ท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ

    บทที่ 46 สบตากัน

    บทที่ 46 สบตากัน


    ชั่วพริบตานั้นบรรดาสาวใช้ล้วนคำนับอ๋องรุ่ยพร้อมกัน แต่ยังไม่ทันได้คำนับให้เรียบร้อย ลู่จือฉิงก็เซไปด้านข้างไม่มีผู้ใดทันตั้งตัวเข้าไปประคองนางทัน


    ลู่จือฉิงคิดว่าคราวนี้คงแย่แน่ๆ ถ้าล้มไปด้านข้างแบบนี้ นางคงจะปวดหลังแย่ แต่เท้าของนางไม่ยอมฟัง นางพยายามตั้งสติเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทรงตัวได้


    นางหลับตาปี๋ ตัดสินใจยอมรับชะตากรรม ช่างมัน ล้มก็ล้ม บางทีนางอาจจะขาหัก แล้วก็ไม่ต้องฝึกฝนอะไรอีกสิบวันครึ่งเดือน นางไม่ต้องการเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของคนโบราณแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวัฒนธรรมที่ล้าสมัย ในที่สุดแล้วก็ต้องถูกกำจัดอยู่ดี


    เพียงแค่พริบตาเดียวลู่จือฉิงที่หลับตาปี๋ก็ล้มลงบนอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่พื้น แถมนางยังไม่ทันได้นอนราบไปกับพื้นก็รู้สึกถึงแรงต้าน

    ลู่จือฉิงลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย ทันทีที่ลืมตาขึ้นนางก็สบตากับใครบางคน ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับหุบเหวลึก มีประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดหิมะที่โปรยปรายมาเป็นพันๆ ปี หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย เพียงแค่สบตา นางก็รู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในนั้น


    ลู่จือฉิงจำดวงตาคู่นี้ได้ มันเป็นดวงตาของชิวหลินรุ่ย ไม่รู้ทำไมนางถึงรู้สึกหายใจไม่ออก โลกทั้งใบหมุนคว้าง มีเพียงเกล็ดหิมะนับพันที่อยู่ตรงหน้า


    ยามที่ลู่จือฉิงกำลังจะล้มลง คนในห้องโถงต่างเห็นชัดเจนว่าชิวหลินรุ่ยเคลื่อนกายไปด้านข้างของลู่จือฉิงอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน เขาเอื้อมมือออกไปโอบเอวของลู่จือฉิงที่กำลังจะล้มลง


    ลู่จือฉิงอยู่ในอ้อมแขนของชิวหลินรุ่ย สบตากับเขา แรงลมพัดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ชั่วขณะนั้นรอบข้างเงียบสงัด ทุกสิ่งราวกับหยุดนิ่ง มีเพียงคนสองคนที่มองหน้ากัน


    ลมพัดปอยผมของลู่จือฉิงปลิวไสว ชั่วขณะที่ปอยผมนั้นปัดผ่านใบหน้า ความร้อนก็แล่นริ้วขึ้นมา ใบหน้าของนางแดงก่ำไปจนถึงใบหูราวกับเมฆแดงยามสนธยาในฤดูร้อน


    นางรีบดิ้นรนลุกขึ้นจากอ้อมแขนของชิวหลินรุ่ย ชิวหลินรุ่ยก็รีบปล่อยนาง แล้วยืนนิ่งเป็นภูเขาน้ำแข็ง ทำราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


    แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดจึงตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น สิ่งแรกที่นึกถึงคือการพุ่งตัวเข้าไปประคองนางไว้ ไม่ให้นางล้มลงไป


    เมื่อตั้งสติได้ แม้ว่านางจะล้มลงไปกองกับพื้นแล้วมันจะเกี่ยวข้องอันใดกับเขา เขาไม่เคยเป็นคนช่างตามใจคนอื่นเช่นนี้มาก่อน


    ยิ่งไปกว่านั้นเหตุผลที่นางล้มลงคงเป็นเพราะนางไม่ตั้งใจเรียนรู้กฎระเบียบ ไม่ยอมเรียนตามบทเรียนที่เขากำหนดไว้ นางสมควรได้รับโทษ แต่นี่กลับกลายเป็นว่าเขาตามใจนาง


    เซี่ยมู่ที่ยืนอยู่ด้านข้างอ้าปากค้างจนเห็นขนมถั่วเขียวที่อยู่ในปาก ทำเสียง “อู้หูวว” ดังสะท้อนอยู่ในลำคอ ราวกับกำลังยุยงส่งเสริม


    ลู่จือฉิงจ้องเขม็งไปที่เซี่ยมู่อย่างดุร้าย ทั้งที่ใบหน้ายังแดงยังไม่ทันหาย หากกล้สส่งเสียงอีก ระวังขนมถั่วเขียวติดคอตายนะ!


    บ่าวไพร่ที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างพากันคุกเข่าลงพร้อมเพรียง “คาราวะท่านอ๋องรุ่ย”


    ชิวหลินรุ่ยไม่ได้สนใจคนอื่น เขาเหลือบมองเพียงลู่จือฉิงเท่านั้น ตอนนี้ภายในห้องโถง มีเพียงชิวหลินรุ่ยและลู่จือฉิงที่ยืนอยู่ ส่วนเซี่ยมู่นั่งมองพวกเขาทั้งสองอยู่บนเก้าอี้


    แม่นมที่ยืนอยู่ด้านข้างร้อนใจจนแทบจะตายอยู่แล้ว แต่ไม่กล้าส่งเสียงต่อหน้าท่านอ๋องรุ่ย ได้แต่ยืนมองด้วยความกระวนกระวายใจ ครู่ใหญ่ ลู่จือฉิงจึงเพิ่งรู้ตัวว่าควรคำนับชิวหลินรุ่ย


    แม้ว่าตอนนี้ชิวหลินรุ่ยจะบอกว่านางเป็นพระชายาของเขาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ประกาศให้ใครทราบ ดังนั้นนางจึงไม่รู้ว่าสถานะของตนเองคืออะไร ได้แต่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเท่านั้น


    นางกำมือขวาแนบอก ส่วนมือซ้ายถือผ้าเช็ดหน้าแนบไว้บนมือ ย่อกายคารวะเล็กน้อย “คาราวะท่านอ๋องรุ่ย”


    ชิวหลินรุ่ย จึงกล่าวกับทุกคนที่คุกเข่าอยู่ว่า “ลุกขึ้นเถิด”


    ทุกคนจึงลุกขึ้นยืน พวกเขาคุกเข่ามานาน ขาแทบจะชา แต่ก็ไม่กล้าบ่นเจ้านาย แค่รู้สึกว่าวันนี้ท่านอ๋องรุ่ยดูแปลกไป


    ลู่จือฉิงยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่รู้จะพูดอะไร ชิวหลินรุ่ยเป็นคนพูดน้อย เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ได้พูดอะไรออกมา


    ผู้เป็นนายไม่ขยับเขยื้อน เหล่าสาวใช้ย่อมมิอาจขยับได้เช่นกัน ฉะนั้น ทันใดนั้นห้องโถงด้านหน้าของเรือนฮวาเหยียนจึงตกอยู่ในความเงียบสงัด เกิดบรรยากาศกระอักกระอ่วนยิ่งนัก

    ผู้ที่ทำลายความอึดอัดนี้คือเซี่ยมู่ เด็กน้อยกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปเบื้องหน้าชิวหลินรุ่ย ร้องเรียกอย่างสดใส “พี่หลินรุ่ย ท่านมาได้อย่างไร?”


    แม้ชิวหลินรุ่ยเคยเอ่ยปากให้ลู่จือฉิงเป็นพระชายา แต่บัดนี้ไม่มีผู้ใดมองลู่จือฉิงเป็นพระชายา ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่คิดว่าชิวหลินรุ่ยคงจะพูดเล่น จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร ยังคงเรียกเขาแบบเดิม


    ชิวหลินรุ่ยมองเซี่ยมู่ที่ตัวเล็กกว่าเขามาก แววตาที่เย็นชาของเขาอ่อนลง เด็กน้อยที่มาจากไหนไม่รู้คนนี้มักจะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอยู่เสมอ


    ชิวหลินรุ่ยยื่นมือลูบศีรษะเล็กๆ ของเซี่ยมู่ ผมนุ่มราวกับผ้าไหม ก่อนจะเอ่ย “มาเยี่ยมเจ้า”


    “มาเยี่ยมข้าทำไมหรือ?”


    “มาดูว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่” ชิวหลินรุ่ยสนทนากับเซี่ยมู่อย่างใจเย็น


    เซี่ยมู่ได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นชี้ไม้ชี้มือพลางกล่าว “ข้ากำลังดูท่านแม่เดิน จริงสิ! พี่หลินรุ่ยท่านมารอดูด้วยกันสิ ท่านแม่ของข้าเดินตลกมาก!”


    ลู่จือฉิงได้ยินเช่นนั้นก็เกือบล้มพับลงกับพื้น เด็กบ้านี่! ชวนคนนอกมาดูแม่เดิน แถมยังบอกว่าแม่เดินตลกอีก


    ลู่จือฉิงต่อว่าเซี่ยมู่เสียงเบา “พูดจาเหลวไหล ไปส่งท่านอ๋องรุ่ยกลับจวนเดี๋ยวนี้”


    ใครจะรู้ว่าชิวหลินรุ่ยกลับเห็นด้วยกับเซี่ยมู่ เขานั่งลงบนเก้าอี้กลางห้องโถงอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าเย็นชาเปรียบดั่งภูเขาน้ำแข็ง แสดงออกชัดเจนว่าเห็นด้วย “ที่นี่ก็คือจวนของข้า”


    ลู่จือฉิงพูดไม่ออก บอกไม่ถูก พูดได้คำเดียวว่า ใช่ สิ่งที่ชิวหลินรุ่ยกล่าวมานั้นถูกต้อง ที่แห่งนี้เดิมทีก็คือจวนรุ่ยอ๋อง สวนฮวาเหยียนก็เป็นส่วนหนึ่งของจวนรุ่ยอ๋อง ลู่จือฉิงๆไม่มีสิทธิสั่งให้ชิวหลินรุ่ยออกไป


    ครั้นเห็นว่าชิวหลินรุ่ยมาดูการเรียนการสอนวันนี้ด้วย แม่นมก็อยากจะแสดงฝีมือต่อหน้าอ๋องรุ่ย จึงมองลู่จือฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม “แม่นางลู่ พวกเราเริ่มกันเถิด”


    “ไม่ใช่ว่าต้องกินข้าวกลางวันก่อนหรอกหรือ?” ลู่จือฉิงไม่อยากเดินต่อแล้ว


    แม่นมทำสีหน้าลำบากใจ “หากเดินเสร็จก็สามารถพักได้แล้วเจ้าค่ะ”


    ลู่จือฉิงรู้ดีว่าเป็นเพราะการมาเยือนอย่างกะทันหันของชิวหลินรุ่ย อาหารกลางวันที่ควรจะได้กินจึงต้องหลุดลอยไป ตอนนี้ไม่ให้นางกินข้าวก็แย่พอแล้ว ยังต้องให้ใส่รองเท้าไม้ต่อขาเดินโชว์เขาอีก


    ลู่จือฉิงโกรธจนตาแทบลุกเป็นไฟ ทว่าไฟร้อนแรงเพียงใดกลับไม่ส่งผลต่อภูเขาน้ำแข็งแม้แต่น้อย นางทำได้เพียงอดทน เพื่ออาหารการกิน เพื่อเซี่ยมู่ นางต้องอดทน เมื่อคิดถึงเหตุผลเหล่านี้ แล้วนางจึงยืดตัวตรง พยายามทรงตัวบนฮวาเผินตี่ แค่เดินไม่กี่ก้าวเอง แค่เดินต่อหน้าชิวหลินรุ่ย นางไม่ได้กลัวเสียหน้าต่อหน้าเขาสักหน่อย

    แม่นมก็รู้สึกกังวลไม่น้อย กลัวว่าถ้าลู่จือฉิงเดินไม่ดีท่านอ๋องรุ่ยจะโทษนาง จึงอธิบายท่าทางการเดินให้ลู่จือฉิงฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วเดินให้ดูก่อน


    ลู่จือฉิงเดินตามหลังแม่นมไปอย่างไม่เต็มใจ แต่นางก็ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย แม้จะเหนื่อยแค่ไหน นางก็จะไม่ยอมให้ใครมาหัวเราะเยาะแน่


    หลังจากที่เดินไปเดินมาหลายรอบ แม้ว่าท่าทางของลู่จือฉิงจะยังดูแข็งๆ แต่ก็ไม่ล้มแล้วนางเดินไปมาแข็งทื่อราวกับท่อนไม้


    ในเมืองหลวงเริ่มร้อนอบอ้าวแล้ว ช่วงบ่ายเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน แสงแดดแรงจ้าจนแสบตา แม้แต่สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังเหงื่อไหลอาบแก้ม


    ลู่จือฉิงสวมชุดคลุมหลายชั้น รัดเอวแน่น แถมยังต้องเกร็งร่างกายเดินไปมาหลายชั่วยาม หลังของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ร้อนราวกับมดที่ถูกย่างในกระทะ แต่ชิวหลินรุ่ยก็ยังนิ่งเฉย


    เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่กลางห้องโถงอย่างสบายๆ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เป็นผ้าไหมอย่างดีที่ช่วยคลายร้อน สัมผัสเย็นสบาย มีสาวใช้คอยโบกพัดให้เขา ชิวหลินรุ่ยเป็นเหมือนกับก้อนน้ำแข็งที่ไม่ยอมละลาย


    เขาไม่ยอมปล่อยลู่จือฉิง แถมยังนั่งจิบน้ำบ๊วยหวานเย็นๆ อย่างสบายใจ น้ำบ๊วยนั้นเป็นสูตรพิเศษที่ทางห้องครัวทำขึ้นมาใหม่ โดยนำลูกบ๊วยพันธุ์ดีจากทางใต้มาแช่ในน้ำแข็งที่เก็บไว้ในห้องใต้ดิน ต้มกับน้ำแข็งบริสุทธิ์ แล้วนำไปแช่เย็นในห้องใต้ดินอีกครั้ง




    คล้ายกับเรื่องท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ ที่คุณอ่าน