บทที่ 21 ลาภลอย
เมื่อกลับถึงบ้านและทรุดตัวลงนั่ง ลุงเฉิงก็บรรจงวางเหอโส่วอูที่ห่อด้วยใบไม้ลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
“หนานซิง ฉันอยากถามความเห็นเธอหน่อยว่าคิดยังไงกับเหอโส่วอูหัวนี้? อยากจะเก็บไว้เองหรืออยากจะขายมันดี?” ลุงเฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ลุงเฉิง หนูอยากขายค่ะ” เสิ่นหนานซิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เพราะหากไร้ซึ่งเงินก้อนนี้ แผนการสร้างบ้านใหม่ของครอบครัวเธอก็คงเป็ไปได้ยาก “แต่สมุนไพรชิ้นนี้เราสองคนช่วยกันขุดขึ้นมา หนูเลยอยากฟังความเห็นของลุงก่อนค่ะ”
“ของที่เธอเจอ ย่อมเป็สิทธิ์ของเธอโดยชอบธรรม ฉันไม่มีสิทธิ์หรอก เอาอย่างนี้แล้วกัน! ฉันจะช่วยติดต่อคนรับซื้อให้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาดำเนินการสักหน่อย” ลุงเฉิงส่ายหน้ายืนยันเสียงแข็ง เขาไม่มีทางคิดละโมบในของที่เด็กเป็คนค้นพบเด็ดขาด
สำหรับเขานั้น สิ่งสำคัญคือความพิเศษของสมุนไพรชิ้นนี้ เหอโส่วอูทั่วไปอาจหาได้ไม่ยากนัก แต่หัวที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ถึงเพียงนี้กลับหาได้ยากยิ่งในรอบหลายปี ในตลาดสมุนไพรปัจจุบันเขาไม่ได้ติดตามราคามานานจึงไม่แน่ใจนัก แต่คะเนคร่าว ๆ ว่าน่าจะแตะหลักพันหยวนได้ไม่ยาก
“แต่ตอนนี้ฉันพอจะมีเงินติดตัวอยู่แปดร้อยหยวน เธอรับไปใช้แก้ปัญหาเร่งด่วนในครอบครัวก่อนเถอะ เมื่อขายสมุนไพรได้ราคาที่แน่นอนแล้ว ฉันค่อยเอาเงินส่วนที่เหลือมาให้เธออีกที”
“ขอบคุณลุงเฉิงมากค่ะ หนูขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ!” เสิ่นหนานซิงรับเงินมาเก็บเข้ากระเป๋าด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับพองโตด้วยความยินดี ตอนนี้เธอมีทุนสำหรับสร้างบ้านแล้ว ภาพของหมูตุ๋นซอสแดง ไก่ เป็ด และห่านเลิศรสพากันผุดขึ้นมาในหัวจนน้ำลายสอ
“รับไปเถอะ รีบเอาไปจัดการเื่บ้านของเธอให้เรียบร้อย” เฉิงกว่างไป๋โบกมืออย่างไม่ใส่ใจเงินจำนวนนี้ ทว่าเพื่อให้สมุนไพรล้ำค่าไม่เสียของ เขาตัดสินใจว่าต้องติดต่อพ่อค้าสมุนไพรที่รู้จักกันในเมืองตี้ตู เขาถอนหายใจยาว ในที่สุดความลับที่เขาอุตส่าห์ซ่อนไว้ก็คงไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป
“ลุงเฉิง หนูขอบคุณลุงจริง ๆ ค่ะ! พอกลับไปหนูจะบอกให้พ่อมาขอบคุณลุงด้วยตัวเองนะคะ” เสิ่นหนานซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่ารัก
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก แค่ฝีมือทำหมูตุ๋นซอสแดงของพ่อเธอก็ถือว่าสุดยอดแล้ว ไว้เขาหายดีเมื่อไหร่ฉันค่อยไปฝากท้องแล้วกัน! ตอนนี้ก็ได้เวลาเที่ยงแล้ว เธอกลับไปกินข้าวที่บ้านก่อนเถอะ เสร็จแล้วค่อยเข้าเมืองไปช่วยฉันส่งจดหมายหน่อยนะ แล้วรีบกลับมาล่ะ”
เสิ่นหนานซิงแอบกลอกตาเบา ๆ เห็นลุงสั่งงานรัว ๆ แต่กลับไม่มีวี่แววจะพูดถึงเื่สอนวิชาแพทย์ให้เธอเลย “ลุงเฉิง หนูท่องตำราที่ลุงให้จบเล่มแล้วค่ะ ต่อไปหนูควรเริ่มเรียนอะไรดีคะ?”
เฉิงกว่างไป๋ถึงกับตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ เมื่อกี้มัวแต่จดจ่ออยู่กับเหอโส่วอูจนเกือบลืมเื่สำคัญไปเสียสนิท เขาหันไปมองเสิ่นหนานซิงที่ยังซ่อนสีหน้าฉลาดแกมโกงไว้ไม่มิด ทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนมาทำสีหน้าเคร่งขรึมทันที ดูเหมือนเขาจะเกือบประเมินเด็กคนนี้ต่ำไป นิสัยเ้าเล่ห์แบบนี้เห็นทีต้องดัดหลังเสียหน่อย
“เธอยังทำได้ไม่ดีพอ รอดูกันต่อไปก่อนเถอะ”
เขาเดินหายเข้าไปในห้องนอน ค้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเสิ่นหนานซิง
“เล่มนี้... เธอคิดว่าท่องให้จำขึ้นใจภายในสองวันไหวไหม?” ลุงเฉิงมองเธอด้วยสายตาเย้ยหยันเล็กน้อย อยากจะรู้นักว่าเด็กสาวจะยังกล้าอวดเก่งอยู่อีกหรือไม่ เพราะเนื้อหาในเล่มนี้ซับซ้อนกว่าเล่มก่อนหลายเท่าตัว
เสิ่นหนานซิงก้มลงมองตำราปินหูไม่เสวียอันลือชื่อของหลี่ซื่อเจิน ซึ่งเป็ตำราพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการเรียนแพทย์
จากแววตาของลุงเฉิง เธอรู้ทันทีว่าเขากำลังลองดี ครั้งนี้เธอจึงต้องวางตัวให้รอบคอบและไม่แสดงความประมาทออกมา เธอแสร้งทำสีหน้าลำบากใจพลางส่ายหน้าบอกว่าคงไม่สามารถท่องจำได้ภายในสองวันแน่ ๆ
“ลุงเฉิงคะ หนูขอเวลาเพิ่มอีกสักวันได้ไหมคะ? หนูสัญญาว่าภายในสามวันหลังจากนี้จะท่องให้คล่องให้ได้ค่ะ!”
เฉิงกว่างไป๋เห็นท่าทางลำบากใจของเธอก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ทว่าก็ต้องรีบกลั้นไว้ ในใจลอบคิดว่าเด็กคนนี้ช่างมีความทะเยอทะยานที่น่าสนใจจริง ๆ
“ก็ได้... อีกสามวันฉันจะตรวจ” เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันไปจัดการกับหญ้าแม่หม้ายที่เพิ่งเก็บมา
“ลุงเฉิง หนูขอตัวก่อนนะคะ อย่าลืมหาอะไรกินด้วยนะคะ!” เสิ่นหนานซิงะโบอกขณะเดินลิ่วออกจากบ้านไป
เฉิงกว่างไป๋ขานรับเบา ๆ ในลำคอ ทันทีที่คล้อยหลังเด็กสาว ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมก็พลันปรากฏรอยยิ้มเอ็นดูออกมา ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้าจริงจังอีกครั้ง เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วเริ่มบรรจงตวัดปากกาเขียนจดหมายบางอย่าง
เมื่อเสิ่นหนานซิงกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าเสิ่นฟางไห่กำลังนั่งรับลมอาบแดดอยู่หน้าประตูบ้านอย่างสบายอารมณ์ เธอเอ่ยทักทายพ่อสั้น ๆ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในห้องด้านใน
“แม่คะ ส่งมือมาให้หนูหน่อยค่ะ” เมื่อเห็นว่าพ่อยังอยู่ด้านนอก เธอจึงหยิบเงินแปดร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนฝ่ามือของซูอวี้จู๋
“นี่ลูกไปเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้กัน?!” ซูอวี้จู๋ตาโตด้วยความใจนเผลออุทานออกมาเสียงดัง
“แม่คะ เบา ๆ หน่อยค่ะ...” เสิ่นหนานซิงรีบดึงชายเสื้อมารดาเบา ๆ ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เธอขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรจนบังเอิญขุดพบเหอโส่วอูล้ำค่าให้ฟัง
เมื่อได้ยินว่าลุงเฉิงมอบเงินก้อนโตถึงแปดร้อยหยวนให้มาง่าย ๆ ซูอวี้จู๋ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าลุงเฉิงคนนี้แท้จริงแล้วมั่งคั่งขนาดไหนกันแน่
“แม่คะ แม่ฟังหนูอยู่หรือเปล่า?” เสิ่นหนานซิงถามด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ เมื่อเห็นมารดายังคงยืนนิ่งอึ้งไม่ไหวติง
“อ้อ... อ้อ ลูกว่ายังไงนะ?” ซูอวี้จู๋เพิ่งจะได้สติกลับมา
“หนูบอกว่า เราควรเริ่มวางแผนสร้างบ้านใหม่กันได้แล้วนะคะ การต้องมาอยู่รวมกันแบบนี้มันอึดอัดเกินไป!”
“อะไรนะ? จะสร้างบ้านเลยเหรอ?” ซูอวี้จู๋ใซ้ำสอง
“ใช่ค่ะ! แม่ไม่เห็นเหรอว่าคนฝั่งนั้นเริ่มยำเกรงเราแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังวนเวียนมาก่อกวนไม่หยุด น่ารำคาญจริง ๆ ค่ะ” เสิ่นหนานซิงบุ้ยใบ้ไปยังห้องด้านตะวันออกที่เป็ต้นตอของความวุ่นวาย
ซูอวี้จู๋เริ่มครุ่นคิดตาม เมื่อลูกสาวหาเงินก้อนใหญ่มาได้โดยไม่คาดคิด ก็นควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อให้คนในครอบครัวอยู่อย่างสบายใจ เมื่อรวมกับเงินออมที่เสิ่นฟางไห่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ก็นับว่าเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นสร้างบ้านใหม่
“ก็ได้ แม่จะลองคุยกับพ่อดู แต่ตกลงกันก่อนนะว่าเงินแปดร้อยนี้แม่จะขอยืมมาใช้ก่อน เงินนี้ยังเป็สิทธิ์ของลูก เดี๋ยวแม่จะเก็บส่วนที่เหลือไว้ให้เป็สินเดิมตอนที่ลูกแต่งงานนะ!” ซูอวี้จู๋เอ่ยอย่างจริงจัง ในฐานะพ่อแม่ เธอไม่มีวันคิดจะเอาเงินของลูกมาเป็ของตนเอง
“แม่คะ เงินของหนูก็เหมือนเงินของแม่นั่นแหละค่ะ ไม่ต้องกังวลเื่นั้นหรอก ต่อไปหนูจะหาเงินมาให้แม่ได้มากกว่านี้อีกมากมาย แม่รับไว้แล้วใช้ให้สบายใจเถอะค่ะ!”
เสิ่นหนานซิงกุมมือแม่ไว้แน่นด้วยความซาบซึ้งใจ สำหรับเธอแล้ว ตราบใดที่ครอบครัวอยู่ดีมีสุข การที่เธอได้โอกาสกลับชาติมาเกิดใหม่ในครั้งนี้ก็นับว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว
ซูอวี้จู๋ไม่ยอมเถียงต่อ แต่ในใจแอบตั้งมั่นว่าจะต้องจดบันทึกยอดเงินนี้ไว้ในสมุดบัญชีอย่างละเอียดเพื่อคืนให้ลูกสาวในวันข้างหน้า
“แม่คะ หนูไปก่อนนะคะ ลุงเฉิงฝากให้หนูช่วยไปส่งจดหมายที่ในเมืองหน่อยค่ะ” เสิ่นหนานซิงเอ่ยลามารดาหลังจากจัดการมื้อเที่ยงเรียบร้อย
“เดี๋ยวนะ ใส่เสื้อตัวนี้ไปก่อนสิ” ซูอวี้จู๋เอื้อมมือไปหยิบเสื้อแขนสั้นผ้าใยสังเคราะห์สีเหลืองไข่ไก่ออกมาจากตู้ ซึ่งเป็สีที่ขับเน้นผิวพรรณของลูกสาวให้ดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น
“แม่ทำเสื้อตัวนี้ให้หนูั้แ่เมื่อไหร่คะ? สวยมากเลยค่ะ” เสิ่นหนานซิงรับเสื้อมาด้วยความดีใจ
“แม่จะไปมีฝีมือขนาดนั้นได้ยังไงล่ะ? ลูกยังเป็เด็กวัยรุ่นควรใส่สีสันสดใสบ้าง แม่เลยจ้างให้ป้าฮวยฮวาเป็คนเย็บให้ เดิมทีว่าจะเก็บไว้ให้เป็ของขวัญวันเกิดยาย แต่ในเมื่อลูกจะเข้าเมือง ก็เปลี่ยนมาใส่ตัวนี้ไปเถอะ!”
“แม่คะ หนูใส่แล้วสวยไหม?” ขึ้นชื่อว่าผู้หญิง ย่อมไม่มีใครต้านทานความงดงามของเสื้อผ้าใหม่ได้ แม้ในบ้านจะไม่มีกระจกบานใหญ่ แต่เสิ่นหนานซิงก็พยายามสำรวจตัวเองอย่างตื่นเต้น
ซูอวี้จู๋จ้องมองลูกสาวด้วยความภูมิใจ ในวัยสิบหกปี เสิ่นหนานซิงดูงดงามราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน เธอได้โครงร่างที่สละสลวยมาจากมารดา แต่ได้ส่วนสูงที่โดดเด่นมาจากเสิ่นฟางไห่
ปัจจุบันเธอสูงถึงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ รูปร่างโปร่งเพรียว ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดประดุจน้ำนม ริมฝีปากแดงระเรื่อตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอาง ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใสราวกับมีสายน้ำไหลผ่าน ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ดูสะสวยจับตา
“สวยมาก! ใส่แบบนี้แหละ ต่อไปพวกเสื้อผ้าเก่า ๆ เชย ๆ พวกนั้นเราไม่ต้องไปใส่มันอีกแล้ว” ซูอวี้จู๋เอ่ยชมด้วยความมั่นใจ พลางตัดสินใจแน่วแน่ในวินาทีนั้นเอง