ยามเช้าที่เต็มไปด้วยละอองแห่งความอบอุ่นและความเย็นผสมเข้าด้วยกัน ลมอ่อนๆพัดเข้ามากระทบกับใบหน้าและิั และทิวทัศน์ที่ทำให้เห็นต้นไม้ สีเขียวบานสะพรั่ง ทำให้เวลาในตอนเช้านี้คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับการนอน เพื่อให้ร่างกายของตัวเองได้พักผ่อน แต่สำหรับผมนั้นตื่นไวกว่าปรกติ เพราะคงเป็ที่ว่าได้นอนเร็วกว่าปรกติจากความเหนื่อยล้า ผมตื่นขึ้นพร้อมพับผ้าห่มและจัดหมอนให้เรียบร้อย ใครมาเห็นก็คงคิดว่าเป็พ่อบ้านแน่นอน แต่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของผมกลับเป็เื่ปรกติที่ทำกัน หลังจากผมจัดที่นอนเสร็จ ผมก็ได้เปิดหน้าต่างรับลมให้เข้ามาในห้อง เพื่อให้อากาศถ่ายเทออก และไม่ทำให้ในนี้ร้อนอบอ้าวเกินไป ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้ร่างกายในตอนเช้าปรับสภาพร่างกายและเตรียมพร้อมรับวันใหม่
วันที่จะได้อยู่ที่หอพักนี้อย่างจริงๆจังๆ สักที
แต่ในวันนี้เ้าเวนส์เดย์นั้นหายไปจากในห้องของผมั้แ่เช้า จากที่มันนอนอยู่ข้างเตียงของผม ผมก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่เพราะพวกสุนัขชอบเดินเล่นอยู่แล้วล่ะ หลังจากที่ผมได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเ้าสุนัขตัวนี้ว่าเป็ิญญา ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวแต่อย่างใด และโชคดีที่เป็คนมีญาณทิพย์แรงแบบนี้คุณแครอลว่าไว้ ผมเลยรู้สึกว่ามันมีชีวิตจริงๆมากกว่าที่จะเป็ิญญาซะอีก แต่ก็มีแค่ผมกับ 2 คนนั้นที่สามารถเห็นได้ และโชคดีที่มันถูกกับผมโดยสัญชาตญาณไม่งั้นผมคงโดนขย้ำไปแล้ว
"ขยันเดินจังเลยนะ เวนส์เดย์"
ผมแหงนหน้าไปมองนาฬิกาเวลาตอนนี้เป็เวลา 7 นาฬิกา 13 นาที ก็ถือว่าเป็เวลาปรกติที่ผมตื่นเหมือนที่เก่า แต่ดูเหมือนเช้านี้จะมีนกขานร้องเป็เื่ปรกติในเวลาตอนเช้า แต่ฟังไปฟังมาจะเป็เสียงไก่มากกว่า ผมแปลกใจเล็กน้อยเพราะผมคิดว่าคงไม่มีหอพักไหนเข้าเลี้ยงไก่กันหรอก ในระหว่างที่ผมคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกเหนียวตัวขึ้นมาเล็กน้อย และรู้ตัวได้แล้วว่าควรอาบน้ำ ผมหยิบผ้าขนหนูที่วางและแปลกใจที่ผมวางไว้ในห้องที่ไม่มีอากาศถ่ายเทแต่มันกลับแห้งสนิท ทั้งๆที่ผมอาบแล้วเช็ดตัวไปแล้วเมื่อคืน ...
หลังจากที่ผมอาบน้ำเช็ดตัวและเตรียมหาเสื้อมาใส่ พี่เลี้ยงได้เตรียมชุดมาให้ผมไม่กี่ชุด ก็ประมาณ 4 ชุด ถ้านับเป็กางเกงกับเสื้อรวมกัน 1 ชุด วันนี้ผมเลือกใส่เสื้อสีน้ำเงิน มีลักษณะเป็เสื้อทีเชิร์ตแต่แขนเสื้อนั้นยาวมาถึงศอก และกางเกงขายาวสีดำ ซึ่งผมก็มองว่าโทนเสื้อตัดกันได้ดี ผมพยายามเลือกเสื้อที่ดีที่สุด เพื่อจะไม่ให้สองคนนั้นดูผมเป็คนแต่งชุดไม่เป็ และวันนี้เป็วันแรกที่ผมจะได้พูดคุยกับพวกเขาเป็จริงเป็จังครั้งแรก ผมจึงต้องทำให้ตัวเองดูดีเป็พิเศษ แต่ผมก็รู้สึกว่าผมนั้นยาวเกินไป บางทีต้องตัดบ้างแล้วสิ..
.. ผมเปิดประตูที่ไม่ได้ปิดไว้เพราะเนื่องจากเ้าเวนส์เดย์นั้นเปิดไว้ และปิดประตูห้องและเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหวังว่าจะเจอสองคนนั้นอยู่ เพราะสองคนนั้นดูสนิทกันดีและถ้าผมเข้าไปแนะนำตัวดีๆผมอาจจะเป็เพื่อนกับพวกเขาได้ เพราะพวกเขาก็อายุห่างจากผมเยอะ และผมกลัวว่าจะเข้ากับพวกเขาไม่ได้ ผมเดินลงบันไดจากชั้น 2 ซึ่งถ้าเลี้ยวลงไปจะเห็นหน้าเคาท์เตอร์พอดี และก็ตามคาดพวกเขากำลังนั่งกินกาแฟกันอยู่ คุณแครอลกำลังดูเอกสารพร้อมกับควงมีดที่ดูเหมือนกรรไกรยังไงไม่รู้ แต่ควงได้คล่องแคล่วแล้วน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน ส่วนคุณไมเนอร์ก็กินกาแฟกับโดนัทตามปรกติ และเหมือนสองคนนั้นจะทะเลาะอะไรกันนิดหน่อยด้วย ถึงจะเป็เื่ปรกติของพวกเขาก็แล้วก็เถอะ แต่มองไปมองมายังไงสองคนนั้นก็ดูสนิทและรักกันดีจริงๆ
::------------------------------------------------------------------------::
"เช้านี่กาศดีจังเลยนะ ว่าไหมแครอล"
"มันก็ดีทุกๆครั้งที่มีคนใหม่เข้ามาในหอพักแหละนะ นานๆที"
"ก็ว่างั้นแหละ แล้วเ้าเด็กนั่นยังไม่ตื่นอีกเหรอ 7 โมง 15 นาทีแล้วนะ"
"เด็กนั่นกว่าจะมาถึงที่นี่ก็เหนื่อยแหละ เหมือนพวกเราตอนนั้นไงล่ะที่พากันหลงแทบตายกว่าจะมาถึงได้"
ฉันกับไมเนอร์ใช้เวลานานกว่าเด็กคนนั้นอีก กว่าจะมาถึงหอพักนี้ได้เพราะต่างคนต่างอ่านแผนที่กันไม่ค่อยเป็ และแผนที่นั้นในตอนแรกเราอ่านกลับด้านและต้องหาทางใหม่ และเป็ความผิดของไมเนอร์ที่มารยาทไม่ดีกับคนขับแท็กซี่เขา ในตอนแรกเขาก็เหมือนจะรับเราไปส่งแต่ท่าทางน่ากลัวแบบนั้น ถ้าฉันเป็คนขับแท็กซี่ฉันก็ไม่รับเหมือนกัน แต่ถึงไมเนอร์จะพาลำบากหลายอย่างแต่เขาก็ช่วยฉันเอาไว้เยอะ ตอนที่ฉันบ่นว่าหิว ถึงเขาจะด่าว่ากินจุ แต่เขาก็ไปซื้อของกินมาให้ที่ร้านสะดวกซื้อ เป็คนที่ปากกับหัวใจไม่ตรงกันเลยซะจริงๆ
"ก็เธอน่ะ บ่นแต่หิวตลอดทางเลย ฉันเลยต้องไปซื้อให้ตลอดแล้วก็เสียเวลาเดินทางนานมาก เพราะเธอบ่นแต่หิวไงล่ะ"
"แล้วใครกันล่ะที่บอกว่าตัวเองดูแผนที่เป็แล้วพาเดินมั่ว จนฉันหิวข้าวน่ะ ก็นายไม่ใช่เหรอ"
"ก็อดทนหน่อยไม่ได้หรือไงตอนนั้นเราเลยมาช้าไงล่ะ"
"ก็เพราะนายนั่นแหละ ดูแผนที่ไม่เป็ทำให้ฉันหิว ดูยังไงๆนายก็ผิด"
"เธอต่างหากล่ะ ยัยกินจุ ทำไมชอบหาเื่ทะเลาะกันตลอดเลยเนี่ย!!"
"นายเริ่มก่อนไม่ใช่หรือไง มิสเตอร์ดูแผนที่ไม่เป็"
"ว่าไงนะ ยัยกินจุ!"
"หนอยยย แกเนี่ยนะ!!"
"ควงมีดแบบนั้นมันไม่ได้ทำให้เธอดูสวยขึ้นหรอกนะ"
"แล้วยุ่งอะไรกับฉันล่ะ ฉันชอบควงมีดเฉยๆแล้วมีปัญหามั้ยล่ะ"
"ก็มันเหมือนกับหมูควงมีด มันดูเข้ากันซะที่ไหน"
"อีไมเนอร์!!!!"
ในระหว่างที่สองคนเราทะเลาะกัน ซึ่งก็เป็เื่ปรกติอยู่แล้ว ตอนแรกสมาธิของฉันใจจดใจจ่อมทะเลาะกับไมเนอร์และแทบจะเอามีดที่ควงอยู่ แทงๆให้ตายไปซะอยู่แล้ว แต่อยู่ๆหางตาก็มองไปเห็นเด็กคนนั่นกำลังทำท่าทางกล้าๆกลัวๆ ฉันเลยตั้งสติได้และทำให้ตัวเองใจเย็นลงและกระซิบบอกกับไมเนอร์ว่า
"นี่.. ไมเนอร์ เด็กคนนั่นมาแล้ว กำลังดูเราทะเลาะกันอยู่ด้วย เดี๋ยวเขาจะมองเราไม่ดีและไม่กล้ามาคุยนะ"
"เฮ้อ.. ก็ได้ๆ เดี๋ยวฉันจัดการเอง"
หลังจากที่ไมเนอร์สิ้นเสียงพูดว่า "เดี๋ยวฉันจะจัดการเอง" เสร็จ ซึ่งฉันก็ไม่ไว้วางใจการที่เขาพูดแบบนั้นเพราะส่วนใหญ่จะพาล่มตลอด ทุกๆครั้งที่พูดแบบนี้ บางครั้งก็ทำให้แขกกลัวบ้าง บางครั้งก็ทำอะไรๆให้ยากขึ้นจากที่มันควรจะเป็ ซึ่งครั้งนี้ก็คงเหมือนกันเพราะ เ้าไมเนอร์นั้นเดินเข้าไปด้วยการล้วงกระเป๋ากางเกง และเสื้อเชิ้ตที่ใส่เนคไทแบบเบี้ยวๆและผมก็ยังไม่ได้มัดให้เรียบร้อย ใครดูท่าทางตอนแรกก็คงเหมือนพวกอันธพาลข้างถนนแน่นอนและตามที่ฉันคิด เ้าไมเนอร์เดินไปด้วยท่าทางแบบนั้นแล้ว เอามือไปจับหัวเ้าเด็กคนนั้นและกอดคอ ทำท่ายิ้มแย้มแจ่มใสแล้วพูดกับเด็กคนนั้นประมาณว่า
"นี่ๆ เ้าหนูเมื่อกี๊น่ะ แค่ทะเลาะกันนิ๊ดส์หน่อย ไม่ต้องกังวลหรอกนะ"
เขาไม่ได้กังวลเื่เราทะเลาะกันเท่าไหร่หรอก แต่เขากังวลเื่แกทำท่ายิ้มแย้มแบบนั้น และภาษาอะไร "นิ๊ดส์" ? เนี่ยนะและท่าทางแบบนั้นเขาก็ลำบากใจแย่สิ
"เอ่อ.. ค.. ครับๆ ครับผม"
สังเกตได้จากท่าทางทันทีว่าลนลานมาก ทำให้ดูเหมือนพวกเด็กเนิร์ดเลย และการแต่งตัวก็ถือว่าไม่ได้ดูแย่ เข้าใจเลือกนี่เสื้อแขนยาวถึงศอก และกางเกงขายาวสีดำ แต่ว่าดูเหมือนผมจะยาวไปหน่อยแฮะ เกือบปิดหน้าไปแล้ว และฉันคิดว่าหลังจากวิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอกเขาเสร็จ ฉันก็ควรพูดอะไรบ้าง เพื่อให้อะไรๆดูสบายหูสบายตามากขึ้นกว่าการที่ไมเนอร์ไปกอดคอเ้าเด็กนั่นมานั่งแหละนะ
"นี่ไมเนอร์เลิกกอดคอทิวส์ได้แล้วน่า ให้เขาเดินมาเองเถอะ"
"ฉันก็แค่อยากสานสัมพันธ์ที่ดีกับเ้าเด็กนี่แค่นั้นเองน่า แครอล"
"มาๆมานั่งนี่เถอะมานั่งข้างๆฉันนี่ทิวส์เดย์-คุง"
ฉันพูดแบบนั้นพร้อมทำท่ายิ้มแย้มเพื่อให้รู้สึกถึงความปลอดภัย และเชิงนัยๆให้เขามานั่งข้างฉัน เขาก็น่าจะลนลานน้อยกว่านั่งฝั่งเดียวกับไมเนอร์ พูดตรงๆฉันก็อายเล็กน้อยกับการพูดอะไรแบบนี้ แต่ถ้าทำให้เด็กคนนี้ลนลานน้อยลง และไม่มองว่าพวกเราเป็พวกเข้าถึงยากก็คงดี
::------------------------------------------------------------------------::
สวัสดีครับพ่อและแม่ที่อยู่บน์ วันนี้ดูเหมือนผมจะซวยเป็พิเศษจากการที่ดูสองคนนั้นทะเลาะกันแล้วอยู่ดีๆคุณไมเนอร์ก็เดินมาในท่าที่น่ากลัวมาก เหมือนพวกแก๊งมาเฟียที่โดนจับความลับได้ และ้าตัวผมไปทรมานเพื่อปิดปาก.. ผมลนลานอย่างเห็นได้ชัดจากสีหน้าของผมเองถึงไม่เห็นตอนนี้ก็รู้ว่าลนลานแค่ไหน เดินหน้ามาด้วยการล้วงกระเป๋ากางเกง เสื้อผ้าก็ตัวเดิมแต่เรียบร้อยน้อยลงจากเมื่อวานและทรงผมที่ดูเหมือนคนพึ่งตื่น ผมได้แต่ภาวนาใจให้ผมมีชีวิตยืดไปกว่านี้อีก..
"ฮ่าๆ กลัวอะไรเ้าหนู แค่ทะเลาะกันนิ๊ดส์หน่อย ไม่ต้องกังวลหรอกนะ"
เขาเอามืดมากอดคอผมและหน้าทำให้ความน่าระทึกใกล้ขึ้น และพูดด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสแบบนั้นเหมือนฆาตกรที่จะหลอกคนไปฆ่ายังไงไม่รู้เลย และคำว่า "นิ๊ดส์" ของเขามันก็ดูแปลกๆด้วย นี่อะไรเนี่ย ลองใจผมงั้นเหรอ หรือจะทำอะไรผมเนี่ย และไอ้คำว่า "ไม่ต้องกังวลหรอกนะ" ของเขาเนี่ยทำให้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาซะเลย ถึงจะเป็คำพูดแบบนั้นเนี่ย!
"นี่ไมเนอร์เลิกกอดคอทิวส์ได้แล้วน่า ให้เขาเดินมาเองเถอะ"
เหมือนเสียงของ์ที่ทำให้ผมรู้ว่าชีวิตของผมนั้นยังยืดยาวไปได้อีก คุณแครอลคนนั้นต่างจากเมื่อวานที่ดูเซ่อซ่ามากๆ เธอแต่งตัวเหมือนวันแรกที่เจอกันเหมือนเดิม แต่การแต่งตัวดูท่าจะเรียบร้อยมากกว่าคุณไมเนอร์เสียอีก สมกับเป็คนที่อยู่ต่างขั้วกันจริงๆ
"ฉันก็แค่อยากสานสัมพันธ์ที่ดีกับเ้าเด็กนี่แค่นั้นเองน่า แครอล"
สานสัมพันธ์เหรอครับ แค่นี้ผมก็รู้สึกระทึกเหมือนได้ดูหนังฆาตกรพอแล้วครับ ปล่อยผมไปทีเถ๊อะ
"มาๆมานั่งนี่เถอะมานั่งข้างๆฉันนี่ทิวส์เดย์-คุง"
และเป็อีกครั้งที่เสียง์ได้ดังขึ้น คุณแครอลได้เรียกผมไปนั่งข้างๆ เอาตรงๆก็คือผมรู้สึกเขินเล็กน้อยกับการที่เธอพูดว่า "ทิวส์เดย์-คุง" แล้วทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ที่แว่นตาสีชมพูทำให้เธอดูดีกับรอยยิ้มนั้นอย่างมาก แต่เอาความคิดนั่นกลบไปก่อนผม จึงเดินไปนั่งตรงนั้นอย่างรวดเร็ว คุณไมเนอร์ที่ยังค้างท่ากอดคออยู่ ก็ทำหน้าผิดหวังเล็กน้อยและยิ้มให้ด้วยร้อยยิ้มแบบเดิมตามปรกติ และผมก็รู้ตัวว่าผมควรพูดบางอย่างออกไป
"เอ่อ.. "
"แล้วมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ?"
คุณแครอลทักด้วยประโยคแบบนั้นและใบหน้ายิ้มแย้มแบบนั้นทำให้ผมยิ่งลนลานเข้าไปใหญ่
"ค.. คือผมพึ่งย้ายมาใหม่.. ล.. แล้ว.. ย.. อยากผูกมิตรกับทุกคนไว้.. เลยอยากมา.."
"หืมม แบบนี่เองสินะ นายว่าไงไมเนอร์"
"ถ้าเป็คนนอกหอพักฉันก็ไม่คิดจะญาติดีด้วยหรอกนะ แต่ถ้านายเป็คนในนี้แล้วนายคือครอบครัวของคนที่นี่แล้ว"
ด้วยคำพูดแบบนี้ผมจึงโล่งใจเล็กน้อยเพราะอย่างน้อยทั้งสองคนก็เปิดใจให้ผมแต่แรกแล้ว และทำให้ผมดีใจเล็กน้อยที่จะเข้ากับพวกเขาได้ในเร็วๆนี้ระหว่างที่ผมคิดอยู่นั่น คุณแครอลก็พูดขึ้นมาว่า ..
"เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันอย่างเป็ทางการเลยเนอะ"
"ฉันก็คิดแบบนั้นแหละแครอล"
"งั้นฉันแนะนำตัวก่อนเนอะ ฉันแครอล เพียร์ซ เรียกแครอลเฉยๆก็ได้ถึงฉันจะอายุ 19 มากกว่าเธอ 3 ปีแล้ว เรียกแครอลไปก็ได้ฉันไม่ถือหรอก"
"ฉันไมเนอร์ คราวด์ อายุเท่าแครอลเรียกไมเนอร์เฉยๆเถอะ มีคำก่อนหน้าไมเนอร์ฉันไม่ค่อยชอบให้เรียกเท่าไหร่ เหมือนที่แครอลด่าฉันเมื่อกี๊แหละ อีไมเนอร์ มันเป็โน๊ตตัวหนึ่งในดนตรีชัดๆ.."
สมกับเป็สองคนนี้ ถึงแม้จะทะเลาะกันตลอดแต่คำพูด คำจาและกิริยามักจะคล้ายกันแม้กระทั่งการแนะนำตัวยังคล้ายๆกันเลย ผมก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มสักเล็กน้อยให้ความเข้ากันทั้งสองคนนี้
"เอ่อ.. พูดเหมือนกันเลยนะครับ ฮ่ะๆ"
"ก็เพราะไมเนอร์เขาแนะนำตัวไม่เก่งน่ะ ถ้าฉันพูดก่อนเขาก็จะตามฉันได้ เพื่อไม่ให้การแนะนำตัวของเขามันดูแปลกๆไงล่ะ"
"ก็ตามนั้นแหละเ้าหนู"
"เอ๊ะ?"
"เอ๋~?"
"มีอะไรล่ะ!"
"ผิดคาดเลยแฮะไมเนอร์ เป็ครั้งแรกที่นายยอมฉันนะเนี่ย ตอนแรกฉันก็จะแซวให้ด่าเฉยๆหรอกนะ"
"จริงด้วยนะครับเป็ครั้งแรกเลยนะครับเนี่ย"
"แล้วมันทำไมวะฮะ พวกแก!! อยากตายหรือไง!"
"ฮ่าๆ หน้านายตอนนี้โคตรฮาอ่ะ ไมเนอร์"
คุณแครอลยิ้มและหัวเราะพร้อมเอามือกุมท้องไปด้วย พึ่งเห็นครั้งแรกเลยสองคนนี้ที่อยู่ด้วยกันเป็แบบนี้ตลอดเลย ถึงแม้จะกัดกันไปมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้เกลียดอะไรกัน ยังคงรักกันเสมอ และทะเลาะกันเป็เื่ปรกติด้วยซ้ำ อยากให้เวลาหยุดลงตรงนี้จังเลยนะ.. เวลาที่ได้ยิ้มและมีความสุขกับสองคนนี้ ผมคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ
"กริ๊งๆ"
ในขณะที่เวลาแห่งความสุขกำลังดำเนินอยู่นั้น ก็มีเสียงกระดิ่งดังจากประตูของหอพัก ราวกับว่าจะมีสมาชิกเข้ามาใหม่ ผม คุณแครอลและไมเนอร์หันไปดูพร้อมกัน..
"อ้าว พี่แครอล! พี่ไมเนอร์! อรุณสวัสดิ์จ้าทุกคนน"
เสียงนั้นนำมาก่อนที่ผมจะได้ทันหันไปมองหน้าของคนนั้นซะอีกว่าเป็ใคร เสียงของเธออ่อนหวานและร่าเริง เหมือนเป็ผู้หญิงที่ไฮเปอร์อยู่ตลอดเวลาก่อนที่ผมจะลากสายตาไปมองตรงหน้าเธอได้ หน้าตาของเธอเป็ผู้หญิงที่สวยมากๆคนหนึ่ง มีแววตาสีฟ้า เสื้อเชิ้ตสีขาว ที่ไม่ได้ใส่เนคไท และกางเกงขายาวสีดำ แต่ที่ทำให้เธอดูไม่เหมือนผู้หญิงคือ ทรงผมของเธอนั้นสั้นกว่าผมของผมเสียอีก ถึงแม้จะทำให้ดูเป็ผู้ชาย แต่ด้วยร่างกายที่เล็กของเธอทำให้ดูยังไงก็เป็ผู้หญิงนั่นแหละ เธอส่งสายตามาหาพวกผมทั้งสองคนแล้วส่งยิ้มให้ ในตอนแรกก็เหมือนเป็การทักทายจากหญิงสาวคนหนึ่ง แต่แขนของเธอแบกสุนัขตัวหนึ่งมาด้วย ใช่แล้ว นั่นคือเวนส์เดย์ที่หายไปเมื่อตอนเช้านี้
"นี่เ้าตัวนี้นะ มันไปก่อเื่ที่ร้านอาหารอีกแล้วน้า ตอนแรกๆฉันก็ใอยู่หรอกว่ามันหายไปไหน ฉันก็เดินไปเรื่อยๆจนไปเจอร้านอาหารที่เ้าของร้านนั้นกำลังช็อค เห็นเ้าตัวนี้มันกินอาหารที่โต๊ะเสิร์ฟหนึ่งอยู่ ไม่ใช่สิ ถ้ามองในสายตาของพวกเขาก็เหมือนกับว่ามันลอยอยู่สินะ เท่านั้นแหละฉันก็ต้องไปเอาตัวมาเลย"
เธอดูเป็ผู้หญิงที่พูดเก่งพร้อมกับทำหน้าตายิ้มแย้มตลอดเวลา ราวกับว่าเื่แบบนี้มันเื่ปรกติสำหรับคนในร้านอาหารแล้วเธอไปเอาเวนส์เดย์มาได้ยังไงนะ แบบว่าเดินไปขอโทษแล้วอุ้มมันกลับเหรอ ?
"อ้าว ลินน์ฉันก็ว่าอยู่หายไปไหนมาั้แ่เช้า"
"แฮะๆ ตามจับเ้านี้นี่แหละพี่แครอล"
"แล้วไปเอาตัวมันมาได้ไงน่ะ"
"ก็แบบว่านะ ฉันก็ไปหยิบเอาตัวมาเฉยๆแหละ แล้วก็บอกว่า 'ขอโทษนะค้าาา' อะไรแบบนี้น่ะ แต่มันดิ้นจนหลุดแขนฉันน่ะ แล้วฉันก็วิ่งไล่ตามนานมากกก... กว่าจะจับตัวได้ เหนื่อยเป็บ้าเลย"
เอ่อ... คงเป็แบบที่ผมคิดเป๊ะเลยล่ะ หลังจากผมคิดได้ดั่งนั้นเธอก็ปล่อยเ้าเวนส์เดย์ออกจากอ้อมแขนแล้วปล่อยมันให้มันเดินอยู่ดี ซึ่งผมก็คิดว่าจับมาได้ทั้งทีแล้วจะมาปล่อยเนี่ยนะ ?
"ว่าแต่คนๆนี้เป็ใครเหรอ ดูหน้าตาจิ้มลิ้มดีจัง"
เธอยื่นหน้าเข้ามาหาผมเล็กน้อย ถึงเธอจะตัวเล็กแต่เื่ขนาดตัวสูงเกือบเท่าๆผมเลย ในขณะที่ผมสูง 169 เธอคงสูงประมาณ 165 ได้..
"เป็เด็กที่ย้ายเข้ามาใหม่น่ะ ชื่อทิวส์เดย์ เรลเลตส์ พึ่งย้ายเข้ามาได้ 1 วัน"
"เห.. พี่ก็แนะนำได้ดีเหมือนกันนี่ พี่ไมเนอร์ ไม่พูดแบบอันธพาลแล้วนี่คุณพี่"
คุณไมเนอร์ไม่ได้พูดอะไรหลังจากนั้นอีก เขาทำท่าหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนเบือนหน้าหนีและเก็บแก้วกาแฟที่เขาดื่มไปจนหมด ั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือคุณ "ลินน์" ที่ว่าเนี่ย ยิ่งมองใกล้ๆแล้วยิ่งดูมีเสน่ห์เหลือเกินแถมยังมองหน้าใกล้ขนาดนี้ด้วย เธอทำหน้ายิ้มใส่คุณไมเนอร์เล็กน้อยคล้ายๆ เป็การแสดงความเป็ใหญ่ของที่นี่ แล้วเธอก็หันหน้ามาหาผมในระยะที่ใกล้จนแทบจะหายใจรดต้นคออยู่แล้ว
"ทิวส์เดย์ เรลเลตส์เหรอ"
"ค.. ครับ"
"เรียก "ทิวส์" เฉยๆได้มั้ยย"
"เอ่อ.. ก็ได้ครับ เรียกยังไงก็ได้ครับ"
"งั้นดีเลยล่ะะ ฉันชื่อลินน์ ซายะ เรียกลินน์จะขอบใจมากจ้า"
ในขณะที่เธอยังจ้องหน้าผมไม่หยุด ผมขอร้องให้ใครก็ได้มาหยุดบรรยากาศที่หน้าอึดอัดแบบนี้ซักที
"นี่ลินน์เขาก็อายุเท่าเธอนะ จะไม่เล่นแรงไปหน่อยเหรอ" ขอบคุณเสียง์ของคุณแครอลอีกครั้ง..
"อ.. เอ๊ะ.."
เหมือนเธอคนนี้จะพึ่งรู้สึกตัวว่าเล่นแรงไป ถึงขนาดมาจ้องหน้าขนาดนี้ แต่ในจังหวะที่เธอพึ่งรู้อยู่นั้นเอง เธอหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยและรีบถอยออกห่างไปนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม และก้มหน้าพร้อมเอามือััอีกมือไปๆมาๆ
"ข..ขอโทษนะ ไม่รู้ว่าอายุเท่ากัน ก็นึกว่าจะเป็รุ่นน้องซะอีก"
"อ..เอ่อ ไม่เป็ไรครับ"
"ฮ่าๆๆ เธอนี่จริงๆเลยนะลินน์ ตอนแรกหยอกเขาให้เขาเขินได้ แต่พอรู้อายุเท่านั้นแหละกลายเป็เขินเองเลย แพ้คนรุ่นเดียวกันสินะ"
"แพ้คนรุ่นเดียวกันเหรอ.. ครับ?"
"ใช่ ตามจริงเธอคนนี้เป็สมาชิกของหอพักนี้ตอนพวกฉันเข้ามาแรกๆนั่นแหละตอนนั้น ลินน์ยังมีอายุ 9 ปีเองในตอนแรกที่พวกฉันมาที่นี่ตอนอายุ 14 ในตอนนั้นเธอก็เป็เด็กน่ารักๆคนหนึ่งจนโตมาอายุ 13 ก็เล่นอะไรกับฉันแบบนี้ จนรู้ว่าเธอแพ้คนอายุมากกว่า และก็พึ่งรู้ว่าแพ้คนอายุเท่ากันจากนายเมื่อกี๊นี่แหละ พอเวลาเข้าไปแกล้งแล้วไม่รู้เลขอายุเธอก็จะเดาไปเองว่าเป็รุ่นน้อง และอีกอย่างหน้านายเหมือนรุ่นน้องจริงๆนั่นแหละ และตอนแกล้งฉันแล้วฉันบอกอายุไปเนี่ย อย่างฮาอ่ะ"
ผมควรจะดีใจนะ ที่ในหอพักนี้มีคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมแต่เป็คนแปลกๆเนี่ยสิ .. แต่ความสงสัยของผมก็มีขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะมีเสียงขึ้นมาขัด
"นี่พี่แครอล พอได้แล้วน่าา อายเด็กใหม่หมดแล้ววว" คนที่ชื่อลินน์นั้นหน้าแดงมากๆ จนถ้าให้เทียบมะเขือเทศกับหน้าเธอ จะแทบแยกไม่ออกเลยล่ะว่าอันไหนหน้าคน หน้าอันไหนมะเขือเทศ
"น่าๆ งั้นก็สนิทกันเข้าไว้นะทั้งสองคน อายุเท่ากันด้วย"
"ย.. ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
"ย.. ยิน.. ดีเช่นกัน.. จ๊ะ"
เธอพูดเสียงสั่นนิดหน่อยและหน้าแดงน้อยลง พร้อมโบกมือให้ผม ซึ่งก็ไม่รู้ว่านี่คือการรู้จักกันหรือลาก่อนกันแน่ ? แต่ผมก็ดีใจที่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกันแบบนี้อยู่เหมือนกันทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย
"เอากาแฟมั้ยลินน์ เดี๋ยวพี่ไปชงให้"
"เอ่อ.... ไม่เป็ไรค่ะ! เดี๋ยวไปชงเอง"
"กลบเกลื่อนความเขินใช่มั้ยล่ะ ลินน์จัง"
เธอหันหน้ามาเล็กน้อยและทำท่าทีเหมือนงอน และรีบเร่งฝีเท้าตัวเองไปที่เครื่องชงกาแฟ ที่สามารถหลบหน้าผมได้ ซึ่งผมก็มองว่าเป็อะไรที่น่ารักใช้ได้เลย เหมือนเป็นางเอกหลุดออกมาจากนิยายที่ทำท่าทีงอนพระเอกอะไรเทือกๆนั้น
"เป็คนที่ร่าเริงจริงนะครับ ลินน์เนี่ย"
"แน่นอนอยู่แล้วแหละ เป็เด็กดีมากเลย มีงานอะไรก็จะคอยช่วยและรู้จักมารยาทดีกว่าไมเนอร์เยอะแหละนะ"
"แฮะๆ"
บางทีผมก็สงสัยว่าทำไมต้องเอาไปเทียบคุณไมเนอร์ตลอดเลยนะ... แต่ในระหว่างที่คิดผมก็นึกถึงสิ่งที่ผมสงสัยออกจากที่โดนบรรยากาศแห่งความสนุกสนานนี้กลบไป
"ว่าแต่แครอลครับ ?"
"หืม มีอะไรทิวส์ ?"
"คุณบอกว่ามาที่นี่ตอนอายุ 14 หมายความว่าคุณเคยถูกเลี้ยงอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าร็อตเวลส์ใช่มั้ยครับ"
"ก็ใช่น่ะสิ เด็กบางคนที่มีญาณทิพย์แรงอย่างพวกเราก็จะถูกส่งมาที่นี่แหละ"
ผมใเล็กน้อย เพราะถึงแม้จะรู้ว่าสองคนนี้มีญาณทิพย์แรงและเชื่อในเื่ผีและปีศาจ แต่ผมไม่คิดว่าทั้งสองคนจะเป็คนที่ถูกเลี้ยงมาจากที่ร็อตเวลส์แล้วส่งมาที่นี่เหมือนกับผม
"แล้ว.. เราถูกส่งมาที่นี่เพราะอะไรกันเหรอครับ?"
เธอทำท่ากอดอกพร้อมอธิบายอะไรต่างๆ ทำให้ดูเหมือนที่ผมถามไปที่ดูเหมือนจะเป็ความลับ แต่ไม่เป็ความลับเลย
"ก็เพราะถูกส่งมาฝึกเป็มือปราบผีไงล่ะ บูอินน่ะ"
"บู... อิน... ?"
สิ่งที่คุณแครอลพูดในตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่คุณแครอลจะพูดเมื่อวานแต่โดนคุณไมเนอร์ขัดไว้ มันปะติดปะต่อเื่ราวทำให้ผมเข้าใจอย่างชัดเจน ว่าทำไมมันดูแปลกๆ.. หลังจากที่ความสงสัยของผมถลำลึกไปได้ไม่นาน คุณไมเนอร์ที่อยู่ๆไม่รู้มาจากไหน ก็มาฟังที่พวกผมคุยกันซะแล้ว และทำหน้าใอย่างมาก เป็สีหน้าที่เหมือนความลับโดนเปิดโปง
"นี่แครอล.. "
"หืม ว่าไงไมเนอร์"
"เธอพูดเื่ "บูอิน" ไปแล้วเหรอ"
หลังจากที่คุณแครอลทำหน้างงเล็กน้อย จนรู้สึกตัวอีกที.. เธอเหมือนพึ่งรู้ว่าพูดอะไรออกไป เธอก็ทำหน้าใเช่นกันแล้วมองมาหาผมและวางมีดในมือที่ควงไว้ลงบนโต๊ะ เหมือนคนที่พึ่งรู้ว่าพูดอะไรไปให้ความลับที่ถูกปิดมาโดนเปิดเผยอย่างไม่จำเป็
"น.. นี่มัน.. เื่อะไรกันเหรอครับ .. ?"