“ผมไม่เคยจูบเท้าของใคร ซึ่งผมรู้ดีว่ามันเป็ของต่ำ แต่ทำไมผมถึงจูบเท้าของคุณอย่างไม่มีทีท่ารังเกียจนะ ระ…หรือว่าผมจะตกหลุมรักคุณจริงๆ”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงทว่าแฝงความนัยลึกซึ้ง ขณะที่สายตายิ่งลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึง อีริคลุกขึ้นนั่งอยู่ตรงปลายเท้าเรียวเล็กของหญิงสาวพลางเขาถอนหายใจอย่างแ่เบา ริมฝีปากบางกระตุกรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นดวงหน้างามผล็อยหลับไปอย่างไร้เรี่ยวแรง ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอขึ้นน่าเอ็นดูราวกับเด็กน้อยกำลังหลับใหล
ตึก ตึก ตึก
ร่างสูงลุกขึ้นยืนพลางเอื้อมมือหยิบผ้านวมสีขาวครีมห่มเรือนกายของเธอ ั์ตาคมกริบจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยไร้ที่ติอีกครั้ง เธอนอนหลับไปด้วยใบหน้าที่สุขเปี่ยมล้นและความอิ่มเอมใจ มันดูช่างน่าหลงใหลจนทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นเกลี่ยพวงแก้มเนียนๆ ของเธอ เขาก้าวเท้าไปยังอีกฝั่งของเตียงก่อนจะทิ้งตัวลงนอนและสอดร่างเข้าใต้ผ้านวมเบาๆ เพื่อไม่ให้หญิงสาวรู้สึกตัวตื่น
ฟ้าแลบวาบไปทั่วท้องฟ้าอันหนาวเหน็บส่งแสงประกายสว่างขึ้นภายในห้องนอนจากความมืดเพียงชั่ววินาที สายฝนโปรยปรายพัดกระแทกหน้าต่างจนไหลลงเป็หยาดน้ำ บรรยากาศรอบกายหนาวเย็นขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วก็มีเสียงฟ้าร้องเสียงดังจนทำให้หญิงสาวใสะดุ้งตื่น ดวงตากลมโตเปิดขึ้นและจ้องมองไปในความมืดรอบๆ ห้อง เธอขยับเรือนร่างเข้าซุกในกล้ามอกแน่นตึงจนเขารู้สึกตัว ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่นุ่มดุจใยไหม
“คนอย่างคุณกลัวฟ้าร้องด้วยเหรอไง หื้ม?”
“อื้ม ก็นิดหน่อย”
เสียงเล็กๆ เอ่ยออกมาด้วยความงัวเงียที่แ่เบาดุจกิ่งหลิวพลิ้วไหว ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ใช้ฝ่ามืออบอุ่นโอบกอดร่างบางเข้ามาซบในกล้ามอกแน่นตึงพลางคว้ามือเรียวเล็กของเธอมากอดร่างของตนและกุมมือเธอไว้อย่างนั้น หญิงสาวเคลื่อนศีรษะขึ้นหนุนนอนบนกล้ามแขนอันแข็งแกร่งในขณะที่ดวงตาของเธอยังคงหลับพริ้ม ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มกว้างประดับหน้า ริมฝีปากบางเคลื่อนเข้าจูบหน้าผากของเธออย่างทะนุถนอม หัวใจที่ไม่เคยััความรักของเขาได้ตกเข้าไปในวังวนของห้วงเสน่หาและความเทิดทูนอันท่วมท้นอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่ากระแสความรู้สึกอันแรงกล้านี้ได้ทะลักล้นเข้าสู่หัวใจเขาจนหัวใจทั้งดวงถูกเธอยึดครองไปหมดทั้งสิ้น
รุ่งอรุณเช้าวันใหม่ที่สดใสของวันทำงาน แสงสีเหลืองทองสาดกระทบผ่านผ้าม่านกรองแสงสีขาวที่ถูกเปิดเข้ามาทำให้บรรยากาศในห้องนอนชวนอบอุ่น เปรียบเสมือนเป็การเปิดรับความหวังและแรงบันดาลใจใหม่ๆ เสียงร้องของนกน้อยอันไพเราะลอยมาตามลมพัดหวิวๆ
ครืด
มือเรียวเล็กเลื่อนประตูกระจกตรงระเบียงเปิดออก เธอหยิบแก้วกาแฟคาปูชิโน่ร้อนควันฉุยกลิ่นหอมกรุ่นกลมกล่อมที่วางไว้หลังชั้นวางหนังสือไม้เล็กๆ วินเทจซึ่งอยู่ถัดจากประตูแค่ไม่กี่คืบ ก่อนจะวางมันบนโต๊ะแก้วกาแฟขนาดเล็กที่ประดับด้วยแจกันช่อดอกฟอร์เก็ตมีน็อต และเทียนหอมกลิ่นอโรม่า หญิงสาวยืนยืดเส้นยืดสายพลางสูดหายใจรับอากาศสดชื่นยามเช้า แสงพระอาทิตย์ยามเช้าตกกระทบผิวบนขาวเรียบเนียนของเธอจนเป็ประกายสีทอง เธอหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะของเก้าอี้หวายสีน้ำตาลเข้ม เธอสูดหายใจลึกเต็มปอดเพื่อรับอากาศสดชื่นยามเช้าแล้วยกแก้วขึ้นจิบกาแฟอย่างสบายใจ ดวงตากลมโตกวาดสายตามองไปตามถนนกลางหมู่บ้านที่ยังคงมีความชื้นอยู่บ้างจากฝนที่ตกหนักเมื่อคืน สองทางฟุตบาทต่างก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ออกมาเดินเล่น และออกกำลังกายในสวน เธอะโทักทายคุณป้าข้างบ้านอย่างเป็มิตร
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณป้าลูซี่ พาน้องหมาออกกำลังกายแต่เช้าเลยนะคะ”
“อรุณสวัสดิ์จ้ะหนู วันนี้อากาศดี ป้าเองก็ว่างไม่รู้จะทำอะไรน่ะ เลยพาลัคกี้มาเดินเล่น เอ้อ ่นี้เ้าลัคกี้มันเห่าดึกๆ มาบ้านหนูบ่อยๆ น่ะ หนูรีโนเวทบ้านเหรอจ๊ะ เสียงตอกตะปูดังซะดังสนั่นเลย”
ป้าลูซี่เอ่ยถามขึ้นอย่างอ่อนโยน แต่ทว่ามันทำให้เฟรย่าถึงกับตาค้างตะลึงงัน และเธอรู้ดีว่าคงเป็เสียงจากบทบรรเลงรักอันหนักหน่วงระหว่างเธอและอีริคเท่านั้น เพราะนอกจากสิ่งนี้เธอก็ไม่ได้ทำอะไรเสียงดังที่บ้านเลย
“อ่ะ เอ่อ…ชะใช่ค่ะ พอดีหนูซ่อมบางอย่างภายในบ้านค่ะ ขอโทษที่เสียงดังรบกวนนะคะ แหะๆ”
“ไม่เป็อะไรจ๊ะหนู ฉันไปล่ะ ขอให้เป็วันนี้เป็วันที่ดีนะ”
“เช่นกันค่ะ”
เฟรย่ายกสองมือขึ้นกุมขมับก่อนจะสอดนิ้วเรียวเล็กเข้าขยุ้มเรือนผมของเธอเมื่อครุ่นคิดถึงเื่อับอายที่เขาและเธอทำ
“ตายจริง มันจะได้ยินออกไปถึงข้างนอกเลยเชียวเหรอ แล้วอย่างนี้เสียงที่ฉันร้องครวญคราง… อึ๋ย น่าอายชะมัด!”
แสงพระอาทิตย์ที่ลอดทะลุผ่านม่านกรองแสงสีขาวตกกระทบบนใบหน้าหล่อเหลา อีริคกำลังนอนหลับอย่างสงบบนเตียงของหญิงสาวโดยนอนตะแคงกอดหมอนใบใหญ่ไว้ที่กล้ามอกแน่นตึงของเขา แสงอาทิตย์ส่องผ่านผ้าม่านทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ เขาเอื้อมมือขึ้นมาขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาและกวาดสายตาไปทั่วห้อง เขาคร่ำครวญเมื่อลำแสงแรกกระทบใบหน้าของเขาจนตื่น อีริคหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาเพื่อมองดูเวลาฬิกาจะปลุก
“อื้อฮือ 7:15 ยังเช้าอยู่เลย”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เขาขยับร่างกายเพื่อบิดี้เีพลางค่อยๆ ดันตัวขึ้นนั่งพิงพนักหัวเตียง ก่อนจะใช้มือขยี้เรือนผมจนกระเซอะกระเซิงเพื่อเรียกสติให้ตนตื่นตัว กลิ่นกาแฟเข้มหอมกรุ่นที่วางบนโต๊ะข้างเตียงลอยมาแตะจมูกเขาชายหนุ่ม ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยน เขาะโถามหญิงผู้ซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างตามลำพังที่ระเบียง
“คุณชงกาแฟให้ผมเหรอ อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าหน้าที่แฟนสาวที่ดี” เขาเอ่ยออกมาหลังจิบกาแฟอุ่นๆ ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ในขณะที่สายตาก็กำลังอ่านข่าวจากในมือถือ
“แต่ก็แค่แฟนปลอมๆ ไม่เห็นจะต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้นิ ใช่มั๊ย? ฉันก็เดาว่านายน่าจะชอบอเมริกาโน่ เลยชงให้น่ะ”
หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเชิด ดวงตากลมโตหลุบลง ร่างบางก้าวเท้าเดินมายังภายในห้องนอน เสียงพื้นระแนงไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดทำให้ชายหนุ่มผงกหัวขึ้นมาจากหน้าจอมือถือเล็กน้อย และจับจ้องมายังร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทีเซ็กซี่ยั่วยวนในชุดนอนสายเดี่ยวลูกไม้ขาสั้น แขนเรียวเล็กกอดเนินอกขาวอวบในขณะที่อีกมือถือแก้วกาแฟขึ้นยกจิบ ั์ตากลมโตจ้องมองเขาก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง
“ฉันว่าคุณไม่ต้องไปส่งฉันที่ทำงานก็ได้นะ เดี๋ยวฉันขับรถของฉันไปทำงานเอง แถมยังสะดวกกว่าการที่คุณคอยรับ-ส่งด้วย และอีกอย่างฉันเองก็เกรงใจคุณที่ต้องรอ”
“ไม่ต้องเกรงใจ ผมจะไปรับ-ไปส่งคุณเอง”
อีริคกล่าวออกมาเสียงชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงจริงจังและเจือแววบังคับอยู่ไกลๆ หญิงสาวฟังแล้วยิ้มเยาะพลางย้อนถาม
“เอ๊…หรือว่าที่จริงแล้วคุณหึงหวงฉันกันแน่นะ…?”
“คนอย่างผมไม่เคยหึงหวงใครทั้งสิ้น เอาล่ะ...ยังไงซะคุณรีบอาบน้ำแต่งตัวซะเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง”