เล่มที่1 บทที่9 ตำหนักนภาปราณยุทธ
แม้ภายนอกหลงซินเย่จะดูเย่อหยิ่ง แต่ก็นับว่านางดีกับจั่วเฉินทีเดียวแน่นอนว่าที่แสดงท่าทีเป็มิตรด้วยเช่นนี้ก็เพราะ้าได้เขาเข้าเป็พวกเท่านั้นสักวันหลงซินเย่จะเข้าใจ ว่าการช่วยเหลือจั่วเฉินในวันนี้จะทำให้นางได้รับผลตอบแทนมากมายขนาดไหน
หลังจากบรรลุวัตถุประสงค์แล้วหลงซินเย่ก็เดินจากไป
จั่วเฉินรับรู้ถึงสภาพร่างกายของตนเอง การต่อสู้เมื่อครู่กับคนสกุลเจียงทำให้สูญเสียงพลังปราณไปเกือบหมดทว่าในตอนนี้ เขาไม่จำเป็ต้องโคจรเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตเพื่อฟื้นฟูตัวเอง เนื่องจากมีหินหยกลึกลับนั่นอยู่ในร่างพลังของเขาจึงฟื้นฟูอยู่ตลอดเวลา
“ต้องกลับไปเตรียมตัวหน่อยแล้วจากนั้นค่อยบอกข่าวดีนี้ให้ท่านอาเล็กรู้” จั่วเฉินพึมพำ
...
หลังจากกลับมาถึงเรือนอันทรุดโทรมจั่วเฉินก็เห็นเสี่ยวเตาพาท่านอาเล็กออกมารอเขาอยู่ที่ลานด้านนอกแล้ว
“ข้ากลับมาแล้วท่านอาเล็ก” จั่วเฉินเดินเข้าไปหาด้วยแววตาเปล่งประกาย
เก้าวันที่ผ่านมาเขาพัฒนาขึ้นมากจากเดิมที่เป็แค่คนธรรมดา กลับพัฒนาจนถึงระดับหลอมรวมขั้นสองทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหว
“สำเร็จแล้วหรือ”สตรีที่อยู่บนรถเข็นเอ่ยถาม เสี่ยวเตาที่อยู่ด้านหลังก็ส่งสายตาถามเช่นกัน
จั่วเฉินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะแย้มยิ้มออกมาพร้อมตอบด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“ท่านอาเล็ก ข้าทำสำเร็จ ข้าได้สิทธินั้นมาแล้วพรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางไปตำหนักนภาปราณยุทธกับหลงซินเย่”
หลังจากได้ยินสิ่งที่จั่วเฉินบอก อาเล็กกับเสี่ยวเตาก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจเสี่ยวเตาวิ่งถลาเข้ามากอดจั่วเฉินเต็มอ้อมแขน
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่เฉินต้องทำได้จะเจียงเฉินเทียนหรือหวางเฟยอวี่อะไรนั่น ถ้าเทียบกับท่านแล้วก็เป็แค่ขยะเท่านั้นพวกนั้นฝึกฝนมาตั้งหลายปี สุดท้ายพออยู่ต่อหน้าท่านก็ไม่นับเป็อะไรทั้งสิ้น”
อาเล็กที่นั่งอยู่บนรถเข็นกลับมีท่าทีสงบกว่ามากนางเพียงคลี่ยิ้มบางๆ มองคนทั้งสองที่กอดกันกลมเท่านั้น ทว่าจู่ๆ เสี่ยวเตาก็มีสีหน้าหม่นลง
“ท่านจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้วหรือ”
บรรยากาศภายในลานพลันเงียบเหงาลงทันที เมื่อเห็นสีหน้าของเสี่ยวเตาแล้วจั่วเฉินจึงตบบ่าอีกฝ่าย
“เสี่ยวเตาสุดท้ายข้าก็ต้องจากสำนักสลายดาราไปอยู่ดี ชีวิตก็เป็เช่นนี้แหละหนทางในวันหน้ายังอีกไกล หลังจากข้าไปแล้ว เ้าก็ต้องขยันฝึกฝนด้วยพร์ของเ้าที่มีสี่ตรา ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตีทะลุเส้นปราณในตัวได้แน่ เช่นนั้นก็จะผงาดขึ้นมาโดยแท้จริงข้าเชื่อว่าอีกไม่นานเราต้องได้เจอกันอีก”
ได้ยินดังนั้นเสี่ยวเตาก็ตาเป็ประกาย แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“พวกเรายังจะได้เจอกันอีกหรือ”
“ทำไมจะไม่ได้เล่า เ้าลืมพร์ของตัวเองแล้วหรือเ้าไม่เหมือนกับข้า ขอเพียงพยายาม จะต้องทะลวงจุดชีพจรใหญ่ที่ตีบตันในตัวได้แน่ เช่นนั้นก็จะมีพร์ที่สมบูรณ์อย่าบอกนะว่าถึงตอนนั้นแล้วเ้าจะไม่กล้ามาที่ตำหนักนภาปราณยุทธ”จั่วเฉินมองเสี่ยวเตาอย่างให้กำลังใจ
แม้คนภายนอกจะเห็นว่าเสี่ยวเตาเดินตามหลังจั่วเฉินต้อยๆทว่าเขาเองก็มีพร์โดดเด่นไม่แพ้กัน มีเพียงไม่กี่คนในสำนักเท่านั้นที่ทัดเทียมได้เนื่องจากภายในร่างของเสี่ยวเตามีถึงสี่ตราปราณโบราณ ไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์ที่โดดเด่นคนอื่นๆในสำนักเลย
น่าเสียดายที่จุดชีพจรสองแห่งในตัวเสี่ยวเตาตีบตันโดยไร้สาเหตุทำให้ฝึกฝนได้ไม่ราบรื่น พัฒนาได้ช้า กระทั่งวันนี้ก็ยังอยู่แค่ระดับพลังหลอมรวมขั้นสองทว่าก็ไม่เป็อะไร ขอเพียงเขาหมั่นฝึกฝนร่างกาย สักวันจะต้องทะลวงจุดชีพจรที่ตีบตันนี้ได้แน่ถึงตอนนั้นก็คงจะมีอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์รออยู่
บัดนี้ใกล้จะได้เวลาแล้ว เสี่ยวเตาเป็สหายกันมาหลายปีมีหรือจั่วเฉินจะทำใจได้ ทว่าในวันหน้า เสี่ยวเตาก็ต้องก้าวเดินด้วยตนเอง การที่เขาเอ่ยเช่นนั้นออกไปก็เพื่อกระตุ้นเสี่ยวเตาเท่านั้น
“ไม่ต้องห่วงนะพี่เฉิน หลังจากที่ท่านไปแล้วเสี่ยวเตาจะตั้งใจฝึกทุกวัน จะต้องมีสักวันที่ข้าไปหาท่านที่ตำหนักนภาปราณยุทธได้แน่”เสี่ยวเตากำหมัดแน่น
“ดี! สู้เขา...”
จากนั้นจั่วเฉินจึงเริ่มลงมือเก็บสัมภาระข้าวของที่จั่วเฉินเอาติดตัวไปนั้นมีเพียงเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนไม่กี่ชุด และดาบโค้งยาวเก้าชุ่นที่เขาใช้มาไม่รู้กี่ปีแล้วเท่านั้น
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่ท้องฟ้ามืดลงรอบข้างเงียบสงัด ทว่าคืนนี้จั่วเฉินกลับนอนไม่หลับ
เมื่อรุ่งสางมาถึง เขาเดินทางมาพบหลงซินเย่พร้อมกับท่านอาเล็กโดยมีสายตาของเสี่ยวเตาและศิษย์ในสำนักมองอยู่ แล้วทั้งสามก็ออกเดินทาง มุ่งหน้ายังไปตำหนักนภาปราณยุทธ
ตำหนักนภาปราณยุทธตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาที่ตอนกลางของราชวงศ์เซิ่งเทียนแต่แม้จะอยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์เซิ่งเทียน ทว่าก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุม กลับกันราชวงศ์เซิ่งเทียนเสียอีกที่ต้องยำเกรง
ตำหนักนภาปราณยุทธอยู่ห่างจากสำนักสลายดาราไปประมาณสามหมื่นลี้[1] ดีที่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่จึงสามารถเดินทางไปถึงได้ในครึ่งชั่วยาม
ตอนที่ยืนอยู่ในอุโมงค์ห้วงมิติที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายสร้างขึ้นทุกคนต่างก็อารมณ์ดีทีเดียว พูดคุยสนทนากันไม่หยุด หลงซินเย่เองก็พูดเื่ของตำหนักนภาปราณยุทธออกมา
“หลังจากศิษย์ใหม่เข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธแล้วว่ากันว่าต้องเจอกับการทดสอบอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการล่าสังหารสัตว์อสูรระดับฮวงเพื่อรวบรวมผลึกอสูรหรืออาจจะตามหาสมุนไพรวิเศษและแร่ล้ำค่าต่างๆ มามอบให้ทางสำนักเพื่อแลกกับค่าผลงานซึ่งค่าผลงานนี้ก็เทียบได้กับเงินตราของสำนักเพลิงเซียน หากมีค่าผลงานเพียงพอ จะสามารถแลกเคล็ดวิชาปราณโบราณยาสมุนไพรหรืออาวุธต่างๆ ในสำนักได้”
“แลกหรือ?” จั่วเฉินมองหลงซินเย่เพียงแค่ได้ยินสิ่งนางพูดก็เดาได้ไม่ยากว่านางรู้เื่ภายในของตำหนักนภาปราณยุทธดีทีเดียว
“การแลกด้วยของตรงๆ ไม่ง่ายกว่าหรือ นำของที่ได้มาแลกเป็ค่าผลงานจากนั้นค่อยนำค่าผลงานมาแลกสมบัติต่อ แบบนี้ไม่ยุ่งยากไปหน่อยหรือ” จั่วเฉินถาม
หลงซินเย่ถลึงตามองก่อนจะตอบ
“เ้าก็ไม่ใช่คนโง่ ทำไมจึงไม่เข้าใจ นั่นตำหนักนภาปราณยุทธเชียวย่อมต้องมีรากฐานแข็งแกร่งจนยากจะจินตนาการได้ ภายในจึงมีสมบัติล้ำค่ามากมาย หากเ้า้าแลกเืของสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นเก้าล่ะก็เ้าจะเอาอะไรไปแลกหรือ หรือเ้าสามารถหาของที่มีค่าทัดเทียมกันได้”
“... เป็ข้าที่คิดมากไปแล้ว”จั่วเฉินยิ้มแห้ง
จากนั้นจั่วเฉินก็เข้าใจ การแลกเปลี่ยนนี้ทำให้ศิษย์สามารถนำสิ่งของต่างๆไปแลกเป็ค่าผลงานได้ หลังจากสะสมจนเพียงพอ ก็จะแลกสมบัติล้ำค่าได้ครั้งหนึ่ง
“แน่นอนว่าการทดสอบของเหล่าศิษย์ใหม่ถือเป็สวัสดิการอย่างหนึ่งเพราะการทดสอบนี้ไม่อันตรายเท่าไรนัก ขอเพียงได้ของมาก็สามารถนำไปแลกเป็ค่าผลงานได้แล้วทว่าหลังจากนั้น หาก้าเพิ่มค่าผลงานก็ลำบากแล้ว เพราะเ้าจะต้องทำภารกิจต่างๆของสำนักเสียก่อน” หลงซินเย่อธิบายเจื้อยแจ้ว
“หลังจากที่ข้าเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธแล้วจะต้องกักตัวบำเพ็ญกับอาจารย์คงไม่อาจร่วมการทดสอบได้ ทว่าข้าสามารถแนะนำให้เ้าไปแทนได้ทุกอย่างที่ได้จากการทดสอบถือว่าข้ามอบให้เ้าเป็อย่างไร”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณศิษย์พี่หญิงแล้ว” จั่วเฉินยิ้มรับและแสร้งทำเป็ใสซื่อ
เขารู้ดีว่าทำไมหลงซินเย่ถึงดีกับเขาเช่นนี้เพราะนี่ถือเป็การลงทุนอย่างหนึ่ง ต้องยอมรับว่านางมีสายตาไม่เลวที่สามารถดูความไม่ธรรมดาของเขาออกนางคงจะรู้ดีว่าคนอย่างเขาคงไม่ยอมเป็ผู้ติดตามของใครไปตลอด อีกอย่าง พร์ที่มีก็ไม่ได้ยอดเยี่ยมหรือแย่เกินไปนางจึงถือโอกาสทำดีด้วยเพื่อเป็การเชื้อชวนให้เขาเข้าเป็พวกล่วงหน้าเท่านั้น
คนทั้งสองพูดคุยกันไม่นานเวลาก็ผ่านไป เมื่ออุโมงค์ห้วงมิติสั่นไหวรุนแรงทิวทัศน์เบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ขุนเขาธาราที่ยิ่งใหญ่ตระการตาแล้ว หมู่เมฆกระจายตัวปกคลุมพื้นดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ขุนเขาเบื้องหน้าถูกสายหมอกรายล้อม มองแล้วดูน่าอัศจรรย์เป็อย่างมาก
“นี่น่ะเหรอตำหนักนภาปราณยุทธ”จั่วเฉินพึมพำ
หลังจากนำรถเข็นที่อาเล็กนั่งอยู่ลงจากค่ายกลเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังแล้วจั่วเฉินจึงรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบข้าง ก่อนจะพยักหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกาย
“พื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้แต่กลับมีค่ายกลรวมิญญาปกคลุมอยู่ ถือว่าทุ่มทุนสร้างทีเดียวสมแล้วที่เป็สุดยอดขุมอำนาจ”
“หืม? เ้ารู้ด้วยหรือว่าที่นี่มีอักขระค่ายกลอยู่”หลงซินเย่มองจั่วเฉินอย่างประหลาดใจ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตนเองคล้ายจะมองผู้ติดตามคนนี้ไม่ออก
หลักอักขระยันต์แตกต่างจากหลักปราณยุทธโดยสิ้นเชิงเรียกว่าคนละสายเลยก็ว่าได้
ผู้ที่ศึกษาอักขระยันต์สามารถวาดอักขระออกมาได้มากมาย และสามารถใช้มันสลักเสริมหนุนอาวุธหรือเกราะต่างๆเพื่อช่วยเพิ่มพลังได้
ทั่วทั้งปฐีมีผู้ฝึกยุทธพลังปราณมากมายนับหมื่นทว่าผู้ที่เชี่ยวชาญด้านหลักอักขระยันต์กลับมีน้อยนิด ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน ก็ล้วนได้รับการต้อนรับเป็อย่างดี
แม้จั่วเฉินผู้นี้จะมีพร์ด้านการฝึกยุทธเทียบนางไม่ได้ทว่าก็ไม่ถือว่าแย่นัก บางทีอาจจะทัดเทียมศิษย์ทั่วไปของตำหนักนภาปราณยุทธเลยทีเดียวยิ่งมีพร์ด้านหลักอักขระยันต์ด้วยแล้วจึงนับว่าไม่ธรรมดา ภายหน้าเขาจะต้องกลายเป็บุคคลที่มีคุณค่ามากแน่
“หึ การรู้ว่าที่นี่มีค่ายกลอยู่มันยากมากหรือ”จั่วเฉินยิ้ม ทว่าที่ส่วนลึกของแววตากลับมีความเศร้าพาดผ่าน
ตัวเขาในอดีตไม่ได้เป็เพียงอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธเท่านั้นแต่พลังรับรู้ด้านหลักอักขระยันต์ก็ล้ำเลิศจนคนทั่วไปยากจะคาดคิดได้ตอนที่อายุห้าขวบปี จั่วเฉินถึงกับวาดอักขระยันต์ง่ายๆ บางอย่างออกมาได้แล้ว
น่าเสียดายที่พร์ในอดีตถูกทำลายไป พร์ด้านหลักอักขระยันต์และพลังรับรู้ก็ถดถอยไปมากตอนนี้จั่วเฉินพอจะมีแนวทางในการฟื้นพร์ด้านการฝึกยุทธแล้ว ทว่าทางด้านหลักอักขระยันต์กลับยากกว่ามากไม่อย่างนั้น หลายปีมานี้จั่วเฉินคงไม่ต้องอยู่อย่างยากลำบากในสำนักสลายดาราแน่ เพราะต่อให้เป็คนไร้ค่าแต่ถ้ามีพร์ด้านอักขระยันต์อยู่บ้างเขาก็คงจะไม่ถูกผู้คนรังแกเช่นนั้น กลับกันคงมีแต่คนแห่มาประจบประแจงเสียมากกว่า
เบื้องหน้าเป็ทางเดินทอดยาว ทางสายนี้มุ่งขึ้นไปยังยอดเขาที่จมหายเข้าไปในกลีบเมฆสถานที่ซึ่งตำหนักนภาปราณยุทธตั้งอยู่นั่นเอง
รอบข้างมีผู้เยาว์วัยเช่นจั่วเฉินอย่างน้อยสามคนกำลังมุ่งไปทางตำหนักนภาปราณยุทธทุกคนล้วนมาพร้อมความฮึกเหิม คนเหล่านี้มาจากทุกสารทิศ เป็ศิษย์ใหม่ที่มาจากราชวงศ์อื่นๆ
----------
[1] ลี้ คือหน่วยวัดของจีน 1 ลี้ = 500 เมตร