เทพีน้ำค้างเหมันต์ พุ่งตรงเข้าหาัน้ำแข็งทันที เสียง ปะทะ! ดังสนั่น พลังสองสายตัดกันกลางอากาศ ระลอกคลื่นิญญาสั่นะเืทั่วโถง
กระบวนท่าที่หนึ่ง… พลังฝ่ามือเหมันต์
แรงปะทะมหาศาลทำให้น้ำแข็งแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ
กระบวนท่าที่สอง… เหมันต์กลืนจันทรา
หิมะสีครามโปรยปรายเต็มฟ้า พลังของทั้งคู่ประสานกดดันจนเทพฟ้าดินต้องแอบหลบเร้นไปทางด้านหลังนาง
ทันใดนั้นเอง ดวงตาสีครามของัน้ำแข็งฉายแววลังเล ก่อนเปล่งแสงอ่อนลงคล้ายจำบางสิ่งได้ ในเวลาเดียวกัน เทพีน้ำค้างเหมันต์ก็หยุดชะงัก นางเพ่งมองเกล็ดัที่ส่องประกายสีเงินฟ้า… ความรู้สึกอบอุ่นบางอย่างพลันแล่นเข้าสู่ใจ
“ท่าน…ท่านเป็ใครกันแน่?” เทพีน้ำค้างเหมันต์เอ่ยเสียงแ่
ร่างัโน้มศีรษะลงต่ำ เหมือนจะเริ่มจำอีกฝ่ายได้ เสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เพียงคำราม แต่เป็ถ้อยคำที่สั่นสะท้านจิติญญา
“กลิ่นไอนี้… ลูกสาวของแม่… ในที่สุดเ้าก็กลับมาแล้ว…”
เทพีน้ำค้างเหมันต์เบิกตากว้าง “แม่!!…? เป็ไปไม่ได้… แม่ของข้าได้จากไปนานแล้ว…”
ราชินีัน้ำแข็งเอ่ยเสียงเศร้าสร้อยแต่เปี่ยมด้วยความรัก
“ใช่แล้ว ร่างจริงของแม่ดับสลายไปนานแล้ว แต่เพราะความห่วงใยต่อเ้า แม่จึงฝาก พลังชีวิตสุดท้าย ไว้ในแก่นิญญา เพื่อรอวันที่เ้าจะหวนคืนสู่ที่แห่งนี้… และวันนี้… แม่จะมอบแก่นิญญานี้แก่เ้า ให้เ้าผนวกไว้ในกาย เพื่อที่เ้าแข็งแกร่งขึ้น และไม่มีใครกล้ารังแกเ้าได้อีกต่อไป”
ประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าคลี่คลายออกจากอกของัน้ำแข็ง ราวกับดวงดาวนับพันถูกหลอมรวมเป็ดวงเดียว แก่นิญญาส่องประกายงดงาม นำพาความอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บ ราวกับแสงจันทร์สาดส่องกลางค่ำคืนเหมันต์
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยกมือขึ้นอย่างสั่นสะท้าน ดวงตาที่เยือกเย็นเสมอมาพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำใส
“ท่าน…ท่านแม่… นี่…คือพลังชีวิตทั้งหมดของท่าน…”
เสียงของราชินีัน้ำแข็งแ่เบา แต่แฝงด้วยพลังล้ำลึก สะท้อนดังก้องทั้งโถง
“ลูกของแม่… ไม่ต้องเสียใจ ที่ผ่านมาแม่เฝ้าดูเ้ามาตลอด เห็นเ้าก้าวผ่านความทุกข์ยาก เห็นเ้ากลายเป็เทพธิดาผู้สูงส่ง… แม่ภูมิใจในตัวเ้ามาก”
ราชินีัโน้มศีรษะลงต่ำ ดวงตาสีครามเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “จงรับแก่นิญญานี้ไว้เถิด… มันจะเป็พลังที่คุ้มครองเ้า เป็ดั่งสายใยที่แม่ฝากไว้ให้ลูกสาวคนเดียวของแม่”
แก่นิญญาส่องสว่างยิ่งขึ้น ก่อนจะค่อยๆ หลุดลอยจากอกั ราวกับดาวหิมะล่องลอยไปสู่สองฝ่ามือของเทพีน้ำค้างเหมันต์
ทันใดนั้นเกล็ดน้ำแข็งนับพันบนร่างัส่องประกายแปรเปลี่ยนเป็กลีบดอกไม้หิมะ แล้วร่วงหล่นโปรยปรายลงบนดวงกลมของแก่นิญญาห่อหุ้มไว้จนพื้นผิวภายนอกกลายเป็ผลึกน้ำแข็ง
ทันทีที่ปลายนิ้วััแก่นิญญา พลังมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของนาง เสียงคลื่นน้ำแข็งกระทบกันดังก้อง ร่างนางถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงหิมะสีคราม ปราณภายในพลันก้าวะโ พลังจิติญญาเชื่อมประสานกับคลื่นพลังของราชินีัราวเป็หนึ่งเดียวกัน
“อ๊าาาา—!” เทพีน้ำค้างเหมันต์ร้องออกมาด้วยความเ็ปผสมความปลดปล่อย แต่ในเวลาเดียวกัน ร่างนางส่องประกายราวกับดวงดาราในยามค่ำคืน
ราชินีัน้ำแข็งกลายร่างเป็มนุษย์ เผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนบนใบหน้า และสายตาของผู้เป็แม่ที่จ้องมองลูกสาวเป็ครั้งสุดท้าย
“เสี้ยวิญญานี้คือสิ่งเดียวที่แม่หลงเหลือไว้… เพื่อเ้า… จากนี้ไป…เ้าจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว… จงก้าวเดินต่อไปในเส้นทางของเ้า… แม่จะอยู่ในความทรงจำของเ้าตลอดไป”
คำพูดสุดท้ายพลันสลายไปพร้อมกับร่างอันสง่างามที่ค่อยๆ แตกกระจายเป็เกล็ดน้ำแข็งนับหมื่น ลอยวนเวียนแล้วหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงพลังที่ผนวกเข้าในกายของเทพีน้ำค้างเหมันต์
ในโถงฝึกวิชาที่บัดนี้ปกคลุมด้วยหิมะโปรยปราย เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง…
ราชินีัน้ำแข็งจากไปแล้ว แต่สายใยแห่งมารดา ได้ถูกฝากไว้ในแก่นิญญาที่ผนวกสู่หัวใจลูกสาวแล้วตลอดกาล…
เทพีน้ำค้างเหมันต์กำมือของนางขึ้นมามองดูประกายสีฟ้าอ่อนของพลังอัสนี และปราณเหมันต์ที่ไหลเวียนรอบกำปั้น พลังนั้นเยือกเย็นและไหลเวียนไปทั่วร่าง ดวงตาสีฟ้าครามฉายแววสงบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยประกายที่ไม่เคยมีมาก่อน นางพึมพำเสียงเบาๆ
“พลังนี้…ช่างมหาศาลนัก หากมิได้ควบคุมอย่างดี เกรงว่าจะทำลายทุกสิ่งรอบกายโดยไม่ตั้งใจ…”
นางค่อยๆ ยกมือขึ้น เพียงฝ่ามือหนึ่ง พลังปราณนั้นก็สามารถยกเสาน้ำแข็งต้นมหึมาที่หักลงจากการต่อสู้ที่ผ่านมาขึ้นจากพื้นสูงตระหง่านจนเกือบแตะเพดาน แล้วย้ายไปวางอีกด้านหนึ่งของโถงได้อย่างง่ายดาย
เทพฟ้าดินเบิกตากว้าง มองดูด้วยอาการตกตะลึง “อาจารย์ทำได้ง่ายดายถึงเพียงนี้…เลยเชียว”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยิ้มบางๆ ก่อนหมุนกาย ใช้ปราณเหมันต์จากฝ่ามือสร้างเสาน้ำแข็งขึ้นมาค้ำเพดานโถงนั้นอย่างง่ายดาย เพียงชั่วอึดใจ เสาที่แตกหักก็ถูกซ่อมแซมให้แข็งแรงดังเดิม
ทั้งหมดนี้มันคือการทดสอบพลังที่ฟื้นคืนมาของนาง แต่… มันยังไม่สิ้นสุด… เทพีน้ำค้างเหมันต์ได้ชักชวนให้เทพฟ้าดินออกจากพระราชวังน้ำแข็งใต้ทะเลมรกต เพื่อทดสอบพลังของนางในหุบเขาอัสนีเทวะ
นางสูดลมหายใจเข้าเบาๆ แล้วก้าวเท้าเพียงหนึ่งก้าว
ผืนป่าทั้งหมดในหุบเขาก็พลันถูกห่มด้วยหิมะขาว เกล็ดน้ำแข็งโปรยปรายดั่งราตรีเหมันต์ ทุกสิ่งรอบกายถูกกลืนหายด้วยหิมะและน้ำแข็ง ดำดิ่งสู่ความหนาวเหน็บอันสุดขั้ว
เมื่อนางค่อยๆคลายพลัง เกล็ดหิมะก็ค่อยๆ สลายหายไป ความสงบก็หวลกลับมาดังเดิม ร่างของนางยังคงยืนนิ่งอยู่กลางลานกว้างอย่างงามสง่าเสมือนเทพธิดาแห่งเหมันต์
เทพฟ้าดินผู้เป็ศิษย์มองอยู่นาน ก่อนจะก้าวออกมาก้มศีรษะลงต่ำ ดวงตาส่องประกายทั้งศรัทธาและปลื้มปีติ
“อาจารย์… ศิษย์คงมิอาจทัดเทียมท่านได้ ข้ากล่าวได้เพียงว่า… ท่านคือตัวแทนของพลังแห่งเหมันต์ที่แท้จริง เป็ดั่งเสาหลักที่ปรมาจารย์ทั้งหลายต้องยอมก้มหัวให้”
“เ้ากล่าวชมข้าเกินไปแล้ว เดี๋ยวข้าก็ลอยติดลมบน… แย่เชียว” คำพูดนั้นสะท้อนถึงความถ่อมตนของเทพีน้ำค้างเหมันต์ที่หาได้ยากในปรมาจารย์ยุคนี้