บทที่ 8
ฝืนใจยอมรับ!
สองสามปีก่อนนางเลี้ยงพวกเขามาพักใหญ่ค่อยนึกถึงเื่สำคัญได้ในตอนที่ขนผักไปขายในตลาด หลงลืมจนสิ้นว่าพวกเขาต้องร่ำเรียนเขียนอ่าน ศึกษาการคำนวณหรือท่องตำรา พวกเขาพูดกันได้อย่างเจื้อยแจ้วแต่เขียนอักษรไม่เป็ นางไม่อยากให้พวกเขาโง่งมไร้ความรู้ ดังนั้นจึงหอบหิ้วเด็กทั้งสี่ไปยังสำนักศึกษาที่ห่างจากหมู่บ้านประมาณสามลี้
สำนักศึกษาแห่งนี้แม้จะเล็กแต่ก็เป็สำนักศึกษาแห่งเดียวในเมือง สำนักศึกษาของทางการที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ที่เมืองฝูโจวห่างออกไปราวยี่สิบลี้ ทั้งสำนักศึกษาแห่งนี้ใช่ว่ามีเงินก็สามารถเข้าเรียนได้ ต้องผ่านการทดสอบเล็กๆ น้อยๆ เสียก่อน
ซึ่งจวี๋ฮุ่ยก็ให้เด็กๆ เข้ารับการทดสอบ คิดเอาไว้ว่าอย่างน้อยที่สุดโจวอี้คงได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเป็แน่
แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิด ผู้ที่สามารถเข้าเรียนได้กลับเป็ต้าเกอ!
ไม่ใช่เพียงต้าเกอ เอ้อร์เกอและซานซานหากรออีกปีสองปีก็สามารถเข้าเรียนได้เช่นกัน แบบทดสอบที่ใช้ประเมินมิใช่ทดสอบความรู้ดั้งเดิมว่ามีมากน้อยเพียงไร แต่ทดสอบว่าพวกเขาสามารถอดทนต่อการเล่าเรียนได้หรือไม่
เวลานั้นจวี๋ฮุ่ยมึนงงยิ่งนัก เซ้าซี้ถามอาจารย์เคราขาวว่าเขามองผิดไปหรือไม่ ไฉนโจวอี้น้อยของนางที่มีโหงวเฮ้งดีเช่นนี้ถึงไม่ผ่าน
สรุปแล้วนางถึงได้รู้ว่าโจวอี้น้อยผู้นี้โง่งมนัก แม้แต่นับนิ้วมือนิ้วเท้ารวมกันก็ยังนับไม่ถูก! นอกจากนี้แล้วเขาก็ไม่มีใจใฝ่เรียนรู้!
...์โปรดเมตตา
เขาเป็ถึงขุนพลอสนีมากพร์เชียวนะ!
“จวี๋ฮุ่ยอย่าเศร้าไปเลย มิใช่ตอนนี้ข้าก็อ่านออกเขียนได้ ทั้งยังนับจำนวนและคำนวณได้ถูกต้องแล้วหรือ”
“ยังนับว่า์เมตตา” จวี๋ฮุ่ยเงยหน้ามองฟ้าตอบรับอย่างอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง แววตายามที่มองโจวอี้มีความช้ำใจอยู่บ้าง
ต้าเกอที่ได้เล่าเรียนก็กลับมาสอนเหล่าพวกพ้อง โจวอี้จึงอ่านออกเขียนได้บ้าง
“ไปเถอะ หากสายกว่านี้แดดก็จะยิ่งแรง”
โจวอี้ยิ้มแย้ม ดึงแขนจวี๋ฮุ่ยให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วส่งเสียงร้องบอกคนในบ้าน
“เอ้อร์เกอ ซานซาน พวกเราจะไปที่ไร่แล้ว”
“อื้ม ตอนเที่ยงข้าจะนำข้าวไปส่ง!” เอ้อร์เกอชะโงกหน้าออกจากประตูครัว ส่งยิ้มจนตาปิด
โจวอี้ถือข้าวของมองจวี๋ฮุ่ยที่ดูเศร้าซึมใบหน้าของเขาพลันทอด้วยรอยยิ้ม ก้มหน้าลงเดินเคียงข้างนางไปเงียบๆ
หากเข้าเรียนในสำนักศึกษาก็จะไม่ได้อยู่ใกล้จวี๋ฮุ่ย หากไม่ได้อยู่ใกล้นางไปเรียนจะมีประโยชน์อันใด...
จวี๋ฮุ่ยอยู่ในภพมนุษย์มาห้าปีเื่เงินทองที่ใช้จับจ่ายออกไปก็พยายามลดการใช้เวทพรางตา ทำตามกฎของภพมนุษย์ หาเงินทองด้วยน้ำพักน้ำแรง นางขายผักบ้าง ขายไข่บ้าง แต่การค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ยากทำเงินก้อนใหญ่
นางเลี้ยงเด็กเจ็ดคนดังนั้นสิ่งที่นางทำบ่อยที่สุดคือการขึ้นเขาหาเห็ดและโสม นางเป็ไก่เื่การคุ้ยเขี่ยหาของตามพื้นเชี่ยวชาญยิ่งกว่าเชี่ยวชาญ ดังนั้นการหาทรัพย์สมบัติจากพื้นดินถือว่าทำเงินให้นางมากที่สุด กอปรกับนางเป็เซียนแม้จะผนึกพลังส่วนใหญ่เอาไว้ แต่นางก็มองเห็นสมุนไพรล้ำค่าที่หลบซ่อนในป่าเขาได้อยู่ดี
พอมีเงินมากขึ้นนางก็ซื้อที่ดินในหมู่บ้าน ทำไร่ปลูกหัวมันปลูกผักไปตามประสา นอกจากแปลงผักข้างบ้านที่ใช้กินในครอบครัว ไข่ไก่ใบใหญ่ที่มีกินทุกวัน ซ้ำยังมีนมแพะดื่มกันจนเบื่อ อาหารการกินไม่นับว่าย่ำแย่อะไร ดังนั้นการเป็อยู่จึงไม่ลำบาก
จวี๋ฮุ่ยมาถึงไร่มัน นางก้มๆ เงยๆ รดน้ำต้นมันในไร่ไปได้ไม่ถึงสิบต้นก็ได้ยินเสียงของโจวอี้ดังขึ้นข้างๆ
“จวี๋ฮุ่ยเหนื่อยแล้วหรือ นั่งพักเถอะ ข้ารดน้ำให้เอง”
นางไม่ทันได้พูดอะไรโจวอี้ก็แย่งกระบวยน้ำและถังไม้ออกจากมือนางแล้วก้มหน้าก้มตารดน้ำในไร่มันต่อไป รู้สึกจนใจกับความขยันขันแข็งอยู่บ้าง
“นางหนูมารดน้ำรึ!”
จวี๋ฮุ่ยหันมองตามเสียงทักทายก็ยิ้มรับ ก้มหัวลงทักทายหญิงวัยกลางคนที่ออกจากบ้านมาทำไร่บนที่ดินแปลงข้างๆ กัน
“จุ๊ๆ เ้านี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย งดงามอย่างไรก็งดงามอย่างนั้น!”
“ท่านป้ากล่าวเกินไปแล้ว”
จวี๋ฮุ่ยหัวเราะเบาๆ เื่อายุขัยนี้ทำให้นางลำบากใจอยู่บ้าง นางเป็เซียนมีกายทิพย์ดังนั้นรูปโฉมจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้แล้ว หากไม่อยากให้เป็ที่ผิดสังเกตก็คงต้องใช้อาคมกลบเกลื่อนเอาแล้ว
“นั่นโจวอี้หรือ จุๆ ดูสิ หล่อเหลาจริงๆ”
หญิงวัยกลางคนมองตามสายตาของจวี๋ฮุ่ยก็ไปตกอยู่ที่โจวอี้ที่กำลังรดน้ำต้นมันในแปลงดินอย่างขยันขันแข็ง
“เขาอายุเท่าเ้าลูกสุนัขบ้านข้า แต่ดูโจวอี้ของเ้าสิ หน้าตาก็ดี ร่างกายก็สูงโปร่ง หากโตขึ้นกว่านี้คงเป็ที่หมายปองของหญิงสาวแล้ว!”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะ มองรูปร่างของโจวอี้อย่างเห็นด้วย หันมองท่านป้าแล้วยิ้มกริ่ม
“ไม่ใช่โจวอี้เท่านั้น บ้านข้ายังมีน้องชายอีกหลายคน ท่านป้าก็มาจับจองพวกเขาเอาไว้ก่อนก็ได้”
“ใช่ๆๆ เ้าหนุ่มน้อยต้าเกอไม่เลวเลย ได้ยินว่าร่ำเรียนด้วยหรือ!”
“เอ๊ะ ได้ยินว่าเอ้อร์เกอบ้านเ้าก็มีแววเป็พ่อครัวใหญ่มิใช่หรือ” ท่านน้าที่อยู่แปลงข้างๆ ได้ยินเื่ราวเหล่านี้ก็พุ่งเข้ามาสนทนาอย่างออกรส
จวี๋ฮุ่ยยิ้มรับ ป่าวประกาศความสามารถของเด็กๆ ในบ้านอย่างเปิดเผย คุยจ้อจนน้ำลายแตกฟอง แต่มีคำถามหนึ่งที่ทะลุขึ้นกลางปล้องทำให้จวี๋ฮุ่ยชะงักไป
“แล้วเ้าเล่า ไม่คิดแต่งงานบ้างรึ หากปล่อยนานกว่านี้จะเป็หญิงเทื้อจริงๆ แล้วนะ!” หญิงนางหนึ่งพูดขึ้นด้วยความห่วงใย ตีแขนจวี๋ฮุ่ยเบาๆ
คำถามนี้ทำให้เหล่าป้าๆ น้าๆ มองจวี๋ฮุ่ยตาเป็ประกาย คล้ายจำวันแรกที่นางพาน้องๆ เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านได้ดี
นางหนูนี่เก่งกาจนัก ตัวคนเดียวแท้ๆ แต่กลับเลี้ยงดูน้องๆ ได้เป็อย่างดี มีทั้งไก่ทั้งแพะ ทั้งยังมีที่ดิน! อยู่ได้อย่างไม่ขัดสน ทั้งนางก็หาเงินได้มาก ขึ้นเขาหาสมุนไพรคราหนึ่งก็ได้เงินมาแล้วหลายสิบตำลึง
นางเองก็เป็หญิงสาวที่มีใบหน้างดงามน่ามอง หากมิใช่ตอนแรกมีน้องๆ ถึงเจ็ดคนที่เป็ดังสัมภาระชิ้นใหญ่บนหลังป่านนี้คงมีแม่สื่อเทียวเข้าเทียวออกหลายต่อหลายครั้งแล้ว
แต่เวลานี้ต่างออกไป นางมีฐานะไม่เลว แม้จะมีภาระก้อนใหญ่เช่นน้องๆ แต่เวลานี้เหล่าเด็กๆ ก็ดูมีอนาคต นางจึงกลายเป็จุดสนใจ แม้อายุจะมากไปสักหน่อยแต่นางก็ยังคงดูอ่อนเยาว์เช่นหญิงสาววัยแรกแย้ม!
“ท่านป้าล้อเล่นแล้ว ข้ามีน้องๆ ตั้งเจ็ดคนไม่คิดเื่แต่งงานหรอก” จวี๋ฮุ่ยยิ้มตอบ เห็นว่าโจวอี้กำลังเดินมาทางนางก็กวักมือเรียกเขาด้วยรอยยิ้ม
โจวอี้เดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ยิ้มให้แก่เหล่าป้าๆ น้าๆ ขณะนั้นจู่ๆ เขาก็เดินสะดุดฝุ่นดินทำให้น้ำในถังสาดเข้าหาเหล่าหญิงวัยกลางคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังจวี๋ฮุ่ยจนกระเจิงไปคนละทาง
“ขออภัยท่านป้า ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
สีหน้ารู้สึกผิดและเศร้าหมองของเขา กอปรกับใบหน้าหล่อเหลาราวกับไม่ใช่มนุษย์นี้ทำให้หญิงวัยกลางคนพากันเอ็นดูไม่ติดใจเอาความอะไร ซ้ำยังพากันพูดปลอบใจโจวอี้คนละคำสองคำก่อนจะพากันแยกย้ายจากไป
“เหนื่อยหรือไม่” จวี๋ฮุ่ยถามด้วยความห่วงใย
“เหนื่อย”
จวี๋ฮุ่ยเห็นเหงื่อไคลของเขาไหลท่วมก็กวักมือเรียกเขาเข้ามาใกล้ ดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากอกเสื้อเช็ดหน้าเช็ดตาให้โจวอี้อย่างนุ่มนวล
“เ้ารีบทำเช่นนี้ย่อมต้องเหนื่อย จะโหมงานหนักทำไมกัน” จวี๋ฮุ่ยบ่นออกมาหลังจากเห็นใบหน้าของเขาแดงก่ำจากแสงตะวันที่แผดเผา
“กลัวจวี๋ฮุ่ยร้อน”
“ออกแดดย่อมต้องร้อนเป็ธรรมดา” จวี๋ฮุ่ยได้ยินคำตอบของเขาแล้วก็แสนจะมันเขี้ยว เช็ดหน้าเขาแรงๆ หนหนึ่ง
“ร้อนมากหรือร้อนน้อยย่อมแตกต่าง หากทำเสร็จเร็วจวี๋ฮุ่ยจะได้กลับบ้านไวๆ”
“เ้าเด็กคนนี้!”
ถ้อยคำประจบประแจงเอาใจนี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยทั้งฉิวทั้งขัน จิ้มหน้าผากเขาด้วยความมันเขี้ยว
“ดูสิวันหน้าหากแต่งงานไป ยังจะคิดถึงพี่สาวคนนี้อยู่หรือไม่” หากวันหนึ่งเขามีหญิงที่พึงใจมีหรือที่จะคิดถึงพี่สาวในวันวาน!
“ข้าไม่อยากแต่งงาน”
“จะได้อย่างไรเล่า” จวี๋ฮุ่ยส่ายหัว รู้สึกอ่อนใจมากเหลือเกิน
“ถ้าข้าแต่งงานไป ผู้ใดจะดูแลจวี๋ฮุ่ยเล่า ข้าจะอยู่เป็เพื่อนจวี๋ฮุ่ยจนแก่เฒ่าเอง”
“เ้าเด็กนี่ไม่มีหัวคิดก้าวหน้าอยากเป็ใหญ่เป็โตเลยหรือ ต้าเกออยากจะเป็จอหงวน เอ้อร์เกออยากเป็พ่อครัวหลวง แม้แต่เสียวเสี่ยวก็ยังอยากเป็คนที่เฉลียวฉลาด แล้วเ้าเล่า!” จวี๋ฮุ่ยมันเขี้ยวจนยั้งมือไม่ไหว บีบแก้มของโจวอี้แรงๆ ด้วยความขัดใจ
“ผู้ยิ่งใหญ่เ่าั้ให้พวกเขาเป็ไปก็แล้วกัน” โจวอี้ตอบเสียงอู้อี้ไร้ซึ่งความโกรธเคือง ยังคงยิ้มรับตาเป็ประกาย
“เฮ้อ...”
จวี๋ฮุ่ยปล่อยแก้มของเขาให้เป็อิสระ ไม่รู้จริงๆ ว่าเขามีปมอะไรในใจเหตุใดถึงได้ติดหนึบราวกับจะสิงร่างนางเช่นนี้!
โจวอี้ยิ้มแย้ม ลอบลูบแก้มที่ถูกจวี๋ฮุ่ยหยิกด้วยความสุขใจ
รู้สึกดีเหลือเกิน...
สภาพของโจวอี้น้อยก็จะเป็ประมาณนี้แหละค่ะ ย้วย 55555
จริงๆ พระเอกของเราได้คาแรคเตอร์มาจากม๋าน้อยนี่แหละค่ะ
ลิขิตฟ้ามิอาจขวาง!
อีบุ๊กออกแล้วจ้าา
ฟีลกู๊ดนุ่มฟู ไม่ดราม่าเน้นอ่านสบายน้า
ตอนนี้มีโปรโมชันอยู่ด้วยน้า ราคา 199 บาท 636 หน้า (≈ 98,446 คำ)
กดซื้อผ่านลิ้งก์นี้จะได้รับส่วนลดจากโปรโมชันด้วยน้า
ร่วมกิจกรรมแจกอีบุ๊กเื่นี้ฟรีได้ที่หน้าเพจ โรงน้ำชาสกุลเฉิน ได้เลยจ้า เงื่อนไขแจ้งไว้ที่โพสเพจแล้วน้าา