ซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์

    ตอนที่ 37 สัตว์อสูรคุ้นเคย

    ตอนที่37 สัตว์อสูรคุ้นเคย


            เทพตัวน้อยปลดปล่อยพลังปราณอันอ่อนแอของตนไปยังฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นทิศทางสัตว์อสูรชั้นต่ำบอกมา พลางอยากรู้ว่าคำบอกเล่าจะเป็นจริงหรือไม่


            ทันใดนั้นนางสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งจริงดังคำบอกเล่าทว่าถูกจำกัดอานุภาพทำลายล้างไว้ด้วยสมบัติสวรรค์ชิ้นสำคัญ นั่นคือ เตาหลอมโอสถซึ่งเป็นสมบัติกำลังตามหาอยู่พอดีจึงตาโตเป็นประกายแล้วบอกพี่ชายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีว่า


            “พี่.....พี่รองคะไปทางทิศตะวันตก ไปร้านเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางระหว่างร้านใหญ่สองร้าน รีบไป.....เร็วเข้า!”


            ซูเทียนเหยี่ยนกลัวว่าหากไปถึงล่าช้าแล้วมีคนซื้อไปก่อนอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากในการซื้อกลับคืนมา แล้วอาจจะวุ่นวายหากคนซื้อไปแล้วไม่ต้องการขายให้พวกตน


            ชายชราและซูหนิงหลงได้ยินเสียงทารกบอกด้วยความเร่งรีบจึงรีบวิ่งฝ่าไปยังทิศทางตามคำบอกของหลานสาวในทันทีเนื่องด้วยใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันสำหรับทุกคนด้วยฉะนั้นแต่ละคนจึงไม่อยากรั้งรออยู่ในตลาดขายของเก่านานเกินไป


            เมื่อครอบครัวซูมาถึงตำแหน่งร้านตามคำบอกของทารกร้านเป็นอาคารไม้ขนาดเล็กชั้นเดียวถูกสร้างมานานจนผุพังไปบางส่วน ตั้งอยู่ระหว่างร้านขายของเก่าตกแต่งหรูหราสองร้านขนาบข้างพนักงานในร้านหรูหราเหลือบเห็นชายชราและเด็กหนุ่มผ่านประตูกระจกจากภายในร้านจึงพากันเปิดประตูกระจกออกมาตะโกนเชื้อเชิญแข่งกันด้วยตัวสั่นเทาเพราะอากาศหนาวเย็นขึ้นมากกว่าเดิมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า


            “ลูกค้าครับเชิญเข้ามาชมสินค้าในร้านก่อนครับ”


            “ท่านผู้เฒ่าครับในร้านเรามีสินค้าเพิ่งมาใหม่พอดี สนใจเข้ามาเลือกชมไหมครับ”


            ชายชราซูเกอและซูหนิงหลงต่างยิ้มแห้งให้กับบรรดาพนักงานของร้านด้วยความรู้สึกเขินอายเนื่องจากพวกตนต้องการมาร้านเล็ก ๆ ตามคำบอกเล่าของทารกไม่ใช่ร้านใหญ่โตหรูหราแต่อย่างใด ทว่าด้วยการเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตรจากพนักงานหนุ่มทั้งสองร้านทำให้สองปู่หลานต่างรู้สึกอักอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก


            “แอะ ๆ ๆ ๆ ๆ”


            ซูเทียนเหยี่ยนลอบกลอกตามองบนต่อท่าทางเกรงใจของปู่และพี่ชายนางจึงส่งเสียงร้องพร้อมชี้นิ้วไปยังร้านเล็กตรงหน้าแทนเป็นการตัดบทให้พนักงานจากทั้งสองร้านเห็นว่าจะต้องเอาใจทารกอย่างตน


            “พอดีหลานอยากได้ของเล่นแปลกๆ น่ะ เดี๋ยวฉันพาไปดูในร้านนี้แล้วกัน”


            ชายชราสบโอกาสจากท่าทางและเสียงร้องของทารกจึงโบกมือปฏิเสธพนักงานจากสองร้านพร้อมอ้างถึงการมาซื้อของเล่นซึ่งอาจเป็นเพียงสินค้าราคาถูกทันที


            พนักงานหนุ่มจากร้านขายของเก่าหรูหราต่างพากันยิ้มแหยเพราะวัตถุประสงค์ของลูกค้าผิดไปจากที่คาดเดาเอาไว้แต่ละคนต่างผลุบหายกลับเข้าไปในร้านเนื่องจากภายนอกมีอากาศหนาวเย็นขึ้นมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว


            “หนาวจังเลยครับปู่”


            ซูหนิงหลงอดพูดแสดงความรู้สึกต่ออากาศหนาวเย็นขึ้นเฉียบพลันไม่ได้เขากอดน้องสาวแนบอกหวังคลายความหนาวเย็นลงบ้างเพราะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวน้องพลางรู้สึกอบอุ่นในทันทีทันใด


            “งั้นพวกเรารีบเข้าไปในร้านกันดีกว่า”


            ชายชราพยักหน้าเห็นด้วยเขารีบชวนหลานทั้งสองคนให้เข้าไปชมสินค้าในร้านขายของเก่าขนาดเล็กทันใด


            อนึ่งร้านขายของเก่าขนาดเล็กปิดคลุมมิดชิดด้วยผ้าใบผืนใหญ่ตรงประตูทางเข้าโดยมีช่องผ้าใบโปร่งแสงมองเห็นบรรยากาศภายในร้านสลัว ๆ สองปู่หลานรีบผลุบหายเข้าไปภายในร้านด้วยการเลิกผ้าใบแผ่นโปร่งแสงออกอย่างรวดเร็วเพราะต่างรู้สึกได้ถึงอากาศหนาวเย็นฉับพลัน


            ภายในร้านมีชายวัยกลางคนยืนก้มหน้าตรวจสอบสินค้าเพิ่งเข้ามาใหม่ในลังไม้อยู่ข้างโต๊ะทำงานเขาเงยหน้าขึ้นมองลูกค้าเข้าร้านด้วยความแปลกใจเพราะไม่คาดคิดว่าจะมีลูกค้าสนใจร้านตนในช่วงเวลาแบบนี้โดยเฉพาะห้วงฤดูหนาวซึ่งจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้อของเก่าน้อยมาก


            ครั้นเห็นว่าลูกค้าเป็นชายชราและเด็กหนุ่มอุ้มทารกในห่อผ้าบางเบาเข้ามาเขาเลิกคิ้วประหลาดใจแล้วถามถึงความต้องการสินค้าด้วยท่าทีเป็นมิตรโดยอดแสดงความรู้สึกห่วงใยต่อทารกในห่อผ้าบางเกินไปไม่ได้ว่า


            “สวัสดีครับไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่าสนใจสินค้าชิ้นไหน แล้วนั่นทารกจะไม่หนาวจนป่วยหนักหรือครับ”


            “ไม่หรอกหลานฉันคนนี้ประหลาดนัก ชอบอากาศเย็นจนฉันเองยังแปลกใจเลย”


            ชายชราโบกมือพร้อมอธิบายให้เจ้าของร้านฟังอย่างผ่อนคลายเขาสัมผัสได้ว่าชายเจ้าของร้านถามด้วยความห่วงใยแท้จริงไม่ใช่สอบถามเพราะต้องการจับผิดหรือฟ้องร้องไปยังหน่วยงานใดจึงยินดีบอกถึงความพิเศษของทารกเพียงผิวเผิน


            ชายเจ้าของร้านเดินเข้ามาใกล้แล้วชะโงกดูใบหน้าทารกด้วยความสงสัยพอเห็นเจ้าก้อนแป้งฉีกยิ้มกว้างโชว์เหงือกแดงให้ดังทารกสุขภาพและอารมณ์ดีจึงยิ้มตอบแล้วผายมือกวาดไปทั่วร้านด้วยท่าทีภาคภูมิใจพร้อมกล่าวแนะนำว่า


            “งั้นเชิญท่านผู้เฒ่าเดินหาสินค้าต้องการได้เลยครับถึงร้านผมจะเล็กไปหน่อย แต่รับรองว่ามีของเก่าหลากหลาย แล้วราคายังถูกอีกด้วยผมจะให้ราคาสำหรับมิตรภาพพวกเราครั้งแรก เดี๋ยวจะหาว่าคุย ของในร้านผมน่ะมีแต่ของแท้เชียวนะ รับรองว่าไม่มีของปลอมปนมาสักชิ้น.....”


            เจ้าของร้านสาธยายสินค้าในร้านไม่หยุดปากเพราะนานทีจะมีลูกค้าหลงเข้ามาเขาต้องการขายสินค้าออกไปให้ได้สักชิ้นหรือหลายชิ้นเพื่อความอยู่รอด จึงยินดีพูดคุยโวถึงคุณลักษณะสินค้าทั้งเป็นจริงและเป็นเท็จปะปนกันไป


            ซูหนิงหลงหลุบเปลือกตาเห็นน้องสาวบุ้ยปากไปยังทิศทางเจ้าของร้านเคยยืนตรวจสอบสินค้าอยู่เขาต้องเดินเลี่ยงอ้อมหลังเจ้าของร้านไปอย่างระมัดระวังเพราะช่องทางเดินภายในร้านคับแคบยิ่งนักด้วยพื้นที่ร้านมีจำกัด แล้วยังวางสินค้าระเกะระกะขาดระเบียบเรียบร้อย ถึงแม้จะมีชั้นวางตั้งอยู่เป็นแนวสองฝั่งซ้ายขวาโดยเว้นพื้นที่ตรงกลางกว้างเพียงห้าสิบเซนติเมตรเป็นทางเดินก็ตาม


            พี่รองต้องอุ้มน้องสาวเดินฝ่าเข้าไปในร้านอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวเดินไปชนสินค้าพวกกระเบื้องลายครามจนหล่นแตกหักเสียหายได้กระนั้นยังมีเสียงท้วงจากชายเจ้าของร้านถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเนื่องจากเหลือบเห็นเด็กหนุ่มไม่ยอมเดินชมสินค้าหน้าร้านก่อนแต่มุ่งหน้าเข้ามาในร้านซึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่มีสินค้ามาใหม่วางระเกะระกะรอตรวจสอบอยู่ว่า


            “เฮ้! หลานชาย อย่าเดินไปทางนั้นสิสินค้าพวกนั้นเพิ่งเข้ามา ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบพวกมันทั้งหมดเลยนะ”


            เจ้าของร้านไม่คิดว่าขณะกำลังสาธยายสินค้าในร้านให้ชายชราผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อฟังอยู่จะเหลือบเห็นเด็กหนุ่มอุ้มทารกเข้าไปภายในร้านแทน ถึงแม้จะสัมผัสไม่ได้ว่าลูกค้ามีเจตนาต้องการลักขโมยสินค้าหรือไม่แต่เขาไม่ต้องการให้เข้าไปแตะสินค้าใหม่บางตัวเพราะกำลังคาดหวังราคาสูงจากมันอยู่พอดีจึงต้องพูดท้วงไว้ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย


            ซูหนิงหลงกำลังจะก้าวไปถึงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุทรงประหลาดคล้ายแจกันขนาดเล็กสามขาสูงเพียงหนึ่งคืบซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานอีกเพียงสามก้าวพลันต้องหยุดยืนนิ่งแล้วหมุนตัวกลับไปบอกเหตุผลแก่เจ้าของร้านด้วยท่าทางปกติว่า


            “พอดีน้องสาวผมอยากได้อันนี้ครับไม่รู้ว่าเถ้าแก่จะขายยังไง”


            พี่รองเต็มใจสนับสนุนความต้องการของน้องสาวอย่างเต็มที่เขาแอบเตรียมเงินยัดใส่กระเป๋าเสื้อกันหนาวมาด้วยจำนวนหนึ่งเพราะกลัวว่าปู่ซูเกอจะมีเงินไม่มากพอ ด้วยต้องการซื้อเตาหลอมให้น้องสาวจงได้


            ครั้นเห็นน้องชี้นิ้วตรงไปยังตำแหน่งแจกันประหลาดด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดีจึงรีบพาน้องสาวมาตรวจสอบด้วยตัวน้องเองเนื่องจากตนไม่สามารถตรวจหรือประเมินได้ว่าโบราณวัตถุดังกล่าวเป็นเตาหลอมควรค่าแก่การปรุงยาเพิ่มพลังปราณหรือไม่ฉะนั้นจึงต้องอาศัยทักษะลับของทารกเป็นตัวช่วยตัดสินใจเลือกซื้อ


            “แอะ ๆ ๆ”


            ซูเทียนเหยี่ยนอยากสัมผัสเตาหลอมชำรุดของเทพโอสถจากเผ่าพฤกษานางพบกลิ่นอายบางอย่างไม่ใช่กลิ่นอายของเทพโอสถผู้เป็นอาจารย์ของตนทว่าเป็นกลิ่นอายประหลาดซึ่งไม่เคยประสบมาก่อนแล้วยังมีจิตวิญญาณของสัตว์อสูรตนหนึ่งถูกกักขังไว้นางอยากสื่อสารกับมันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากตนอ่อนแอกว่ามันทว่านางมีเวทมนตร์สามารถใช้สื่อสารกับมันได้จึงอยากเข้าไปสัมผัสด้วยมือตนเองโดยเร็ว


            “เดี๋ยวสิ!อย่าเพิ่งไปแตะมัน! เดี๋ยว!”


            เจ้าของร้านร้องดังลั่นเมื่อเห็นซูหนิงหลงโน้มตัวนำทารกในอ้อมกอดเข้าไปใกล้สินค้าหลายชิ้นบนโต๊ะทำงานมีทั้งแจกันลายคราม โถกระเบื้องเคลือบโบราณ ป้านน้ำชาดินเผา แจกันสามขาทรงประหลาดและสินค้าโบราณอีกหลายชิ้นเขากลัวว่าทารกกับเด็กหนุ่มจะไปสัมผัสถูกสินค้าแตกหักง่ายจึงต้องร้องเตือนด้วยความตกใจ


            ชายชรารีบเดินตามหลังเจ้าของร้านมายังโต๊ะทำงานที่เกิดเหตุพลางเหลือบเห็นสายตาหลานสาวในห่อผ้าสีชมพูแสดงความต้องการอยากสัมผัสของเก่าบางชิ้นจึงบอกชายเจ้าของร้านด้วยท่าทีผ่อนคลายว่า


            “ก็หยิบเอามาให้หลานฉันดูหน่อยสิเผื่อว่าหลานชอบใจ ฉันอาจซื้อไว้เป็นของเล่นชิ้นใหม่ก็ได้”


            ชายชราซูเกอรู้ดีว่าเจ้าของร้านย่อมต้องการขายสินค้าออกไปมากกว่าจะเก็บไว้รอลูกค้ารายใหม่ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีคนสนใจและซื้อออกไปหรือไม่ขณะคิดว่าตนพร้อมจ่ายเงินหากหลานสาวตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเตาหลอมโอสถจริง


            ชายเจ้าของร้านกวาดตาสำรวจลูกค้าสามกลุ่มอายุตรงหน้าด้วยความสนใจเขาหรี่ตาพิจารณาแว่บหนึ่งก่อนตัดสินใจถามถึงสินค้าหมายตาไว้ด้วยความอยากรู้ก่อนจะบอกราคาซึ่งตนดีดตัวเลขคำนวณไว้ในใจบ้างแล้วว่า


            “ก็ได้ ๆว่าแต่หลานท่านผู้เฒ่าต้องการสินค้าตัวไหนล่ะ”


            เถ้าแก่ยังคิดว่าเจ้าก้อนแป้งมีอายุราวห้าหรือหกเดือนซึ่งเป็นทารกที่ไม่น่าจะมีของเล่นเป็นโบราณวัตถุหรือชื่นชอบสินค้าเหล่านี้กระนั้นเขาพลันเบิกตากว้างตกใจเพราะเหลือบเห็นเด็กหนุ่มหยิบเอาแจกันโลหะสามขาทรงประหลาดมาให้ทารกสัมผัสใกล้ชิดด้วยไม่คิดว่าทารกจะหัวเราะชอบใจพร้อมแตะแจกันสามขาไปมาด้วยท่าทีสนุกสนาน


            อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้สักนิดว่าเทพตัวน้อยกำลังสื่อสารด้วยความขบขันต่อสาเหตุสัตว์อสูรคุ้นเคยถูกเนรเทศมายังภพโลกด้วยสาเหตุอันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ว่า


            “โหวจื่อน้อยทำไมเจ้าถูกท่านพ่อเนรเทศมาอยู่นี่ได้เล่า”


            “ฮือ ๆท่านเทพซุนน้อย ท่านอย่าหัวเราะเยาะข้านักเลย ใครจะไปคิดเล่าว่าองค์ราชาจะหวงบัวเหมันต์ขนาดนั้นข้าก็แค่วิ่งหนีท่านอาจารย์แล้วเผลอไปชนมันแตกเท่านั้น แค่บัวเหมันต์ดอกเดียวเองข้าไปหามาให้องค์ราชาใหม่ก็ได้แล้ว แต่นี่ท่านกลับส่งข้ามาอยู่ภพโลกแล้วยังให้อยู่ในเตาคร่ำครึอีก ท่านเทพซุนน้อยช่วยข้าทีเถิด”


            ลิงน้อยผู้เคยเป็นลูกสมุนร่วมเล่นพิเรนทร์ของเทพซุนเสวี่ยมี่ในแดนหรดีดินแดนในอาณัติปกครองของเผ่าวานร โดยมีเทพซุนหงอคงผู้เป็นบิดาทำหน้าที่เป็นราชาปกครองอยู่นั้นนางจดจำลูกสมุนผู้ชอบทำงานนอกเหนือคำสั่งได้เป็นอย่างดี จึงหัวเราะชอบใจต่อการถูกลงโทษเพราะคิดว่าท่านพ่อลงโทษสถานเบาแล้ว


            “เจ้านี่! นั่นมันบัวเหมันต์ของท่านแม่ข้าไงเล่าท่านพ่อไม่ขังเจ้าไว้ในสระนิรันดร์.....ก็นับว่าเป็นบุญของเจ้าแล้ว”

    “อะไรนะท่านเทพซุนน้อย?! บัวเหมันต์ขององค์ราชินีดอกหรือมิน่าเล่า.....องค์ราชาถึงได้กริ้วข้านัก”


            ลิงน้อยอุทานดังลั่นต่อสาเหตุแท้จริงของการถูกลงทัณฑ์สถานหนักพลางยกแขนปาดเหงื่อเข้าใจถึงความผิดอันร้ายแรงของตนเนื่องด้วยสมบัติขององค์ราชินีทุกชิ้นนั้น ผู้คนในแดนหรดีต่างรับรู้ว่าองค์ราชาหวงแหนยิ่งนักฉะนั้นจึงไม่แปลกหากต้องถูกลงโทษเกินจริงไปจากฐานความผิดอันเล็กน้อย

    คล้ายกับเรื่องซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์ ที่คุณอ่าน