจะรู้ ไม่ว่าจะบอกหรือไม่ ท้ายที่สุดก็ต้องตายอยู่ดีพวกมันจึงอดทนต่อการทรมานอย่างเหี้ยมโหดของพัศดีโอเลเกร์ และสุดท้าย ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าก็เป็นผู้ตัดหัวของชายวัยกลางคนและสาวครึ่งดารก์เอลฟ์ด้วยมือของตัวเองเพื่อเป็นการแก้แค้นให้พี่น้องทาสเมืองแซมบอร์ดที่เคยตกตายเพราะพวกมันมาก่อนส่วนพัศดีโอเลเกร์ก็ไม่ได้รับข้อมูลที่สำคัญๆ สำหรับกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตแม้แต่น้อย

            ------------