ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    30 พักรบ มาพบรัก

           หลังจากตกตะลึงอยู่สักพัก ชายหนุ่มก็รีบคุกเข่าคำนับผู้อาวุโสตรงหน้าด้วยความยินดี ที่อีกฝ่ายให้ความเมตตาต่อตน อีกทั้งในโลกที่เขาย้อนเวลากลับมานี้ เขาก็ยังไม่มีญาติพี่น้องเลยสักคน ทำให้เขารู้สึกตื้นตันและปีติที่ตนจะมีครอบครัวอย่างเช่นคนอื่น ๆ        “ ผู้น้อยขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่เมตตา นับเป็นวาสนาของผู้น้อย”       อาหลงเอ่ยพร้อมโขกศีรษะคำนับอีกฝ่าย ก่อนที่อีกฝ่ายจะทำหน้าดุ พร้อมทั้งเตือนอีกฝ่ายให้เปลี่ยนคำเรียกหาใหม่       “ เจ้ายังจะเรียกข้าว่าท่านผู้เฒ่าอีก เมื่อครู่เจ้าตกลงคำนับข้าเป็นบิดาบุญธรรมแล้วนะลูกชายข้า”           “ ลูกคำนับท่านพ่อ  ขอท่านพ่อรับการคารวะจากลูกด้วย”         ชายหนุ่มคุกเข่าลงโขกศีรษะอีกครั้ง ก่อนที่บิดาบุญธรรมของเขาจะประคองเขาขึ้นมา จากนั้นจึงพาเขาเดินชมสำนักจนทั่ว พร้อมทั้งแนะนำให้เหล่าศิษยานุศิษย์ได้รู้จักบุตรบุญธรรมของตน จากนั้นจึงเล่าประวัติความเป็นมาของสำนัก รวมทั้งประวัติของตนตั้งแต่ก้าวเข้ามาเป็นศิษย์วันแรก จนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าสำนักในที่สุด          หลังจากที่สนทนากันได้เกือบชั่วยาม อาหลงก็นึกขึ้นได้ว่าตนยังมีธุระที่ต้องไปจัดการอีกหลายอย่าง  รวมทั้งต้องเตรียมเปิดซุ้มที่ปรึกษาพยากรณ์ ที่สำคัญคือเย็นนี้เขาต้องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อถวายโอสถอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงขอตัวต่อบิดาบุญธรรม เพื่อออกไปจัดการธุระ        “ เจ้ารีบไปเถอะ ลูกชายข้า  วันนี้ถือว่าฟ้าส่งเสริมข้า ให้ข้าได้มีบุตรที่ประเสิรฐเช่นเจ้า เพียงแต่เจ้ามาเยี่ยมบิดาบ่อย ๆ นะ”          ชายชราเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยความปลาบปลื้มดีใจ ก่อนที่เสียมหลอหลงจะประคองท่านผู้เฒ่ากลับเข้าไปพักผ่อนด้านใน พร้อมกำชับให้ศิษย์ในสำนักดูแลท่านพ่อให้ดี จากนั้นตัวเขาพร้อมกับผู้ติดตามทั้งสองจะออกเดินทางต่อ                           ณ คฤหาสน์ของกันครึ่งเมือง            “ อะไรนะหลานชาย ฝ่าบาทก็ทรงจองถุงนำโชคเช่นกันรึ?”           ท่านลุงกันเอ่ยถามหลานชาย ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเล่าเรื่องที่ทางราชสำนักจะขอรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยพิบัติ รวมทั้งเรื่องการประมูลสิ่งของส่วนพระองค์ของฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์อีกด้วย ซึ่งท่านลุงท่านป้าต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมากที่จะช่วยบริจาค และเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ โดยท่านลุงท่านป้าอยู่บ้านกันแค่สองคน ส่วนบุตรชาย บุตรีและแม่นางหลินพากันออกไปติดต่อการค้าข้างนอก        “ ป้าว่าจะร่วมบริจาคสักหนึ่งแสนตำลึง เจ้าว่าน้อยเกินไปไหมหลานชาย?”         ฮูหยินกันเอ่ยถามชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะกล่าวขอบคุณทั้งสองท่านที่ช่วยให้ราษฎรได้เงินช่วยเหลือเพิ่มอีกสองแสนตำลึง        “ เอ่อ...เมื่อครู่ป้าบอกว่าจะร่วมบริจาคหนึ่งแสนตำลึง ทำไมหลานถึงบอกว่าชาวบ้านจะได้สองแสนล่ะ หรือว่าเท่านี้น้อยไป ควรเพิ่มเป็นสองแสนตำลึง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา ป้ากับลุงจะจัดการเพิ่มให้เป็นสองแสนตำลึงดีมั้ย?”         นางเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างร้อนใจ ก่อนที่ชายหนุ่มจะตอบกลับมา จนทำให้ท่านลุงท่านป้าถึงกับหัวเราะชอบใจเมื่อได้ยินคำอธิบายของเขา         “ ที่ข้าบอกว่าชาวบ้านจะได้เงินช่วยเป็นสองแสนตำลึงก็เพราะหลานเชื่อว่า ในเมื่อกันครึ่งเมืองบริจาคหนึ่งแสนตำลึง ทางด้านซ่งครึ่งเมืองก็คงไม่ยอมน้อยหน้าตระกูลกันเช่นกัน ท่านลุงท่านป้าว่ามั้ยขอรับ”         กล่าวเสร็จคนทั้งสามก็หัวเราะออกมาอย่างพออกพอใจ ก่อนที่อาหลงจะกล่าวลาท่านลุงท่านป้า เพื่อออกไปทำธุระนอกเมือง โดยคนทั้งสองเดินออกมาส่งหลานชายถึงหน้าประตูเลยทีเดียว                            ณ ชายป่านอกเมืองเทียนหยาง              “ วันนี้ท่านเหนื่อยมั้ยขอรับนายท่าน?”        ฮวยเซ็งเอ่ยถามเจ้านายของตน ก่อนที่เขาจะเปิดม่านชะโงกออกไปเพื่อบอกให้อาห่าวระมัดระวังตัว เพราะชายป่าจุดนี้เป็นจุดเดียวกับที่พวกเขาเจอโจรป่าเมื่อวาน                                  “ เฟี้ยววววววววววว”                                             “ ปั๊ก”              เสียงลูกธนูปริศนาที่ถูกยิงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงปักเข้าที่เก๋งที่เสียมหลอหลงนั่งอยู่ โดยลูกศรพุ่งเฉียดผ่านศรีษะอาห่าวไปแบบเส้นยาแดงฝ่าแปด           “ เกิดอะไรขึ้นอาห่าว เมื่อครู่ข้าได้ยินเหมือนกับมีคนยิงลูกศรมาที่รถม้าของเรา”           เสียมหลอหลงเปิดผ้าม่านชะโงกศีรษะออดมาเอ่ยถามอีกฝ่าย ก่อนที่อาห่าวจะนำจดหมายลับที่แนบมากับลูกศรยื่นส่งให้เจ้านายของตน                         “ ระวังตัวด้วย มีคนซุ่มลอบทำร้ายท่านที่ชายป่า จากผู้หวังดี”           ชายหนุ่มอ่านจดหมายแจ้งเตือนจากผู้หวังดี ก่อนจะเตือนให้อาห่าวและฮวยเซ็งใช้ความระมัดระวังในการเดินทางมากยิ่งขึ้น           หลังจากที่คนทั้งสามเดินทางมาได้สักพักก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปรกติบางอย่าง ก่อนที่ชายหนุ่มจะบอกให้ฮวยเซ็งเตรียมพร้อมรับมือเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า                                            “ฮี๊ ฮี๊ ๆ ๆ”         เสียงของม้าร้องขึ้นเสียงดัง พร้อมกับยกขาหน้าขึ้น เมื่อมันถูกกระตุกเชือกโดยอาห่าว สาเหตุเพราะมีกลุ่มนักฆ่ายืนขวางทางรถม้าอยู่ นับดูแล้วมีจำนวนถึงห้าคน       “ คนที่อยู่ในรถม้า ยอมออกมาให้พวกเราจับดี ๆ จะได้ไม่เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อ”       ผู้ที่เป็นหัวหน้านักฆ่าที่อยู่ในชุดดำล้วนพร้อมมีผ้าคลุมหน้า เอ่ยข่มขู่อีกฝ่าย ก่อนที่จะมีเสียง “ ปัง”ดังขึ้นหนึ่งนัด ทำให้สมุนหนึ่งในห้าล้มลงขาดใจตายทันที ซึ่งเสียมหลอที่อยู่ในเก๋งคือผู้ที่เหนี่ยวไกสังหารนักฆ่าผู้โชคร้ายผู้นั้น โดยตั้งแต่เขาย้อนเวลากลับมายังโลกยุคนี้ เขามือเปื้อนเลือดจากการสังหารคนด้วยความจำเป็นไปแล้วหลายคน รวมทั้งกลุ่มโจรป่าเมื่อวานอีกด้วย       หลังจากที่เห็นเพื่อนของตนโดนอาวุธปริศนาปลิดชีพไปโดยไม่ทันตั้งตัว นักฆ่าทั้งสี่ถอยร่นไปตั้งหลัก ก่อนจะปรึกษากันว่าจะจัดการกับฝ่ายตรงข้ามเช่นไร  ด้วยความรวดเร็ว หนึ่งในนักฆ่ากระโดดขึ้นไปยังรถม้าตรงคนขับ ก่อนจะจี้บังคับอาห่าวให้ลงมาจากรถ ในขณะที่อาหลงและฮวยเซ็งยังไม่ยอมโผล่หน้าออกมาจากตัวเก๋ง                   “ ถ้าเจ้ายังไม่ลงมา ข้าจะฆ่าคนขับรถม้าของเจ้าเสีย”         หัวหน้านักฆ่าเอ่ยข่มขู่อีกฝ่ายให้ปฏิบัติตาม ก่อนที่อาห่าวจะร้องบอกอาจารย์ของตนว่าไม่ต้องสนใจตน ตนพร้อมจะพลีชีพด้วยความเต็มใจ                                         “ตุ๊บ ตุ๊บ พลั่ก”        หนึ่งในกลุ่มนักฆ่าตุ๊ยท้องอาห่าวไปสองที ก่อนจะต่อยหน้าซ้ำอีกทีจนหนุ่มน้อยถึงกับเลือดกลบปาก          “ ปากดีนักนะแก อีกไม่นาน ข้าจะส่งเจ้ากับเจ้านายของแกไปยังปรโลก”     หัวหน้านักฆ่าด่าสบถอีกฝ่ายอย่างมีอารมณ์ เพราะพี่น้องของตนต้องมาจบชีวิตไปแล้วหนึ่งคน ก่อนที่เขาจะลงมือซ้อมอาห่าวอีก ฮวยเซ็งก็ค่อย ๆ ลงจากรถม้า ก่อนจะบอกว่าตนคือเจ้านายของอีกฝ่าย ขอให้หยุดทำร้ายคนของตน          “ เจ้าก็คือเสียมหลอหลงสินะ ฮ่าฮ่า พวกเราจับพวกมันมัดไว้ ข้าจะแก้แค้นให้กับพี่น้องของข้าที่โดนเจ้าสังหารไป”          หัวหน้านักฆ่าหัวเราะด้วยเสียงอันดัง ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องมัดคนทั้งสองไว้กับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง                                         “ ปัง ปัง ปัง”         สิ้นเสียงมฤตยู สมุนนักฆ่าทั้งสามก็ล้มลงดุจใบไม้ร่วง ก่อนจะขาดใจตายในที่สุด ท่ามกลางอาการตะลึงของหัวหน้านักฆ่า ที่งงงันและสงสัยว่ากระสุนปริศนาที่คร่าชีวิตลูกน้องของตนนั้นมาจากที่ใด         “ ข้าเสียมหลอหลง อยู่ที่นี่ ไม่ทราบท่านจอมยุทธมีธุระอันใดกับข้า?”       ชายหนุ่มโผล่หน้าออกมาจากเก๋ง ก่อนจะเดินลงจากรถมาพร้อมกับปืนสั้นในมือที่ยังมีควันเขม่าลอยอยู่ปลายกระบอก เดินเข้ามาหาหัวหน้านักฆ่าอย่างไม่กลัวเกรง                    “ เจ้า เจ้า ...คือเสียมหลอหลง แล้วเจ้านี่ล่ะเป็นใคร?”            “ ฮ่าฮ่าฮ่า ข้านะหรือ ข้าก็คือผู้ช่วยอันเข้มแข็งของนายท่าน นามว่าฮวยเซ็งยังไงล่ะ”         เลขาหน้าอ่อนที่ถูกมัดรวมกับอาห่าว หัวเราะออกมาพร้อมกับตอบคำถามอีกฝ่ายอย่างไม่รู้สึกตระหนกตกใจใด ๆ ทั้งสิ้น ราวกับไปกินดีหมีที่ไหนมา เหตุเพราะเขาเห็นเจ้านายของตนที่ตั้งสติและสงบนิ่งไม่หวั่นไหวต่อเหตุร้ายเบื้องหน้า เขาจึงลองทำใจดีสู้เสือดูบ้าง           “ เจ้า เจ้า เจ้ากล้าหลอกข้า วันนี้ข้าจะส่งพวกเจ้าทั้งหมดไปยมโลกให้หมด”          นักฆ่าผู้เคราะห์ร้ายพร่ำออกมาอย่างคนเสียสติ ที่เห็นพี่น้องของตนต้องมาจบชีวิตไปจนหมด จากนั้นจึงโถมเข้าหาเสียมหลอหลงหวังจะปลิดชีวิตอีกฝ่ายในดาบเดียว                                          “ แชะ แชะ แชะ”            เสียงปืนที่หมดแม็ก ทำเอาหัวหน้านักฆ่าหัวเราะออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะกล่าวเยาะเย้ยอีกฝ่ายด้วยความคึกคะนอง        “ คงเป็นเจ้านี่สินะ ที่เจ้าใช้สังหารพี่น้องของข้า แต่ว่าเจ้าปืนไฟกระบอกนี้ไม่สามารถยิงได้อีกแล้ว ชะตาของเจ้าถึงฆาตแล้ว รอรับความตายเถอะ”          นักฆ่าเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะโถมเข้าหาอีกฝ่าย พร้อมทั้งใช้ดาบในมือฟาดฟันใส่เสียมหลอหลงอย่างบ้าคลั่ง                                “ ท่านอาจารย์ ระวังตัวด้วย”          อาห่าวที่ถูกมัดอยู่ร้องเตือนอาจารย์ของตนอย่างเป็นห่วง เพราะเห็น ๆ อยู่ว่าฝ่ายตรงข้ามมีวรยุทธที่ร้ายกาจยิ่งนัก            ในขณะที่ถูกนักฆ่าเข้าโรมรันพันตู เสียมหลอหลงเองกลับไม่ยอมตอบโต้ เอาแต่ถอยและคอยหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว จนอีกฝ่ายแทบจะมีโอกาสประชิดถึงตัว เนื่องจากเขาใช้เคล็ดวิชาบาทาล่องลอย ที่ท่านอาจารย์รอง ซิยิ่นกังเป็นผู้ถ่ายทอดให้   ทางด้านสองหนุ่มที่ถูกมัดอยู่ถึงกับตกตะลึงในเคล็ดวิชาที่เจ้านายของพวกตนกำลังใช้อยู่ เนื่องจากพวกเขาเคยคิดว่าเขาเป็นแค่บัณฑิตบอบบาง อ่อนแอ ที่มีสติปัญญาเป็นเลิศผู้หนึ่งเท่านั้น                 “ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก  เจ้า เจ้า ทำไมเจ้าถึงได้ไวอย่างนี้ เจ้าใช้เคล็ดวิชาใดกันแน่ “           หัวหน้านักฆ่าหยุดลงมือ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างเหน็ดเหนื่อยและเริ่มเกิดความนับถือในฝีมืออีกฝ่าย         “ เคล็ดวิชานี้ชื่อว่า บาทาล่องลอย ดัดแปลงมาจาก เคล็ดวิชาบาทาเหินหาวของท่านต้วนอี้”         ชายหนุ่มเอ่ยตอบอีกฝ่ายอย่างใจเย็น โดยต้วนอี้ที่เขากล่าวถึงก็คือหนึ่งในตัวเอกเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้านั่นเอง ซึ่งต้วนอี้ผู้นี้เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ โดยทรงเป็นฮ่องเต้ของแคว้นต้าหลี่ในอดีต หรือก็คือแคว้นต้าหยางในปัจจุบันนั่นเอง          ยังมิทันมีใครจะได้เอ่ยอะไร เสียมหลอหลงก็โผล่ไปอยู่ด้านหลังของคู่ต่อสู้ราวกับผีหลอก ทำเอานักฆ่าผู้นั้นถึงตกใจหน้าถอดสี เพราะถึงแม้ตนจะมีวรยุทธที่แก่กล้าแต่อีกฝ่ายกลับมีความเร็วที่มากกว่าตนถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ทำให้เป็นเรื่องยากที่ตนจะรับมือกับศัตรูเช่นนี้ได้        “ ใครส่งท่านมาลอบทำร้ายข้า ถ้าท่านยอมบอก ข้าจะปล่อยท่านไป”         อาหลงเอ่ยถามนักฆ่า หลังจากที่ทำการจี้จุดอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนที่นักฆ่าจะหัวเราะอย่างไม่กลัวตาย พร้อมบอกว่าต่อให้ต้องตาย ตนก็ไม่ยอมปริปากพูดอย่างแน่นอน         เสียมหลอหลงใช้ความคิดอยู่สักครู่ ก่อนจะเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างใจเย็นและนุ่มนวล       “ ข้ารู้ว่าท่านมีจรรยาบรรณของนักฆ่า ที่จะไม่บอกว่าผู้จ้างวานเป็นใคร เอาเป็นว่าท่านไม่ต้องพูดบอกข้าว่าคนผู้นั้นเป็นใคร ขอเพียงท่านคิดชื่อของคนผู้นั้นในใจก็พอ ถือว่าท่านไม่ได้ผิดต่อจรรยาบรรณ และข้าก็จะปล่อยท่านไป”         “ ให้ข้าบอกชื่อคนผู้นั้นต่อท่านในใจ แล้วท่านจะปล่อยข้าไป ฮ่าฮ่า คุณชายท่านกำลังเล่นตลกอะไรอยู่”          นักฆ่าเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรกันแน่  แต่หลังจากที่เห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีท่าทีล้อเล่น เขาจึงพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายตั้งใจฟังให้ดี เพราะเขากำลังจะบอกชื่อผู้บงการในใจ        “  ขอบใจท่านมาก ท่านช่วยจัดการฝังศพพี่น้องของท่านให้เรียบร้อยด้วย  จากนี้ไปท่านต้องหลบซ่อนให้ดี เพราะถ้าผู้บงการรู้ว่าท่านทำงานล้มเหลว เกรงว่าท่านคงจะมีชีวิตรอดได้ลำบาก”        อาหลงเอ่ยกับอีกฝ่าย ก่อนที่จะทำการแก้มัดให้คนของตน จากนั้นจึงหันหลังเตรียมตัวขึ้นรถม้าเพื่อออกเดินทางกลับเข้าเมือง                                           “ ฉึก ฉึก ฉึก “        เสียงอาวุธลับที่ตรงเข้าปักที่กลางหลังของเสียมหลอหลงอย่างจัง  ท่ามกลางความตกตะลึงของฮวยเซ็งและอาห่าว ก่อนที่ชายหนุ่มจะทรุดตัวล้มลง          “ เจ้า เจ้า เจ้าคนสารเลว นายท่านของข้าอุตส่าห์ไว้ชีวิตเจ้า แต่เจ้ากลับ....”         ฮวยเซ็งกล่าวสบถอีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้นและตกใจ ในขณะที่นักฆ่ามีสีหน้าที่ละอายแก่ใจแต่เขาก็ต้องทำตามหน้าที่ จากนั้นประสานมือแสดงความคารวะต่ออีกฝ่ายด้วยใจจริง ก่อนจะทะยานหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว                   “ อาจารย์ อาจารย์  ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ท่านอย่าเพิ่งตายนะ”        อาห่าวร้องเรียกอาจารย์ของตนที่ท่าทางสะลึมสะลือด้วยความเป็นห่วง  ก่อนที่สักพักอาหลงจะชำเลืองมองรอบ ๆ พร้อมทั้งลุกขึ้นยืนก่อนจะบอกให้ฮวยเซ็งช่วยดึงลูกดอกทั้งสามลูกออกจากกลางหลังของตน          “ นายท่าน ท่านไม่เป็นไร ข้าดีใจจริง ๆ พระย่อมคุ้มครองคนดี”          ฮวยเซ็งเอ่ยพร้อมน้ำตา ก่อนที่อาหลงจะเปิดเสื้อออกเพื่อโชว์เสื้อเกราะไหมทองที่อาจารย์รองของตนมอบให้ก่อนออกจากหุบเขา                    “ ข้าตกใจหมดเลยท่านอาจารย์ ข้านึกว่า...”        อาห่าวกล่าวอย่างเป็นห่วงเจ้านายของตน ก่อนที่อาหลงจะบอกว่าตนไม่เป็นไรแล้ว ขอบใจทั้งสองคนที่เป็นห่วง และยอมสละชีวิตเพื่อตนโดยไม่กลัวตายอีกด้วย  จากนั้นจึงขึ้นรถม้าเพื่อเร่งเดินทางกลับเข้าเมือง         “ จุดอ่อนของนายท่าน ก็คือท่านใจอ่อนและขี้สงสาร จนความเมตตาของท่านอาจจะนำภัยอันตรายมาสู่ตัวท่านเอง”         ผู้ช่วยของชายหนุ่มเอ่ยกับชายหนุ่มจากใจจริง ก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ้มตอบอย่างขอบใจที่อีกฝ่ายเป็นห่วงและตักเตือนตนด้วยหวังดี        “ ท่านอาจารย์ ตกลงเป็นผู้ใดที่บงการนักฆ่าเหล่านั้นมาลอบสังหารท่าน?”        อาห่าวเอ่ยถามเจ้านายของตน เพราะเขากับฮวยเซ็งรู้ดีว่าเจ้านายของตนผู้นี้สามารถอ่านใจคนได้        “ เอาเป็นว่าพวกเจ้าไม่ต้องรู้หรอก รู้เพียงแค่ว่าคนผู้นี้เห็นข้าเป็นศัตรูหัวใจของตน จึงส่งคนมาลอบสังหารข้าเพื่อตัดคู่แข่งเท่านั้นเอง”        อาห่าวและฮวยเซ็งพยายามที่จะนึกว่าคนผู้นั้นเป็นใคร  แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก ในขณะที่อาหลงเองนึกถึงหน้าของอีกฝ่ายก่อนจะรำพึงกับตนเองออกมาเบา ๆ          “ คุณชาย ครั้งนี้ท่านเล่นแรงยิ่งนัก เห็นทีข้าจะต้องให้บทเรียนที่เจ็บปวดกับท่านบ้าง”              ณ โรงเตี๊ยมแสงดาว       “ ท่านอาจารย์น้อยเจ้าคะ วันนี้ท่านดูครบสามครั้งหรือยังเจ้าคะ?”         หญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยถามหมอดูหนุ่มที่เพิ่งจะจัดโต๊ะเสร็จ หลังจากที่เพิ่งจะกลับมาจากนอกเมือง รวมทั้งเพิ่งผ่านเหตุการณ์โดนลอบสังหารมาหมาด ๆ       “ แม่นางเชิญนั่งก่อน วันนี้ข้าสามารถรับลูกค้าได้แค่สองคน และโชคที่ท่านเป็นลูกค้าคนแรกของข้าในวันนี้”        เสียมหลอหลงเอ่ยตอบอีกฝ่าย ก่อนที่นางจะนั่งลงตามที่เขาบอก ก่อนจะจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา ทำให้เขาได้เห็นว่าคุณหนูท่านนี้นับเป็นสาวงามที่หาได้ยากคนหนึ่ง ถึงแม้นางจะแต่งกายด้วยชุดกระโปรงธรรมดาสีเขียวที่ค่อนข้างเก่า แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านสบายตา รวมทั้งมิอาจกลบรัศมีความงามของนาง ซึ่งดูไปแล้วนางดูเหมือนคุณหนูผู้สูงศักดิ์ของตระกูลใหญ่มากกว่า                      “ คุณหนูมีเรื่องใดให้ข้าช่วยเหลือ ก่อนอื่นขอให้ท่านหลับตา ตั้งสมาธิ และคิดถึงปัญหาที่ท่านต้องการให้ข้าช่วยเหลือ จากนั้นค่อยหยิบไพ่หนึ่งใบจากกองนี้ส่งให้กับข้า”           หมอดูหนุ่มเอ่ยแนะนำอีกฝ่าย หลังจากที่เขานำไพ่ยิปซีออกมาสับ จากนั้นจึงกรีดไพ่ออกเป็นครึ่งวงกลมบนโต๊ะ ซึ่งแม่นางผู้นี้ทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย  ในขณะที่อาหลงก็ใช้วิชาอ่านใจอีกฝ่าย ทำให้รู้ว่านางมีชื่อว่าเสี่ยวเฟย กำลังกลุ้มใจเรื่องที่บ้าน  บิดาของนางสุขภาพไม่สู้ดีและกำลังจะเลือกผู้สืบทอดกิจการ ซึ่งตัวเต็งก็คือพี่สาวคนโตและคนรองของนาง ส่วนตัวนางไม่เคยอยู่ในสายตาของบิดาเลย เพราะพี่สาวทั้งสองคนเป็นลูกของภรรยาหลวง ส่วนตนเป็นเพียงลูกของอนุคนหนึ่งเท่านั้น  แต่ตนก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของบิดา และที่ต้องเป็นกังวลก็เนื่องจากพี่สาวทั้งสองคนต่างต้องการดึงตนเข้าเป็นพวก แต่นางไม่สามารถที่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ จึงอยากจะขอคำปรึกษาจากท่านอาจารย์ให้ช่วยชี้แนะทางออกด้วย          “ ไพ่ที่ท่านจับได้คือไพ่จักรพรรดินี หรือว่าไพ่ฮองเฮานั่นเอง”          ชายหนุ่มเอ่ยกับอีกฝ่ายพร้อมทั้งแอบลอบสังเกตุนางบ่อย ๆ เพราะว่านางมีบางอย่างที่ดึงดูดให้เขาสนใจ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จะด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนของนาง น้ำเสียงอันหวานหู หรือแววตาอันจริงใจของนาง ล้วนแต่สะกดให้เขาต้องมองนางด้วยใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ อย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน                         “ ไพ่ใบนี้ หมายความว่าเช่นไรเจ้าคะท่านหมอ?”          คุณหนูผู้ทำให้หมอดูหนุ่มผู้นี้แทบจะใจละลายเอ่ยถามด้วยเสียงอันรื่นหู ซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นหอมจาง ๆ ลอยกระทบนาสิกของอีกฝ่าย          “ เอ่อ..แม่นางตอนนี้ท่านกำลังมีปัญหาเรื่องที่บ้าน เรื่องผู้สืบทอดกิจการของบิดา ในขณะที่พี่สาวสองคนของท่านก็กำลังแย่งชิงตำแหน่งนี้  ส่วนตัวท่านเองก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะสนับสนุนฝ่ายใดใช่หรือไม่?”          เสียมหลอหลงเอ่ยทักอีกฝ่ายตามที่เขาเพิ่งใช้วิชาอ่านใจมา ซึ่งทำให้สาวงามผู้นี้ถึงกับตกตะลึงในสิ่งที่เขากล่าวออกมา เพราะมันตรงกับสิ่งที่นางคิดเมื่อครู่ทั้งหมด         “ ท่านอาจารย์ สมแล้วกับที่ผู้แนะนำข้า บอกว่าท่านทำนายได้แม่นราวกับเซียน”          คุณหนูนางนี้เอ่ยชมพร้อมกับพิจารณาอีกฝ่ายไปในตัว ก่อนจะเห็นว่าหมอดูหนุ่มที่อยู่ตรงน้าผู้นี้จัดว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ถึงแม้รูปร่างจะไม่บึกบึนแต่ก็ดูสง่า องอาจ แฝงไว้ซึ่งสติปัญญาที่ชาญฉลาด รวมทั้งยังมีเสน่ห์ดึงดูดต่อเพศตรงข้ามไม่น้อยอีกด้วย ทำให้ตัวนางเองที่ไม่เคยสนใจเหลียวมองชายใดมาก่อน ยังต้องสะดุดตาและสะดุดใจกับบุรุษหนุ่มผู้นี้       “ ไพ่ที่ท่านจับได้ ถือว่าเป็นไพ่ที่ดีมากที่สุดใบหนึ่ง เป็นไพ่ของสตรีที่สามารถก้าวถึงจุดสูงสุดตามที่นางคาดหวัง  ไพ่นี้คือสัญลักษณ์ขององค์หญิงหรือฮองเฮาเลยทีเดียว ขอให้ท่านรักษาตัวให้ดี ช้าเชื่อว่าท่านจะบรรลุตามเป้าหมายที่ท่านตั้งไว้อย่างแน่นอน ส่วนตอนนี้ เรื่องบิดาและพี่สาวของท่าน ขอให้ท่านไม่ต้องเข้าข้างฝ่ายใด แต่ขอให้ท่านคิดอ่านเพื่อตัวเอง ท่านเองก็มีสิทธิ์ไม่แพ้พี่สาวทั้งสองคน เพราะท่านก็เป็นทายาทคนหนึ่งเช่นกัน ทางที่ดีคือท่านต้องรอให้ทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกัน จากนั้นท่านต้องเร่งแสดงผลงานให้บิดาท่านได้เห็น เพื่อให้บิดายอมรับและให้โอกาสท่านในการก้าวขึ้นไปเป็นผู้สืบทอด”         อาหลงเอ่ยอธิบายให้หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าฟังอย่างใจเย็น  ในขณะที่คุณหนูผู้น่ารักน่าเลิฟผู้นี้สะดุดใจกับคำว่าองค์หญิง เพียงแต่นางกลับทำท่าทีราวกับไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นไปได้ เขาจึงกล่าวต่อไปอย่างมั่นใจว่าอีกฝ่ายสามารถก้าวขึ้นไปตำแหน่งองค์หญิงหรือฮองเฮาได้ แล้วจะต้องกลัวอะไรกับแค่ตำแหน่งผู้สืบทอดกิจการของตระกูล  หลังจากได้ฟังหมอดูหนุ่มตรงหน้าเอ่ยให้ความมั่นใจและกำลังใจ แม่นางเสี่ยวเฟยก็ดูมีความมั่นใจในตนเองขึ้นมาอีกหลายส่วน          หลังจากก่อนที่เขาจะอดใจไม่ไหวต้องใช้วิชาอ่านนางอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งทำให้วันนี้เขาไม่สามารถอ่านใจใครได้อีก เพราะก่อนหน้านั้นเขาได้ใช้วิชาอ่านใจกับนักฆ่าผู้นั้นไปแล้ว เท่ากับว่าวันนี้เขาได้อ่านใจครบสามครั้งเป็นที่เรียบร้อย                              “ ข้าอยากรู้ว่าท่านชอบสตรีประเภทใด?”            อาหลงยิ้มออกมาอย่างยินดี หลังจากที่เขาได้ฟังเสียงความคิดในใจของนาง เพราะแสดงให้เห็นว่านางเองก็เกิดความสนใจในตัวของเขาเช่นกัน  ก่อนที่เขาจะตอบคำถามของนางอย่างเบิกบานใจ                          “ ท่านอยากรู้ว่าข้าชอบสตรีเช่นใดอย่างนั้นรึคุณหนู?”            ชายหนุ่มเอ่ยเปิดโปงความในใจของนาง ทำเอานางหน้าแดงจรดใบหู ก่อนที่เขาจะตอบคำถามที่ทำให้นางงุนงงสงสัยและไม่เข้าใจ            “ ท่านบอกให้ข้ากลับไปถึงบ้าน ข้าถึงจะรู้คำตอบนั้น ท่านความว่าอย่างไรกัน?”           นางเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่นางจะหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม เมื่อชายหนุ่มเฉลยคำตอบที่ทำให้นางวาบหวามใจยิ่งนัก          “ ถ้าท่านอยากรู้ว่าสตรีที่ข้าชอบเป็นเช่นไร เมื่อกลับถึงบ้าน ขอให้แม่นางไปยืนที่หน้ากระจก แล้วแม่นางก็จะทราบเองว่าสตรีที่ข้าชอบเป็นเช่นไร”.................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก....มาแล้วนะครับ สำหรับตอนที่ 30 ซึ่งเป็นตอนที่หลาย ๆ ท่านรอคอย รวมทั้งไรท์ยังแต่งตอนนี้ยาวกว่าตอนอื่นเป็นพิเศษ  ตอนแรกไรท์ตั้งใจจะอัพวันพรุ่งนี้ แต่สุดท้ายก็ทนเสียงเรียกร้องของรีดที่น่ารักไม่ไหว เพราะเป็นคนใจอ่อนเหมือนพระเอกในเรื่องซะด้วย ก็เลยลงเบิ้ลวันนี้เป็นสองตอนไปเลย  เพียงแต่พรุ่งนี้ไรท์อาจจะแต่งตอนที่ 31 ไม่จบ และอาจจะต้องเป็นวันอังคารก็อย่าว่ากันนะครับ          ส่วนในตอนนี้อาหลงของเราเกือบจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่ชายป่าซะแล้ว ดีที่ได้เสื้อเกราะไหมทองของท่านอาจารย์รองช่วยเอาไว้ นอกจากนั้นเขายังได้มาเจอกับลูกค้าที่น่ารักน่าเลิฟ และทำให้หัวใจดวงน้อยของเขาหวั่นไหวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา ส่วนเรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไป รอติดตามลุ้นกันได้ในตอนต่อไปได้เลยครับ         ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านเช่นเคย รวมทั้งคอมเมนท์ที่เปรียบเสมือนน้ำมันที่เติมให้รถคันนี้ยังวิ่งไปได้ตลอดเส้นทาง  สำหรับตอนต่อไปไรท์จะพยายามอัพไม่เกินวันสองวันนี้ครับ        ขอบคุณอีกครั้งครับ......................................................................................................................................สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต             “ ถ้าข้ามัวแต่จ้องน้ำ ย่อมข้ามทะเลไม่ได้”