พนันรักมาเฟียร้าย (ซีรี่ย์ชุดมาเฟียร้าย)

    บทที่ 5

            ตุลยาพักผ่อนอยู่กับบ้านได้แค่วันเดียวก็ออกเที่ยวโดยมีเปาโลเป็นคนพาไปเพราะคาร์โลติดประชุมสำคัญและมีนัดกับลูกค้าวีไอพี เรียกได้ว่าวันนี้เขายุ่งทั้งวันก็ว่าได้ดังนั้นวันนี้หญิงสาวจึงร่าเริงและกระตือรือร้นที่จะไปเที่ยวมากกว่าปกติการที่ตุลยาดีใจที่ไม่ได้ไปเที่ยวกับคาร์โลนั้นไม่ใช่เพราะว่าเธอรังเกียจเขา แต่เป็นเพราะเธอรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องมาใจเต้นแรงและรู้สึกแปลกๆยามที่อยู่ใกล้ชิดชายหนุ่มต่างหากล่ะ

            “คุณหนูอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างครับ” เปาโลถามอย่างสุภาพนอบน้อมเหมือนอย่างที่ทำกับเจ้านายทุกประการ เพราะเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายจะมาเป็นนายหญิงของเขาในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน

            “ฉันอยากไปนครรัฐวาติกันค่ะ” หญิงสาวบอกถึงสถานที่ที่อยากไปมากที่สุดก่อนด้วยน้ำเสียงเริงร่าตอนแรกเธออยากไปเที่ยวโคลอสเซียมก่อน แต่พอคิดอีกทีเธออยากเข้าไปดูมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์และเข้าชมศิลปะอันงดงามในพิพิธภัณฑ์ของวาติกันด้วยก็เลยเปลี่ยนใจ

            “ได้ครับ” เปาโลรับคำแล้วเปิดประตูด้านหลังคนขับให้หญิงสาวขึ้นไปนั่งจากนั้นเขาก็เดินไปเปิดประตูด้านคนขับแล้วขับรถออกจากบ้านไปยังสถานที่ที่ตุลยาต้องการไปเที่ยว

            นครรัฐวาติกัน เป็นนครอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่ในกรุงโรมของอิตาลี ภายในรัฐมีศูนย์กลางคือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ปัจจุบันนครรัฐวาติกันเป็นที่รวบรวมผลงานชิ้นเอกทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นมากมายนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลากหลายเชื้อชาติจึงต่างทยอยมาเยือนนครรัฐแห่งนี้อย่างล้นหลามในทุกปี

            เปาโลพาตุลยามาถึงจุดหมายที่ต้องการสถานที่แรกที่บอดี้การ์ดหนุ่มพาหญิงสาวไปชมคือพิพิธภัณฑ์วาติกัน ซึ่งมีศิลปะชิ้นเอกมากมายรวบรวมอยู่ในนั้นชายหนุ่มไปซื้อบัตรเข้าชมภายในให้ เมื่อได้บัตรเข้าชมแล้วเขาก็พาเธอเดินชมตามสถานที่ต่างๆพร้อมกับบอกเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้รวมถึงงานศิลปะบางชิ้นที่เขาพอรู้ให้เธอฟังไปด้วยเรียกได้ว่าตุลยามีไกด์ส่วนตัวที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว

            หญิงสาวเดินชมและถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลินถึงสามชั่วโมงเต็มๆจึงออกมาจากพิพิธภัณฑ์ซึ่งก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี ทั้งสองจึงพากันไปทานอาหารกันก่อนและหลังจากทานเสร็จเรียบร้อยแล้วตุลยาก็เดินชมบ้านเรือนแถวนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะเดินทางไปยังมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ต่อ

            เวลาในหนึ่งวันตุลยาหมดไปกับการเดินเที่ยวชมภายในนครรัฐวาติกันแม้จะเหนื่อยและเมื่อยขามากแค่ไหน อีกทั้งต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนเพราะอยู่ในช่วงหน้าร้อนของอิตาลีแต่หญิงสาวก็ยังรู้สึกสนุกอยู่ดีตกเย็นเปาโลพาเธอกลับบ้าน ซึ่งระหว่างที่นั่งรถกลับนั้นตุลยาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันสดใส

            “พรุ่งนี้เราไปเที่ยวโคลอสเซียมกันต่อนะคะ”

            “ได้ครับ”

            ตุลยานั่งยิ้มกดดูรูปที่ถ่ายเอาไว้มาตลอดทางกลับบ้านการได้ไปเที่ยวทำให้วันนี้เธออารมณ์ดีทั้งวันดังนั้นพอคาร์โลถามขึ้นในขณะที่รับประทานอาหารเย็นร่วมกันนั้นหญิงสาวจึงตอบดีๆ ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

            “วันนี้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างล่ะแล้วสนุกไหม”

            “วันนี้สนุกมากเลยค่ะคุณเปาโลพาไปเที่ยวที่นครรัฐวาติกันค่ะ ที่นั่นสวยมากๆ เลยนะคะ มีศิลปะให้ชมเยอะแยะไปหมดเลยเหมียวเดินดูซะขาลากเลยล่ะค่ะ”ตุลยาเล่าเสียงกลั้วหัวเราะและเผลอแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นอย่างลืมตัวคาร์โลฟังแล้วก็ยิ้มตามอย่างเอ็นดู เพราะท่าทางของคู่หมั้นเขาตอนนี้เหมือนเด็กน้อยที่กำลังมีความสุขเพราะได้ไปเที่ยวไม่มีผิดแต่แล้วรอยยิ้มของชายหนุ่มก็เริ่มเลือนหายไป เมื่อได้ฟังประโยคต่อมาของเธอ “คุณเปาโลเป็นไกด์ที่เยี่ยมมากเลยนะคะ เป็นโชคดีของเหมียวเลยที่ได้คุณเปาโลพาเที่ยวเพราะเขาเล่าประวัติสถานที่ต่างๆ ได้หมดเลยแถมยังรู้จักตรอกซอกซอยที่มีร้านค้าน่าสนใจอีกด้วยวันนี้เหมียวเลยได้ทานอาหารอร่อยๆ ที่ราคาไม่แพงเลยค่ะ”

            “เห็นน้องเหมียวมีความสุขและสนุกอย่างนี้พวกพี่ๆก็ดีใจ เห็นทีต้องตกรางวัลให้เปาโลเสียแล้วที่ทำให้น้องเหมียวมีความสุขได้” มาร์โก้ยิ้มยั่วพลางเหล่ตามองหน้าพี่ชายคนโต ซึ่งเขาก็แทบจะหัวเราะพรวดออกมาเนื่องจากเป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆว่าคาร์โลจะต้องไม่พอใจแม้พี่ชายของเขาจะทำสีหน้าเรียบเฉยทว่าดวงตานั้นไม่ได้เฉยตามเลยสักนิดเดียว

            “แล้วพรุ่งนี้น้องเหมียวจะไปเที่ยวอีกหรือเปล่าจ๊ะ” อัลแบร์โต้ถามอย่างอารมณ์ดี เพราะเขาก็ดูปฏิกิริยาของพี่ชายคนโตออกเหมือนกัน

            “ไปค่ะพรุ่งนี้เหมียวนัดกับคุณเปาโลไว้แล้วว่าเราจะไปเที่ยวโคลอสเซียมกันแล้วก็คงไปเที่ยวที่อื่นๆ ต่อด้วยเลย ซึ่งก็คงต้องขอให้คุณเปาโลแนะนำแล้วล่ะค่ะ” ตุลยาตอบอย่างไม่รู้เรื่องอะไร หญิงสาวทานอาหารไปเรื่อยๆจนกระทั่งทุกคนอิ่มหนำกันแล้วก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนส่วนตัว แวบหนึ่งในความคิดทำให้ตุลยามองตามร่างสูงของคู่หมั้นหนุ่มไปด้วยความสงสัยว่าวันนี้เขาเป็นอะไรไปถึงได้ดูเงียบผิดปกติแต่สักพักเธอก็ไม่ติดใจสงสัยอะไรอีกเพราะคิดว่าเขาคงเครียดจากงาน

            หญิงสาวเข้าห้องและอาบน้ำอาบท่าจนรู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าเดิมก่อนเดินมาทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียงนุ่มพลางนึกถึงภาพสถานที่ต่างๆที่ได้ไปเที่ยวมาอย่างมีความสุขอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็กลิ้งตัวไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงมาหมายจะกดโทรหาบิดามารดาด้วยความคิดถึงทว่าต้องหยุดชะงักเมื่อคิดได้ว่าตอนนี้เวลาที่ประเทศไทยนั้นดึกมากแล้วป่านนี้พวกท่านคงนอนหลับสนิทไปแล้วเธอจึงไม่ควรโทรไปรบกวน

            “เอาไว้โทรหาพรุ่งนี้ก่อนออกไปเที่ยวดีกว่า” ว่าแล้วตุลยาก็วางโทรศัพท์เอาไว้ตามเดิม จากนั้นก็จัดท่าทางตัวเองให้นอนอย่างถูกที่ถูกทางเพราะเริ่มง่วงแล้วซึ่งเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงผ่านไปหญิงสาวก็หลับสนิทไปด้วยความอ่อนเพลีย

             

            ยามค่ำคืนของวันเดียวกัน สเตฟาโนชายวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของธุรกิจท่าเรือหลายแห่ง และยังเป็นเจ้าของธุรกิจสถานบันเทิงกลางคืนหลายสาขาในอิตาลีต้องหัวเสียอย่างหนักเมื่อลูกน้องคนสนิทเข้ามารายงานถึงผลการเจรจาที่เขารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

            “โธ่โว้ย!” สเตฟาโนสบถออกมาด้วยความเดือดดาล พร้อมกับกวาดสิ่งของบนโต๊ะทำงานทิ้งไปด้วย“มันจะลองดีกับฉันใช่ไหม ถึงได้ไม่ยอมขายท่าเรือที่เมืองทรีเอสเต้(Trieste) ของมันให้ฉัน”

            “ไอ้คาร์โลมันบอกว่าถ้ามันขายให้เจ้านายมันก็โง่เต็มทนแล้วและมันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายให้ด้วยครับ”

            แน่นอนว่าหากคาร์โลขายท่าเรือที่เมืองทรีเอสเต้ให้เขาจริงๆก็ย่อมเป็นคนโง่อย่างที่ว่า เพราะท่าเรือที่เมืองนี้นับว่าเป็นท่าเรือสำคัญแห่งหนึ่งในอิตาลีเลยก็ว่าได้เนื่องจากเส้นทางเดินเรือเชื่อมโยงไปหลายประเทศ แถมยังมีเส้นทางในการขนถ่ายสินค้าต่อโดยทางรถไฟที่สะดวกและทั่วถึงนอกจากนี้ยังมีถนนจากเมืองทรีเอสเต้ไปสู่เขตเมืองต่างๆได้ในเวลาไม่มากเกินไปนักอีกด้วย ทำให้กำไรในการขนส่งในแต่ละปีมีมูลค่าสูงไม่น้อยดังนั้นสเตฟาโนจึงคิดจะขยายกิจการท่าเรือของตัวเองให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรองรับสินค้าที่จะเข้ามามากขึ้น

            “มันกล้าดียังไงถึงมาพูดแบบนี้ฮึ...ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เพิ่งมาดูแลกิจการต่อจากพ่อมันได้ไม่กี่ปีทำเป็นอวดเก่งมันน่าเจ็บใจนักเชียว” สเตฟาโนทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอย่างโมโห

            “จัดการเก็บมันเลยไหมครับเจ้านาย”

            “อย่าเพิ่ง ฉันยังอยากให้โอกาสมันคิดดูใหม่อีกสักครั้งก่อนอีกอย่างฉันยังไม่อยากรับมือกับศึกสองด้านหนักๆ ในตอนนี้”สเตฟาโนบอกเสียงเครียด เพราะนอกจากปัญหาท่าเรือแล้วเขายังมีปัญหาเรื่องธุรกิจสถานบันเทิงอีกด้วยเนื่องจากตอนนี้พวกตำรวจกำลังตรวจเข้มเรื่องยาเสพติดอย่างหนัก และยังมีพวกคู่อริที่เป็นคู่แข่งทางธุรกิจในย่านเดียวกันมาก่อกวนเพื่อไล่ที่เขาด้วย

            “แล้วจะปล่อยให้มันหยามหน้าเจ้านายอย่างนี้เหรอครับ”

            “ฉันไม่ปล่อยให้มันหยามได้หรอก”

            “แล้วเจ้านายจะจัดการสั่งสอนมันยังไงล่ะครับ” ลูกน้องคนสนิทถามอย่างกระตือรือร้น สเตฟาโนหัวเราะอยู่ในลำคอดวงตาฉายแววชั่วร้าย จากนั้นเขาก็เอ่ยถึงแผนการสั่งสอนที่เพิ่งคิดได้ให้ลูกน้องคู่ใจได้ทราบ

             

            วันรุ่งขึ้นหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วตุลยาก็โทรหาบิดามารดาหญิงสาวคุยกับพวกท่านได้เพียงแค่สิบกว่านาทีก็ต้องรีบวางสาย เพราะเบื่อที่จะฟังพวกท่านถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคาร์โลเต็มที

            ตุลยาลงมาทานอาหารเช้าตามปกติ แต่หลังจากทานเสร็จเธอก็เกิดความสงสัยขึ้นมาเมื่อเห็นคาร์โลยังไม่ออกไปทำงานเสียทีทั้งที่ตามปกติแล้วพอทานอาหารเสร็จเขาจะออกไปทำงานทันที หญิงสาวมองคู่หมั้นหนุ่มที่ยังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ต่ออย่างใจเย็นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามเขาอย่างอดไม่ได้

            “วันนี้คุณไม่ไปทำงานเหรอคะ”

            “ไม่ไป วันนี้พี่หยุดเพราะจะไปเที่ยว” คาร์โลตอบพลางพับหนังสือพิมพ์วางไว้บนโต๊ะตามเดิม ตุลยาเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างแปลกใจพลางถามต่อ

            “คุณจะไปเที่ยวไหนเหรอคะ”

            “โคลอสเซียม”

            “เอ๊ะ...ที่เดียวกับฉันเลยนี่คะ”

            ชายหนุ่มยิ้มกริ่มพร้อมกับพยักหน้ารับแล้วเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

            “ใช่ ที่เดียวกัน เพราะพี่จะไปเที่ยวกับน้องเหมียวด้วยยังไงล่ะ”

            “หา!”ตุลยาเผลออุทานออกมาเสียงดัง ด้วยทั้งแปลกใจและตกใจไปพร้อมๆ กันคาร์โลเห็นสีหน้าของคู่หมั้นสาวเข้าก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันทีจึงถามเสียงขุ่นว่า

            “ทำไม ไม่อยากให้พี่ไปเที่ยวด้วยรึไงหรืออยากจะไปกับเปาโลแค่สองคนเท่านั้น”

            “เปล่าค่ะ” หญิงสาวตอบโต้กลับด้วยน้ำเสียงดุจเดียวกัน เพราะไม่พอใจที่จู่ๆเขาก็มาทำอารมณ์เสียใส่เธอซะอย่างนั้น “ฉันแค่คิดว่าคุณมีเวลาว่างด้วยเหรอก็เท่านั้นเอง”

            คาร์โลส่ายหน้าด้วยความระอาใจที่ตุลยายังเหน็บแนมเขาเรื่องนี้ไม่เลิกเขารู้ตัวว่าผิดที่ไม่เคยไปดูดำดูดีเธอเลยตลอดระยะเวลาแปดปีที่เป็นคู่หมั้นกันแต่เธอเองก็ไม่ได้ต่างจากเขาสักเท่าไรนักไม่ใช่หรือ ทว่าเขาก็พูดออกไปไม่ได้เพราะไม่อยากจุดชนวนชวนทะเลาะกันไปมากกว่านี้ชายหนุ่มจึงถอนใจเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนติดจะออดอ้อนนิดๆ ว่า

            “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปพี่จะพยายามมีเวลาให้เธอให้มากที่สุดพี่จะทำหน้าที่คู่หมั้นให้ดีที่สุดเพื่อชดเชยเวลาแปดปีแย่ๆ นั่นให้โอกาสพี่ได้แก้ตัวเถอะนะน้องเหมียว”

            เพียงแค่น้ำเสียงของเขาก็ทำให้ใจเธออ่อนยวบลงมากแล้วยิ่งมาได้เห็นสายตาเว้าวอนของเขาเข้าไปอีก หัวใจของตุลยาก็แทบละลายกลายเป็นน้ำเลยทีเดียวซึ่งบัดนี้กำลังถูกคู่หมั้นตัวดีตักตวงเอาไปเก็บไว้ที่เขาทีละน้อยๆ อย่างไม่อาจทัดทานได้เสียแล้วดังนั้นหญิงสาวจึงรีบสร้างกำแพงกั้นเอาไว้ ก่อนที่หัวใจของเธอจะถูกขโมยไปจนหมดเข้าสักวันหนึ่ง

            “ที่ฉันพูดไม่ได้คิดจะทวงหน้าที่ของคุณหรอกนะเพราะฉันก็ไม่ได้อยากให้คุณทำอยู่แล้ว”

            “แต่พี่อยากทำและอยากทำตลอดไปด้วย” คาร์โลบอกด้วยเสียงที่จริงจังและหนักแน่นจากหัวใจ ซึ่งทำให้ตุลยาต้องหลบสายตาเพราะใจเริ่มหวั่นไหวอีกแล้วใบหน้านวลร้อนผ่าวขึ้นจนเกิดจุดสีแดงกระจายเต็มแก้มอิ่มชายหนุ่มเห็นแล้วก็นึกอยากเอื้อมมือไปลูบเล่นนัก ทว่าก็ต้องห้ามใจตัวเองเอาไว้และเตือนว่าต้องใจเย็นๆให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากหญิงสาวไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่เขาเคยผ่านมาคาร์โลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มใจตัวเองเอาไว้ แล้วเอ่ยชวนเสียงหวาน “พี่ว่าเราออกเดินทางกันดีกว่านะออกสายกว่านี้เดี๋ยวแดดจะร้อนเกินไปจนเที่ยวไม่สนุก”

            “ค่ะ”ตุลยารับคำเสียงแผ่วแล้วออกเดินนำไปก่อน เมื่อออกมานอกบ้านเธอก็เห็นเปาโลกับฟาบิโอยืนรออยู่ข้างๆรถแล้ว ดังนั้นโปรแกรมเที่ยวในวันนี้ของเธอจึงมีคนมาเพิ่มอีกสองคนขณะนั่งรถไปที่โคลอสเซียมกันนั้นคาร์โลก็แจกแจงถึงโปรแกรมท่องเที่ยวในวันนี้ตามที่เขาคิดเอาไว้ให้เธอฟัง

            “เดี๋ยวพอเราเที่ยวที่โคลอสเซียมเสร็จพี่จะพาน้องเหมียวไปเที่ยวต่อที่...” แล้วชายหนุ่มก็เอ่ยถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าสนใจหลายๆแห่งให้หญิงสาวฟัง ซึ่งคนฟังนั้นก็นั่งฟังตาเป็นประกายอย่างตั้งใจจนคนเล่าอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้“จากนั้นเราก็จะไปต่อกันที่น้ำพุเทรวี่เป็นแห่งสุดท้ายที่น้ำพุแห่งนี้คนนิยมไปเที่ยวกันเยอะ เพราะนอกจากจะมีประติมากรรมอันงดงามแล้ว ที่แห่งนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าหากใครโยนเหรียญลงในสระน้ำพุก็จะสามารถขอพรอะไรก็ได้หนึ่งประการ”

            “ว้าวแล้วคุณเคยไปโยนขอพรบ้างหรือเปล่าคะ”

            “ไม่เคย เพราะพี่เชื่อมั่นในน้ำมือของมนุษย์มากกว่าหากเราอยากได้สิ่งใดก็ควรลงมือทำเองมากกว่าจะมานั่งขอพรมันดูไร้สาระและไม่มีวันเป็นจริงได้หรอก”คาร์โลบอกถึงความเชื่อของตัวเอง

            “ที่คุณพูดมันก็ถูกแต่คนที่มาโยนเหรียญขอพรกันก็ไม่ได้ไร้สาระเหมือนกันนะคะ เพราะฉันเชื่อว่าไม่มีใครงอมืองอเท้าเพื่อรอรับพรที่ขออย่างเดียวหรอกค่ะทุกคนก็ต่างลงมือทำในสิ่งที่หวังด้วยตัวเองกันทั้งนั้น แต่ที่ทุกคนทำแบบนี้ก็อาจเป็นเพราะอยากมีที่พึ่งทางใจเท่านั้นเองบางทีมันก็เป็นกำลังใจเล็กๆ ให้เรารู้สึกดีได้นะคะ”

            “เหมือนอย่างในศาสนาของฉันเวลาเราไหว้พระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ บางทีเราก็จะขอพรไปด้วยทั้งขอให้ครอบครัวมีความสุข ขอให้พบเจอแต่สิ่งดีๆ ไม่มีอันตรายใดมาแผ้วพานขอให้การงานเจริญรุ่งเรืองประสบความสำเร็จหรือแม้กระทั่งขอ...”หญิงสาวหยุดพูดแล้วหัวเราะคิกคักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ“ขอให้ถูกหวยก็มีเวลาเราขอพรไปแล้วบางทีก็จะรู้สึกดีเพราะเราเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือจะช่วยคุ้มครองให้ตามที่เราขอจึงทำให้เรามั่นใจมากขึ้นเวลาที่เดินทางไปไหนมาไหนหรือว่าจะทำอะไร”

            แม้จะไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกัน แต่คาร์โลก็พอจะเข้าใจในคำพูดของตุลยาเนื่องจากแม่เลี้ยงของเขาเคยเล่าและเคยสอนเกี่ยวกับพุทธศาสนาให้ฟังอยู่บ้างเหมือนกันดังนั้นหนุ่มสาวจึงสนทนากันถึงเรื่องเหล่านี้อย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ

            คาร์โลพาตุลยาเข้าไปชมภายในโคลอสเซียมโดยมีเปาโลกับฟาบิโอเดินตามอารักขาไม่ห่างหญิงสาวเดินชมอย่างตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โตของสนามเก่าแก่แห่งนี้เธอถ่ายรูปไปเดินชมไปพร้อมกับฟังคู่หมั้นหนุ่มเล่าถึงประวัติความเป็นมาให้ฟังอย่างสนใจตุลยาใช้เวลาเดินเที่ยวชมที่แห่งนี้เกือบชั่วโมงคาร์โลก็พาไปเที่ยวยังสถานที่อื่นๆซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันต่อ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้พาเธอนั่งรถยนต์ส่วนตัวไป แต่กลับพาขึ้นรถไฟไปแทนซึ่งเขาให้เหตุว่า

            “เดินเที่ยวเอาสนุกกว่า เพราะสถานที่เที่ยวที่เราจะไปกันมันอยู่ใกล้ๆกันหมด นั่งรถไฟไปไม่นานก็ถึงและบางที่ก็สามารถเดินต่อไปได้เลย”

            ฟังแล้วตุลยาก็ไม่คัดค้านอะไรแถมยังชอบใจอีกด้วยเพราะเธอเองก็อยากเที่ยวแบบนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปเหมือนกัน ขณะเดินเที่ยวกันอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของคาร์โลก็ดังขึ้นชายหนุ่มหยิบออกมาดูก่อนจะกดตัดสายทิ้งไปแต่เพียงครู่เดียวก็ดังขึ้นอีกครั้งซึ่งเขาก็ทำแบบเดิมด้วยสีหน้ารำคาญอย่างเห็นได้ชัดหญิงสาวหยุดถ่ายรูปและหันมามองเขาก่อนเอ่ยปากอย่างเกรงใจ

            “ถ้าคุณมีงานด่วนก็ไปทำเถอะค่ะไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะคะ ฉันเที่ยวคนเดียวได้”

            “ไม่ใช่เรื่องงานหรอก”เขาบอกแล้วส่งยิ้มให้เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของเธอ จึงเอ่ยย้ำอีกครั้ง“ไม่ใช่เรื่องงานจริงๆ คนที่โทรมาเป็นเพื่อนพี่เท่านั้น”

            “แล้วทำไมถึงไม่รับสายล่ะคะ”

            “พี่ยังไม่อยากคุยด้วยน่ะเราเดินไปดูทางโน้นกันเถอะ” คาร์โลตัดบทสนทนาด้วยการชวนไปเที่ยวด้านอื่นแทนตุลยายักไหล่น้อยๆ ไม่เซ้าซี้ถามอะไรอีกเพราะไม่ใช่เรื่องของเธอหญิงสาวเดินไปทางที่ชายหนุ่มชี้บอกซึ่งระหว่างเดินไปกันนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกและคาร์โลก็ไม่รับสายเช่นเดิมมิหนำซ้ำยังกดปิดเครื่องไปเลยอีกด้วย

            ตุลยาเห็นแต่ก็ไม่ถามอะไรเพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาเธอเดินชมสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่อย่างเพลิดเพลิน โดยไม่อนาทรต่อความร้อนของแสงแดดสักนิดเดียวทว่าขณะที่เธอกำลังยืนถ่ายรูปอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเด็กชายตัวอ้วนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาชนร่างเธออย่างแรงโดยที่สองบอดี้การ์ดขัดขวางไว้ไม่ทันเนื่องจากมัวแต่ระแวดระวังบุคคลลักษณะอื่นอยู่แทน

            “ว้าย!” หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความตกใจ แต่ก่อนที่ร่างบางจะล้มคะมำไปข้างหน้า คาร์โลที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดก็พุ่งตัวเข้ามารับเอาไว้ได้ทันเสียก่อนชายหนุ่มกอดรัดร่างนุ่มเข้ามาแนบอกด้วยความตกใจไม่แพ้กัน

            “เป็นยังไงบ้าง” เสียงทุ้มที่ดังอยู่ข้างใบหูเรียกสติของตุลยาให้กลับคืนมาครบถ้วนหญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นมองคนถาม แล้วก็ต้องนิ่งอึ้งไปเมื่อใบหน้าคมสันลอยเด่นอยู่ใกล้ใบหน้าของเธอเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้นจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจของกันและกัน ชั่วขณะหนึ่งที่ดวงตาของทั้งคู่สบกัน เหมือนจะแสดงความรู้สึกจากหัวใจออกมาด้วยแต่ก็เพียงวูบเดียวเท่านั้นก็จางหายไปเหลือเพียงแค่ความขัดเขินเข้ามาแทน

            “ขะ...ขอบคุณค่ะ” ตุลยากล่าวตะกุกตะกักด้วยใบหน้าอันแดงก่ำ พลางขืนตัวออกจากอ้อมแขนแกร่งอันแสนอบอุ่นซึ่งเจ้าของอ้อมกอดก็ยอมปล่อยโดยดีทั้งที่รู้สึกเสียดายใจแทบขาด

            “ไม่เป็นอะไรนะ” เขาถามซ้ำอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

            “ค่ะ”หญิงสาวตอบก่อนจะกลบเกลื่อนความเขินของตนเองด้วยการเอากล้องดิจิตอลมาเช็กดูความเสียหายแทนซึ่งโชคดีเป็นอย่างมากที่เธอคล้องสายกล้องเอาไว้กับข้อมือ กล้องเลยไม่หล่นพื้นแตกเสียหายไม่อย่างนั้นเธอคงเสียดายแทบขาดใจ เพราะเป็นกล้องตัวโปรดของเธอเสียด้วยเด็กที่วิ่งมาชนหายตัวไปแล้วอย่างว่องไว แต่ตุลยาก็ไม่สนใจจะมองหาเพราะไม่ได้เกิดความเสียหายใดๆ

            “พี่ว่าไปนั่งพักตรงนั้นกันก่อนดีกว่านะ” คาร์โลบอกพร้อมกับใช้มือดันหลังคู่หมั้นสาวให้เดินไปยังทิศทางที่เขาต้องการเมื่อมานั่งพักกันแล้วชายหนุ่มก็ส่งขวดน้ำเปล่าให้หญิงสาวดื่มดับกระหาย เม็ดเหงื่อผุดอยู่บนใบหน้านวลใสคาร์โลเห็นเข้าก็หยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเองออกมาเช็ดเหงื่อให้คู่หมั้นสาวอย่างอ่อนโยน

            “อยู่นิ่งๆ สิพี่จะเช็ดเหงื่อให้” เขาดุแต่น้ำเสียงละมุนนักเมื่อหญิงสาวเอนหน้าหนี

            “เอ่อ...ไม่ต้องหรอกค่ะฉันเช็ดเองได้” ตุลยาจะคว้าผ้าเช็ดหน้าจากมือหนามาเช็ดเอง แต่ชายหนุ่มกลับดึงมือหนี

            “อย่าดื้อสิพี่เช็ดให้เองน่ะดีแล้ว”

            “แต่ว่า...”

            คาร์โลไม่สนใจคำทัดทานใดๆของเธออีก นอกจากจะตั้งใจเช็ดหน้าให้ด้วยกิริยาอ่อนโยนยิ่งนัก ซึ่งมันจับใจหญิงสาวเข้าอย่างจังจนหัวใจดวงน้อยสั่นไหวตุลยาไม่เข้าใจตัวเองจริงๆว่าทำไมถึงได้รู้สึกหวั่นไหวกับผู้ชายคนนี้ได้ง่ายดายนักเพียงแค่เขาเข้ามาใกล้ชิดและทำดีด้วยหน่อยเดียวเท่านั้น กำแพงสูงที่เธอเพียรก่อเอาไว้ก็เริ่มร้าวมากขึ้นเรื่อยๆจนเธอกลัวว่าวันหนึ่งมันจะพังทลายลงเข้าจนได้

            “เสร็จแล้วหายเหนื่อยหรือยัง ถ้าหายเหนื่อยแล้วก็ไปเที่ยวน้ำพุเทรวี่กันเถอะ”

            “ไปสิคะ”

            คาร์โลลุกขึ้นยืนแล้วหันมาส่งมือให้จับตุลยาชะงักและมองมือใหญ่นิ่งก่อนจะมองหน้าคนส่งที่กำลังเปิดรอยยิ้มกว้างขวางจริงใจให้แก่เธออยู่ซึ่งมันทำให้เธอตัดสินใจยื่นมือออกไปให้เขาจับในที่สุดมือสองมือจับประสานกันแนบแน่น หญิงสาวลุกขึ้นตามแรงดึงของชายหนุ่ม แล้วเดินตามแรงจับจูงของเขาไปด้วยความรู้สึกหลากหลายประการ

    คล้ายกับเรื่องพนันรักมาเฟียร้าย (ซีรี่ย์ชุดมาเฟียร้าย) ที่คุณอ่าน