ฉันใช้เวลาที่เหลือก่อนอาหารกลางวันไปกับการพยายามปรับรสน้ำจิ้มตอนแรกฉันใส่น้ำมันงาเยอะไปจนกลิ่นแรงเพิ่มซอสพริกก็กลายเป็ว่ามันเผ็ดจนฉันกินยังจะร้องไห้เลยเพิ่มซีอิ๊วกับน้ำตาลก็หวานไปอีกพอได้น้ำจิ้มถ้วยใหญ่ก็สงสัยว่าควรทำใหม่เลยหรือเปล่า แต่พ่อครัวก็มาช่วยฉันเติมโน่นนี่หน่อยจนได้รสชาติออกมาเป็ที่พอใจ
“ขอโทษนะคะ ต้องให้ช่วยอยู่เรื่อย”
“ข้าพเ้าชมชอบปรุงอาหารเป็ความสุขเสียอีก”
ถ้าจำไม่ผิด เขาชื่อจื้อจู้ชานฉันถามเขาว่าไปไงมาไงถึงกลายเป็พ่อครัวบ้านนี้เขาก็ตอบว่าแต่เดิมเป็พ่อครัวอยู่โรงเตี๊ยมที่ปิดกิจการเพราะโดนจอมยุทธ์ถล่มบ่อยเกินตอนว่างงานก็พอดีบ้านนี้ตามหาคนครัวแทนคนเดิมที่ย้ายกลับบ้านเกิดเขาเลยมาลงเอยที่นี่
“โรงเตี๊ยมนั่นทำประกันไว้ก็น่าจะช่วยได้แต่เบี้ยประกันคงแพง...”
“การทำประกันเป็ความคิดที่ใหม่และแปลกแต่มีประโยชน์มาก ข้าพเ้ารู้สึกขอบคุณเว่ยกงจื้อที่ทำประกันไว้ให้หากเกิดอะไรขึ้นจนข้าพเ้าทำงานไม่ได้หรือเสียชีวิตก็ยังมีเงินทองส่งเสียให้ลูกและภรรยา...”
“คิดดูแล้วมันก็เป็ความคิดที่ดีนะ เว่ยเชิงทังก็ใจดีเหลือเกินที่ทำประกันให้ทั้งบ้าน...”ท่าทางเขาจะรวยมาก แถมรวยด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอีก น่านับถือจริงๆ คนประเภทนี้“อ๊ะ คุยกันตั้งนาน น่าจะใกล้ได้เวลาตั้งกระทะแล้ว...”
ระหว่างฉันมัวแต่ยุ่งกับน้ำจิ้มเจินจูก็เอากระทะไปตั้ง เขาเอาโต๊ะเก่าในบ้านที่ไม่ใช้ไปเจาะรูแล้วให้ช่างทำที่ครอบไม่ให้เผลอเตะเตาที่อยู่ตรงกลางฉันเห็นโต๊ะยังมีฝุ่นเนื้อไม้สีน้ำตาลๆอยู่เลยค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมช่างถึงได้ทำเร็วนักทั้งที่เจินจูไม่ได้หายไปนาน
“โลกนี้มีกำลังภายใน อะไรก็เป็ไปได้”เด็กหนุ่มผมขาวกล่าวขณะช่วยยกโต๊ะเข้ามากลางบ้านและเริ่มจุดเตาถ่านดูท่าเราต้องไปนั่งกินกันในสวน เดี๋ยวกลิ่นควันจะติดของในบ้านเข้า
หลังจัดการเื่กระทะเรียบร้อยก็ได้เวลายกเครื่องออกมาน้ำซุปหวานจากกระดูกไก่ใส่เครื่องยาจีนดีต่อสุขภาพ ผักสดที่ซื้อจากตลาดบ้างเด็ดเอาแถวนี้บ้าง หมูหมักสูตรมาตรฐานของฉันและน้ำจิ้มที่ได้จื้อจู้ชานแก้รสให้เข้ากับปากคนแถวนี้
“อาหารบ้านเกิดท่านทำให้แปลกใจได้เสมอจริงๆ”เว่ยเชิงทังนั่งรอน้ำเดือด เจินจูเท้าคางจ้องเตาส่วนเสวี่ยไช่...ฉันนึกว่าเธอจะมาทานด้วยแต่ดูเหมือนจะติดธุระ ออกไปั้แ่หัววันพอแม่สาวตัวเย็นไป คุณชายไห่ก็กลับบ้านไปก่อนเพื่อจัดการธุระ เหลือลู่ฝู่อีกคน
“ป่านนี้จ้าเจียวจะได้รับข้อความรึยังหนอ...”เจินจูเปรยขณะมองฉันเอาผักลงและทากระทะด้วยมันหมู พอได้ที่แล้วก็เอาหมูลง
หมูที่ปะทะความร้อนส่งเสียงฉ่าเสนาะหูควันพุ่งขึ้นพร้อมกลิ่นหอมของซีอิ๊วและน้ำมันงา
“เย้!”เจินจูส่งเสียงเชียร์ขณะที่ฉันคีบหมูใส่เพิ่มขึ้น
“สุกแล้วคีบได้ตามสบาย” ฉันกล่าว“ไม่ต้องเกรงใจ”
“หากได้ชานมไข่มุกของท่านเป็ของหวานก็ดี”เว่ยเชิงทังหัวเราะเบาๆ ใช้ตะเกียบเคาะๆ หาว่าหมูอยู่ตรงไหน “สุกแล้วบอกด้วย”
...ฉันลืมนึกไปว่าเขามองไม่เห็น
ยังดีที่ลู่ฝู่คอยบริการเ้าของบ้านพลางคุยกันสนุกปากพวกเขาเม้าท์มอยเื่เข้าใจยากของผู้ใหญ่ ฉันเลยนั่งกินเงียบๆมองข้างตัวก็เห็นว่าเจินจูสวาปามแบบไม่พูดไม่จาเหมือนทุกครั้งที่เขาเจอของอร่อยน้ำจิ้มเขาหายลงท้องไปอย่างรวดเร็ว ฉันเลยแบ่งของตัวเองให้เพราะปกติฉันไม่ใช่คนจิ้มอะไรมากมายอยู่แล้ว
“...ยกอะไรมาด้วย”ลู่ฝู่ทักขึ้นเมื่อจื้อจู้ชานยกถาดเนื้อสัตว์ออกมาเพิ่ม
“สามชั้น?!” เจินจูอุทาน“เบคอนล่ะเบคอน!”
“สามชั้นกับเบคอนไม่ใช่อย่างเดียวกันสักหน่อยเบคอนผ่านกระบวนการถนอมอาหารมาแล้ว เขาถึงว่ากินเบคอนเสี่ยงมะเร็งไง”ฉันแก้ไขความเข้าใจผิดที่พบเห็นได้บ่อยๆเจินจูพยักหน้าแต่คีบสามชั้นลงกระทะไปด้วยฉันเลยไม่รู้ว่าเขาฟังอยู่หรือเปล่า
“เฮ้อ...ถ้าฉันไม่เสียเวลากับน้ำจิ้มไปเยอะคงได้ทำของกินเล่นนะอย่างยำหนังปลา เกี๊ยวทอด เอ็นไก่ทอด...” เอ ทำไมมีแต่เมนูทอด สงสัยฉันอยากกินของมันมองหน้าเจินจูก็เห็นเขาทำตาเป็ประกาย “ไว้วันหลังน่า!วันหลัง!”
มื้อหมูกระทะของเราผ่านไปด้วยความเฮฮาถึงมีกันแค่สี่คนแต่ปรากฏว่ากินกันเกลี้ยง เครื่องต่างๆ ที่ยกมาก็หมดจาน นี่ถ้าได้เครื่องดื่มอะไรสักอย่างปิดท้ายก็ดีสิอย่างเช่นโคล่าใส่น้ำแข็งพูนๆ สักแก้ว หรือชานมไข่มุกแบบหวานน้อยแต่ฉันี้เีทำ...
“กำลังคิดถึง...”พ่อครัวประจำบ้านยกชานมไข่มุกมา ฉันตาโต
“สุดยอดเลย!รู้ใจกันมาก”
“แอบดูท่านทำเมื่อวานหวังว่าฝีมืออันน่าทุเรศของข้าพเ้าจะพอรับประทานได้”
ของเว่ยเชิงทังไม่ได้ใส่น้ำแข็ง ส่วนของลู่ฝู่ฉัน กับเจินจูใส่น้ำแข็งที่ดูแล้วรู้เลยว่าเหลือจากเมื่อวาน
ฉันดูดไปจ๊วบหนึ่งชาที่เขาชงหวานน้อยกว่ามากทำให้ไม่เลี่ยนเวลาดื่มหลังมื้อใหญ่แต่ยังหวานพอให้รู้สึกสดชื่น ไข่มุกหนึบอร่อยพอๆ กับร้านดังในห้างที่ฉันเคยไปลองเขาทำเม็ดเล็กกว่าทำให้ดูดง่าย ดูดทีติดหลอดมาเป็สิบเม็ด ไข่มุกมันต้องแบบนี้สิ!
“คราวหลังต้องทำให้ได้แบบนี้...สอนด้วยนะคะ”ฉันรู้สึกประทับใจ ถ้าฉันกลับบ้านได้ฉันคงกลับไปดื่มชานมไข่มุกแบบปกติไม่ได้อีกแล้ว!
คนทำหัวเราะทีหนึ่งก่อนจะก้มหัวจากไปแน่ะ หวงสูตร! ไม่ใช่หรอก ความจริงฉันแซวเขาเล่นต่างหาก
แต่ถ้าฉันจะทำชานมไข่มุกขายจริงๆฉันต้องหาจุดขายให้ได้ อะไรที่จะทำให้คนแถวนี้ยอมซื้อไปลองทั้งที่มันเป็ของใหม่?ถ้าฉันจะแข่งกับพวกหมี่หวาน เต้าทึงอะไรที่จะทำให้คนเลือกดื่มชานมไข่มุกแทนของที่พวกเขาคุ้นเคย?
เอาเถอะ ไว้จะทำขายจริงๆ ค่อยคิดฉันเก็บความคิดนั้นลงลิ้นชักไว้ก่อน
เสวี่ยไช่กับคุณชายยังไม่กลับมาแต่่บ่ายมีคนมาถึง...เข่าเมี่ยนเปานั่นเองฉันรู้ว่าเธอมาถึงแล้วก็ตอนเธอส่งเสียงดัง พยายามดึงแขนลู่ฝู่
“มันขู่จะฆ่าแหยแหยข้าพเ้า!”
“มันอยู่ที่ไหนหรือ?”
“มันลงจากยอดเขาหมื่นเหมยไปยังเก๋งริมน้ำของตระกูลไห่ได้โปรดช่วยพาแหยแหยข้าพเ้ากลับมาด้วย ลำพังข้าพเ้าเพียงคนเดียว...”
“เราจะไปเรียก—”
“ท่านต้องเร่งแล้ว ได้โปรดเถิด แหยแหยข้าพเ้ากล่าวว่ากาลก่อนท่านมีฉายาระบือลั่นว่ากระบี่เดียวปราบเก้าทัพท่านต้องมีฝีมือร้ายกาจเป็แน่ ช่วยข้าพเ้าด้วย...ขอร้องจะให้ข้าพเ้าตอบแทนท่านอย่างไรก็ได้!”
ลู่ฝู่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเจินจูเลยรีบเสนอตัว
“พวกเราจะไปกับท่านเอง อย่าชักช้า คาดว่าไห่หลัวกับเสวี่ยกูเหนียงเองก็ไปอยู่ที่เก๋งแห่งนั้นแล้วเช่นกันจึงยังไม่กลับมา”
เจินจูลากเอาฉันไปด้วยพวกเราเร่งรุดตามเข่าเมี่ยนเปา ในใจฉันสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้เชื่อใจได้จริงหรือและดูเหมือนเจินจูเองก็สงสัยอย่างเดียวกัน
มีเพียงลู่ฝู่ที่วิ่งหน้าเครียด วิชาตัวเบาเขาดูจะเหนือกว่าเด็กสาวขั้นหนึ่งจึงแซงเธอหลายครั้ง
พวกเรามาถึงคฤหาสน์ตระกูลไห่โดยที่เจินจูหอบแฮก
“นายไม่เห็นต้องหิ้วฉันมา...”
“เราปล่อยท่านไว้คนเดียวไม่ได้”เขาพูดตัดบทพวกเราหยุดยืนอยู่นอกบ้านที่เงียบสนิทแล้วหาทางหลบไปยังเก๋งริมน้ำที่ว่า
“แสบนัก!”ยังไม่ทันถึงไหนก็มีเสียงทักทาย ฉันกับเจินจูะโหลบคนละทางพอได้สติก็เห็นว่าจ้าเจียวพุ่งใส่พวกเราจนพื้นเป็หลุมฉันใเหลือเกินว่าเจินจูไปทำอะไรให้
“...เ้า...” ลู่ฝู่อ้าปากไม่ทันไรเข่าเมี่ยนเปาก็โจมตีใส่เด็กหนุ่มสก๊อย
“รับกระบวนท่า!”
มองเผินๆอาจเหมือนเด็กสาวกรีดแขนเสื้อหยอกล้อกับเด็กหนุ่มท่าทางนักเลงแต่เสียงลมหวีดหวิวบ่งชี้ว่าท่าที่ใช้หวาดเสียวอันตรายเพียงไหนใครพลาดขึ้นมามีเจ็บหนักแน่
ทว่าคนที่พลาดก่อนดันเป็เด็กสาวนี่สิ
“กรี๊ด!!!”เธอร้องลั่นเมื่อโดนตะเกียบจี้จุดจนแทบเจาะทะลุเข้าไปในเนื้อ ล้มฟุบหมดสภาพเจินจูจะปราดเข้าไปตบคลายจุดให้ก็โดนอีกฝ่ายโจมตีเข้าอีกคนโชคดีที่ลู่ฝู่เข้ามาขวางได้ก่อนจะน่วม
“เ้าใช่ไหมตัวบัดซบที่ให้เมี่ยนเปาส่งกระดาษมา?!” จ้าเจียวคลี่ม้วนกระดาษก็พบว่าม้วนกระดาษยาวสีสวยกลับมีคำพูดเขียนอยู่เพียงคำเดียว คือ...
“ผายลม”
...เชี่ยไรวะ?
เจินจูะเิหัวเราะลั่นทั้งที่ยังตัวงอเป็กุ้งอยู่บนพื้น
“ไม่มีสิ่งใดจะทำให้ข้าพเ้าลงจากเขานี้ได้ฉะนั้นหากท่าน้าภาพของหลงเซีย เชิญมาพบปะกัน ท่านเชื้อเชิญไว้เช่นนี้”เขาปาดน้ำตาจากหางตา ฉันรีบดึงเขาลุกขึ้น “ไม่มีสิ่งใดทำให้ข้าพเ้าลงจากเขาได้...เว้นเสียแต่ผายลม”
“บังอาจนัก... รู้ไหมบิดาเราเป็ผู้ใด?!”
“เราย่อมทราบ!ท่านเสียอีกเวลาปกติเรียกบิดาตนเองเป็ตัวเลวร้าย เวลาคับขันจึงค่อยยอมรับเป็บิดา! เช่นนี้ท่านห้ามกล่าวว่าเราอกตัญญู เพราะมันคือตัวเลวร้ายที่กักขังแหยแหย!” เข่าเมี่ยนเปาะโแทรก “ท่านรู้ไหมบุรุษผู้นี้เป็ผู้ใดคือฉายากระบี่เดียวปราบเก้าทัพ!และวันนี้จะสั่งสอนท่านให้ร้องไห้กลับไปซบมารดา!”
จ้าเจียวเดาะลิ้นไม่สบอารมณ์
“เราต่างหากที่จะสั่งสอนพวกเ้าให้รู้ที่ต่ำที่สูง!”
“ท่านลองดู... หรือท่านจะเล่นพนันกับเราสักครา?”เจินจูฉีกยิ้มประจำตัว
“เราไม่มีเวลาเล่น!”
“เช่นนั้นเหตุไฉนจึงไม่มาสังหารเราเสีย?”
จ้าเจียวตวัดสายตามองลู่ฝู่เพียงเสี้ยววินาทีดูท่าจะไม่ไว้วางใจฝีมือของเขาหลังโดนเข่าเมี่ยนเปาขู่ไว้เสียดิบดี
“เล่นกับเราง่ายดายยิ่ง เพียงท่านหลับตาเดินแล้วเหยียบไม่ถูกหมุดสักตัวเราจะยอมมอบม้วนภาพที่ท่าน้า แต่หากเราเป็ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเหยียบหมุดเสียเองเป็ท่านที่ต้องปล่อยพวกเราและไม่ลงมาจากยอดเขาผายลมของท่านอีก”
“การพนันปาหี่!”
“หรือท่านไม่กล้าพอจะรับพนันจากเรา?เช่นนั้นขอเชิญลู่เซียนเซิงเผด็จศึก แล้วเรากับกูเหนียงทั้งหลายจะชิงหนีท่านไปไกลแสนไกลไม่เช่นนั้นอาจจะเผาภาพวาดทิ้งเสียมิให้เป็ภัยแก่ตัว”
จ้าเจียวขบฟันจนกรามปูด
“ย่อมได้!บิดาจะเล่นเป็เพื่อนเ้า!”