"ทิว"
นางทองกรเรียกทิวไทที่กำลังจะลุกเดินตามข้าวขวัญไปที่หาด
"แม่ว่าไม่ค่อยดีนะ ดูคุณข้าวแกเบลอๆยังไงพิกล ดูดีๆ หน่อยนะลูก"
ทิวไทพยักหน้าแล้วรีบเดินตามข้าวขวัญออกไป
พระอาทิตย์ที่บ้านทิวไทก็สวยอย่างนี้ทุกวันแหละ แต่วันนี้เขากลับรู้สึกว่ามันดูเหงาๆยังไงก็ไม่รู้ อาจจะเป็เพราะเขาเห็นเธอนั่งกอดเข่าบนพื้นทรายแล้วนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นก็เป็ได้ เขาหวังว่า ภาพพระอาทิตย์ตกในวันนี้คงจะช่วยฮีลใจเธอได้ไม่มากก็น้อย ทิวไทจึงหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ และทำหน้าที่แค่นั่งเป็เพื่อนเงียบๆ มันนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่ไม่มีบทสนทนาระหว่างกัน จนเขาอดรนทนไม่ได้เอง
"คุณข้าว"
ทิวไทมองเสี้ยวหน้าของข้าวขวัญ ใบหน้าสวยจัดนั้นยังซีดขาวเพราะเพิ่งฟื้นไข้ เ้าตัวดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับตัวเองนัก ที่เขาเป็ห่วงที่สุดก็คือสภาพจิตใจของเธอ ที่ดูจะไม่ยินดียินร้ายกับอะไรเลย
"คุณข้าวครับ.."
ข้าวขวัญเพียงแค่หันมามองแต่ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แล้วเธอก็หันกลับไปมองพระอาทิตย์ตกดินอีก
"คุณเป็ยังไงมั่ง เล่าให้ผมฟังหน่อยสิ คุณเล่นไม่พูดอย่างนี้ ผมใจไม่ดีเลย ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง?"
เขาอยากจะให้ข้าวขวัญได้ระบายออกมา เมื่อสองสามวันก่อนเธอยังดีๆ อยู่เลย เถียงเขาบ้าง ดื้อบ้าง งอนเขาบ้าง มันก็ยังดีกว่าที่เธออยู่ในสภาพแบบนี้
"ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าฉันควรจะรู้สึกอะไร ดีใจ เสียใจ กลัว ฉันไม่รู้จริงๆ หรือนายช่วยบอกที ว่าตอนนี้ว่าฉันต้องรู้สึกยังไง?"
ทิวไทเงียบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะพูด แต่เขาก็พูดไม่ออกเหมือนกัน เพราะถ้าเขาเป็ข้าวขวัญ เขาก็คงนึกไม่ออกว่าจะรู้สึกยังไงดีเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขาอยากให้เธอร้องไห้ ด่าเขา ทุบเขา หรือกรี๊ดออกมาก็ได้ หรืออย่างน้อยบ่นอะไรให้เขาฟังก็ได้ แต่มันก็มีเพียงความเงียบเท่านั้น เขาจึงนั่งอยู่เป็เพื่อนจนพระอาทิตย์ตกดิน
"มืดแล้วคุณข้าว ขึ้นบ้านเถอะ"
"_"
ข้าวขวัญเดินกลับขึ้นบ้านไปโดยมีทิวไทเดินตามไปเงียบๆ ทั้งนางทองกร ป้าพรและไข่นุ้ย ที่นั่งรวมตัวกันที่โซฟาใหญ่ใต้ถุนบ้าน ต่างก็พากันมองโดยไม่พูดอะไร และเมื่อเขาเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ก็พบว่าข้าวขวัญได้เข้าห้องน้ำ แล้วออกมาด้วยชุดพร้อมนอน เธอเดินตรงไปที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนตรงริมเตียงด้านที่ชิดผนังแล้วหันหลังให้เขาโดยไม่พูดไม่จา อีกทั้งยังเอาผ้าห่มของเขาไปอีกด้วย
"เฮ้อออ.." ทิวไทต้องแอบถอนหายใจเบาๆ
นี่เขาต้องนอนห้องเดียวกับเธอจริงๆ หรือเนี่ย! ถ้าสถานการณ์มันไม่ใช่แบบนี้ มันคงจะเป็ความโชคดีสุดๆ ที่ได้นอนห้องเดียวกับสาวสวยที่เขาได้เห็นสัดส่วนจนแทบจะจินตนาการได้หมดทั้งตัวแล้ว แต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่เวลาที่จะคิดเื่นั้นเลย
ทิวไทล้มตัวลงนอนด้วยความคิดหลากหลายที่เขาจะต้องจัดการ ชายหนุ่มยังลืมตาโพลงเพราะนอนไม่หลับ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในที่ที่ปลอดภัยคือบ้านของตัวเอง ซึ่งน้อยคนจะรู้ว่าบ้านจริงๆ ของเขาอยู่ที่นี่ จากที่คิดไว้ว่าจะต้องจัดการให้เร็วที่สุด เขาคิดว่าคงจัดการให้ด่วนที่สุด คือให้มันเร็วยิ่งกว่าเร็วเข้าไปอีก
"กรี๊ดด!อย่านะ อย่าเข้ามา ทิว นายทิว ช่วยด้วย อย่า!อย่า!อย่า! ออกไป๊! ทิว! นายทิว! ช่วยด้วยย!"
ทิวไทรีบผุดลุกขึ้นนั่งแล้วเข้าไปเขย่าตัวข้าวขวัญที่นอนหลับตาอยู่แล้วเอาสองมือขึ้นมาปัดอากาศอยู่ไปมา
"คุณข้าว ตื่น! คุณข้าว!"
ข้าวขวัญตื่นทันทีที่ทิวไทเรียก แววตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ทิว นายช่วยฉันด้วยนะ ฉันกลัว"
ร่างบางผวาเข้ากอดทิวไทแน่น เขาเองก็กอดตอบเพราะหญิงสาวเนื้อตัวสั่นไปหมด
"คุณฝันนะคุณข้าว คุณใจเย็นๆ ก่อน ผมอยู่นี่ ไม่มีอะไรแล้วนะ"
ข้าวขวัญสั่นไปทั้งตัวก่อนที่จะค่อยๆ สงบลง แต่ว่าอ้อมกอดที่กอดรัดทิวไทไว้นั้นยังรัดรึงแแ่เพราะเ้าตัวนั้นกำลังกลั้นสะอื้นและดูว่ายังไม่กลับสู่โหมดปกติ ชายหนุ่มเองก็โอบกระชับร่างบางไว้แน่นอย่างปลอบใจเช่นกัน
"ผมอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะ"
ถึงแม้ว่าเธอยังไม่ได้เสียท่าให้กับนายวิรุณและลูกน้องของมัน แต่เหตุการณ์ที่พบเจอ มันก็คือฝันร้ายของผู้หญิงจริงๆ นี่ขนาดว่าพวกมันยังทำอะไรเธอไม่ได้นะ เขาเห็นใจและสงสารเหยื่อที่ถูกกระทำจริงๆ แล้วเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์นั้นก็หลอนเธอมาตลอดจนถึงกับเก็บเอาไปฝัน
ยิ่งคิดทิวไทยิ่งกลุ้ม...การดูแลข้าวขวัญมันไม่ได้ง่ายเลย ไม่รู้ว่าจะมีโจทย์อะไรให้เขาต้องแก้อีกในวันข้างหน้า ไล่เขาไปะเิูเาเผากระท่อมยังจะดีเสียกว่า
"ผมว่าคุณนอนดีกว่า...นะ"
ทิวไทประคองให้เธอนอนลง แต่ร่างเล็กกลับเบียดชิดเขาทั้งยังดึงเขาลงให้นอนด้วยกันแล้วกอดแขนเขาไว้แน่น หญิงสาวหลับตาโดยไม่พูดอะไรสักคำ ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วนอนนิ่ง หรือเรียกว่านอนแบบแข็งทื่อเสียมากกว่า ปล่อยให้เธอเกาะแขนเขาไป นี่ถ้าจะเกาะกอดแขนเขาเป็ลูกลิงขนาดนี้ ทำไมไม่สิงเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยหล่ะ ในที่สุด ชายหนุ่มจึงหลับไปโดยมีข้าวขวัญนอนกอดแขนอยู่ข้างๆ ไปตลอดทั้งคืน
ข้าวขวัญตื่นมาตอนเช้าก็ไม่เห็นนายทิวแล้ว เดินไปดูตรงหน้าต่างเห็นเขากำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ชายหาด จริงสินะ เธอเองก็ควรจะได้ติดต่อพ่อบ้าง ไม่รู้ว่าป่านนี้พ่อจะเป็ตายร้ายดียังไง หญิงสาวรีบลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ แล้วรีบเดินตามนายทิวไปที่ริมหาด
"นายทิว"
"!!"
"นายทิว"
ร่างเล็กวิ่งดุ๊กดิ๊กตรงมาที่เขา ทำให้เขาต้องรีบบอกปลายสายอีกทาง
"คุณข้าว!... เออ..แค่นี้ก่อนนะครับเสี่ย"
ทิวไทพูดกับคนปลายสายแล้วรีบตัดสายโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ปิดข้าวขวัญไม่มิดคือท่าเลิ่กลั่กที่เห็นได้ชัดว่ามันต้องมีอะไรที่ปิดบังเธออยู่แน่นอน
"นายทิวโทรหาใครอ่ะ?"
"เพื่อนผมเอง"
"ที่นี่มีสัญญาณแล้ว ฉันขอโทรหาพ่อได้ไหม?"
"เสี่ยสบายดี อย่าเพิ่งโทรตอนนี้เลยคุณ เชื่อผมนะ"
"ฉันขอโทรหาพ่อแค่นิดเดียวเอง"
"เราไม่ควรโทรหาใครพร่ำเพรื่อใน่นี้"
ทิวไทพูดเสียงเข้ม ทำให้ข้าวขวัญหน้าเสียไปเล็กน้อย
"ได้ ไม่โทรก็ได้"
ง่ายไปมั้ยวะ? ทิวไทคิด เมื่อเห็นข้าวขวัญหันหลังให้เขาแล้วเดินกลับไปที่บ้าน ไม่ออกฤทธิ์หน่อยหรือไง คุณข้าว? ทิวไทเรียกร้องอยู่ในใจด้วยความเป็ห่วง แต่เขาก็ไม่ได้เดินตามเธอไป เพราะเขามีเื่ด่วนที่จะต้องจัดการต่อ ชายหนุ่มกดโทรศัพท์เพื่อโทรออกอีกครั้งหนึ่ง...
"อ้าว คุณหนูข้าว ตื่นแล้วหรือคะ หิวหรือยัง?"
นางทองกรทักถาม เมื่อเห็นข้าวขวัญเดินเข้ามาในห้องครัว
"เช้ามีข้าวต้มเครื่อง กาแฟก็มี ทิวเขาติดกาแฟต้องดื่มทุกเช้า ป้าต้มในเหยือกเอาไว้แล้ว"
"เดี๋ยวข้าวจัดการเองได้ค่ะ คุณป้าให้ข้าวช่วยอะไรไหมคะ?"
"ไม่มีแล้วค่ะ คุณหนูข้าวไม่ต้องเรียกคุณป้าหรอกนะ เรียกป้าก็พอค่ะ คุณหนู"
"ข้าวถนัดเรียกคุณป้าค่ะ แต่คุณป้าไม่เรียกข้าวว่าคุณหนูได้ไหมคะ เรียกข้าวเฉยๆ ก็ได้ค่ะ"
"ได้ค่ะ งั้นป้าเรียกหนูข้าวนะคะ ไปนั่งข้างนอกเถิดค่ะ เดี๋ยวป้าตักข้าวต้มให้"
ข้าวขวัญรินกาแฟจากหม้อลงในถ้วยกาแฟ แล้วเดินออกมานั่งที่โต๊ะอาหาร ซึ่งสามารถมองเห็นทะเลได้ในภาพกว้าง เธอเห็นทิวไทคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วเขากำลังเดินเอื่อยๆตรงมาที่เธอ นางทองกรยกถาดข้าวต้มออกมาซึ่งมีข้าวต้มอยู่สามชามใหญ่ แล้ววางลงบนโต๊ะอาหาร
"ป้าพรหล่ะแม่?" ทิวไทถามนางทองกร เมื่อเดินมาถึงที่ใต้ถุนบ้าน
"ฝรั่งบ้านเช่าขอให้ไปทำความสะอาดบ้านแต่เช้า แล้วก็ช่วยเตรียมอาหารเช้า ไอ้ไข่ก็วิ่งไปช่วยแม่มันด้วย"
ทิวไทเดินมากอดนางทองกรที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วหอมแก้มนางทองกร ซึ่งนางทองกรก็หอมแก้มกลับ อย่างนี้นี่เอง ความอ่อนโยนที่เธอรู้สึกได้จากเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น มาจากหญิงชราตรงหน้าเธอนี่เอง ทิวไทเดินเข้าไปในครัวแล้วเดินออกมาพร้อมถ้วยกาแฟในมือ เขานั่งลงข้างๆ ข้าวขวัญแล้วเริ่มทานข้าวต้ม
"อร่อยเหมือนเดิมเลยแม่ เออแม่เดือนนี้ฟูลมูนวันไหน ฉันยังไม่ได้ดูปฏิทินเลย"
"คืนพรุ่งนี้แล้ว แม่ถึงได้บอกว่าทิวเก่งไง ที่หาเรือมาพะงันได้ ปกติเต็มตลอด่ฟูลมูน"
"เรือตอนมาก็แน่นอยู่เหมือนกันนะแม่ เออ ฉันว่าจะเอาคุณข้าวไปเที่ยวฟูลมูนสักหน่อย มาถึงพะงันแล้วไม่ไปฟูลมูนได้ไง? ใช่ไหมคุณ?"
"ฟูลมูน ฉันเคยเห็นตามที่เขาโพสกันค่ะ คนแน่นเชียว"
"เราเอามอเตอร์ไซค์ไปกัน พรุ่งนี้ผมพาคุณไปเที่ยวเอง"
"ลำบากเปล่าๆ ไม่ต้องไปก็ได้นะ ฉันไม่ได้อยากจะไปไหนสักหน่อย"
"ได้ไงกันคุณ! มาถึงพะงันทั้งที ไม่ไปฟูลมูนปาร์ตี้ก็เรียกว่ายังมาไม่ถึงเกาะพะงัน ไปดูก่อนก็ได้ ถ้าไม่ชอบก็กลับแค่นั้นเอง"
ี้เีจะขัด ข้าวขวัญจึงนั่งทานข้าวต้มกับกาแฟดำไปเงียบๆ ปล่อยให้แม่กับลูกเขาคุยกันกระหนุงกระหนิง เวลานายทิวคุยกับนางทองกร เขาก็ใช้น้ำเสียงเป็เด็กชายคุยกับแม่ ซึ่งฟังดูขัดกับรูปร่างหน้าตาของเขาที่สูงใหญ่เป็ตึกเป็อย่างมาก แต่ฟังๆไปก็เพลินดี เขาดูน่ารักและอ่อนโยน ภายใต้ความแข็งแกร่งดุดันที่เธอพึ่งพาได้ ก็ยังมีความขี้อ้อนและความอ่อนโยนอยู่ในนั้น แต่ก็น่าจะทำกับคนที่เขาสนิทด้วยเท่านั้น หรือไม่ คงมีแต่คนที่สนิทเท่านั้นจึงจะได้เห็นภาพน่ารักเหล่านี้
แล้วเธอหล่ะสนิทหรือเปล่า? ..ข้าวขวัญสงสัย เพราะเธอเองกลับได้เห็นในมุมที่ไม่คิดว่าใครจะได้เห็นของผู้ชายอกสามศอก! ตอนที่เขาต่อสู้เพื่อปกป้องเธอ กับตอนที่เขารีเล็กซ์ดูสบายๆอย่างนี้ มันคนละคนกันชัดๆ
แล้วนั่นก็ทำให้ข้าวขวัญได้ยิ้มเป็ครั้งแรกหลังจากต้องวิ่งหนีตายแทบจะเอาชีวิตไม่รอด