ตอนที่ 34
เริ่มต้นการค้าขาย (34)
จูเฟยที่เดินเข้ามาภายในบ้านแล้วตัวของนางนั้นประหลาดใจั้แ่แรกก้าวเข้ามาแล้วว่าเหตุใดบ้านของนางถึงเงียบงันเช่นนี้ แล้วตรงบริเวณใจกลางบ้านมันก็ยังคงมีกองเพลิงถูกจุดเอาไว้แต่เมื่อกวาดสายตามองก็ไม่พบเห็นร่างของมารดาเลยสักนิด
จนกระทั่งตัวของจูเฟยนั้นได้เดินตรงเข้าไปแล้วนางจึงสังเกตเห็นปิ่นปักผมของมารดาที่ตกอยู่ที่พื้น
เด็กน้อยก้มมองต่ำลงไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าปิ่นปักผมนี้เป็ของสำคัญของมารดาที่ท่านแม่ของนางแทบจะไม่ได้ให้ห่างจากตัวเลย
แล้วเหตุใดของสำคัญนั้นถึงตกลงอยู่ที่พื้นเช่นนี้ได้ จูเฟยหวนคิดถึงปัจจัยหลายๆอย่างและนางเองก็คิดถึงตอนก่อนหน้านี้ที่นางก้าวเข้ามารู้สึกว่าประตูที่นางดันเปิดมันจะเปิดแง้มอยู่นิดหน่อย
เมื่อลองคิดและผนวกหลายๆเื่เข้าหากันแล้วใบหน้าของจูเฟยปรากฏด้วยความตื่นตระหนกในทันทีสิ่งที่นางคิดได้อยู่ในตอนนี้ก็คือท่านแม่ของนางนั้นโดนลักพาตัวไป
“ หรือว่า!!! ” จูเฟยทำท่าทางตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีนางรีบคว้าจับปิ่นปักผมสีทองที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมา
ผู้เป็อาจารย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วเขานั้นเห็นท่าทางอันผิดแปลกของจูเฟย เขาก็มุ่งตรงเข้าไปหาศิษย์ตัวน้อยเพื่อไถ่ถามเื่ราวที่เกิดขึ้นในทันที
“ ยัยหนูจูมีอันใดงั้นรึ?? ” หยางซานพี่เข้ามาด้านหลังก้มหน้าของตนเองลงเล็กน้อยเพื่อจ้องมองลูกศิษย์ของตนเองที่ดูมีท่าทางผิดแปลกไปจากยามปกติ
จูเฟยรีบหันหน้ามาหาท่านอาจารย์ของตนเองอย่างรวดเร็วนางยกปิ่นปักผมสีทองที่มีลวดลายงดงามภายในมือของนางขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความร้อนรน
“ ถ้าคิดว่าท่านแม่ของข้าโดนลักพาตัวเ้าค่ะ~ ” จูเฟยพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความร้อนรนทันที
ผู้เป็อาจารย์เริ่มฉายความสงบนิ่งเขาจ้องมองไปที่ท่าทางร้อนรนของศิษย์ตัวน้อยก่อนจะเปล่งเสียงถามออกมา “ ลักพาตัวงั้นรึ~ เ้ามั่นใจได้อย่างไร ”
จูเฟยไม่รีรอยกปิ่นปักผมสีทองภายในมือของตนเองขึ้นสูงอีกระดับให้ผู้เป็อาจารย์นั้นจ้องมองมัน
“ นี่เ้าค่ะ!!! ของสิ่งนี้ท่านแม่ของข้าพกติดตัวไม่เคยให้ห่างจากตัว แต่ว่าอยู่ๆมันก็ตกอยู่ที่กลางบ้าน ตอนเราเข้ามาประตูก็ปิดอย่างไม่มิดชิด แถมกองเพลิงยังถูกจุดเอาไว้อีกทั้งที่ท่านแม่ของข้ามักจะดับกองเพลิงก่อนออกไปด้านนอกทุกครั้ง ” จูเฟยอธิบายเป็เื่เป็ราว
หยางซานที่ได้ยินคำอธิบายของศิษย์ตัวน้อยเขาก็ยกมือขึ้นมาลูบปลายคางของตนเองแล้วกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ มันเองก็รู้ดีที่สุดว่าลูกศิษย์ของมันนั้นไม่ใช่เด็กที่โง่เขลา เหตุผลทุกอย่างที่นางหยิบยกมาล้วนเป็จริงทั้งสิ้น
“ แย่แล้วเ้าค่ะทำอย่างไรดีท่านอาจารย์ ” จูเฟยเดินวนไปมาด้วยความร้อนรนใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยความความสับสนมากมายเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้น
“ หยุดก่อน!! ” เสียงของผู้เป็อาจารย์ดังขึ้นมาทำให้ตัวของจูเฟยนั้นได้หยุดเท้าของตนเองที่กำลังเดินวนอยู่บริเวณนั้นลงทันทีแล้วปรายสายตาไปมองที่ท่านอาจารย์ของตนเอง
“ ส่งมันมาให้ข้า ” หยางซานยื่นมือไปขอบางอย่างจะจูเฟย
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนนั้นยิ่งเอียงคอมองอย่างสงสัย
“ อันใดเ้าคะ??? ”
“ ปิ่นปักผมของท่านแม่ของเ้า ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจูเฟยก็ลังเลอยู่เพียงครู่หนึ่งก่อนที่จะส่งปิ่นปักผมให้ในมือของตนเองไปให้ผู้เป็อาจารย์
ปิ่นปักผมสีทองได้ถูกวางลงบนมือของหยางซาน แม้ว่าจูเฟยไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ของนางคิดจะทำอันใดแต่ว่าเขาคงจะมีความคิดบางอย่างดีๆอย่างแน่นอน
ชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทยืนตัวตรงเช่นเดิมดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงแล้วนำดวงจิตของตนเองเข้าสู่ห้วงแห่งพลังแล้วเริ่มขีดเขียนค่ายกลภายในนั้น จูเฟยยืนอยู่ด้านหน้าตัวของนางนั้นก็มองเห็นร่างของท่านอาจารย์ที่กำลังแผ่ซ่านออร่าพลังิญญาสีทองออกมา
ท่านอาจารย์ของนางหมกมุ่นกับการวาดค่ายกลภายในห้วงแห่งพลังอยู่สักพักก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังพับปิดอยู่นั้นจะค่อยๆเปิดขึ้นมา มือข้างซ้ายที่ไม่ได้ถือจับอันใดไว้ยกขึ้นมาก่อนที่พลังิญญาที่แผ่ซ่านมาจากทั่วทั้งร่างกายนั้นจะเริ่มถักทอกายเป็ค่ายกลชนิดหนึ่งขึ้นมา
ค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นมามันได้ประทับลงบนที่ปิ่นปักผมสีทองที่อยู่บนมือข้างขวาทันทีที่ตัวของมันนั้นถูกสร้างเสร็จ
เมื่อค่ายกลนั้นประทับลงที่ปิ่นปักผมสีทองเรียบร้อยแล้วมันก็มีบางอย่างปรากฏออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของจูเฟยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
เส้นแห่งพลังิญญามันมีเส้นแห่งพลังิญญาสีขาวบางๆล่องลอยออกจากปิ่นปักผมของมารดาของนางแล้วมุ่งตรงไปที่ไหนสักที่หนึ่ง
“ ท่านอาจารย์เ้าคะนั่นมัน!!!! ” จูเฟยถึงกับอุทานด้วยความตื่นตระหนกในทันที ดวงตาของนางนั้นไม่ได้พร่ามัวแต่มองเห็นมันอย่างชัดเจน เส้นพลังิญญาสีขาวที่ล่องลอยอยู่ภายในอากาศมันนำทางออกไปด้านนอก
ด้วยความฉลาดเฉลียวของนางมันทำให้ตัวของจูเฟยรู้ได้ทันทีว่าผู้เป็อาจารย์ของนางคงจะสร้างค่ายกลที่มีความสามารถในการติดตามออกมา
“ ท่านแม่ของเ้ายังไปไม่ไกล ” ดวงตาทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยความเรียบเฉยสงบนิ่งมองตรงไปยังทิศทางที่เส้นแห่งพลังิญญานั้นวิ่งตรงไป
จูเฟยรีบใช้ขาสั้นๆของนางวิ่งตรงออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ท้องนภาด้านนอกนั้นเริ่มมืดมิดลงเรื่อยๆอีกไม่นานมันคงจะเข้าสู่ยามราตรีอย่างแน่นอน
วิ่งออกมาด้านนอกก็ตั้งใจจะวิ่งตรงตามเส้นแห่งพลังิญญาบางๆที่มันกำเนิดขึ้นบนอากาศไปทันที ทว่า..เมื่อตัวของจูเฟยจะออกวิ่งไปเสียงของผู้เป็อาจารย์ที่เดินตามออกมาด้านหลังก็ได้ดังขึ้นมา
“ เดี๋ยวก่อน!!!! ”
เท้าทั้งสองข้างที่กำลังจะออกวิ่งอย่างสุดแรงได้หยุดชะงักลงในทันที จูเฟยได้ปรายสายตาของตนเองมองไปทางด้านหลัง
“ ต้องวิ่งไปแล้วเมื่อใดจะถึง ”
“ แล้วท่านอาจารย์ให้ข้ากระทำเช่นไรล่ะเ้าคะ?? ” ใบหน้าของเด็กน้อยตอนนี้เต็มไปด้วยความร้อนรน
“ ไปกับอาจารย์ ”
ในขณะเดียวกันร่างของิ่อวี้เฟยถูกกลุ่มคนชุดดำประมาณ 5 คนที่เป็ชายฉกรรจ์ร่างกายใหญ่โตแต่สวมใส่ผ้าสีดำปกปิดใบหน้าของตนเองเอาไว้นำพามาที่บริเวณป่าทางทิศเหนือของเมืองอู่หนาน
ร่างของนางที่ถูกชายฉกรรจ์ร่างกายใหญ่โตแบกขึ้นบนบ่าได้ถูกเชือกเส้นใหญ่มัดตรึงเอาไว้ทั้งร่างกายรวมไปถึงนำผ้ามัดปากของนางไว้เพื่อไม่ให้นางนั้นส่งเสียงร้อง ิ่อวี้เฟยนางยังคงมีสติของตนเองดีแล้วพยายามออกแรงดิ้นอย่างสุดกำลัง
“ อึ~ อึ~ อึ~ ” นางพยายามส่งเสียงร้องและออกแรงดิ้น
“ หยุดซะ!!! น่ารำคาญจริงๆถ้านายหญิงไม่ได้สั่งให้ข้าจับเ้ากลับไปตัวเป็ๆข้าฆ่าเ้าไปแล้ว ” ผู้ที่แบกร่างของอวี้เฟยอยู่บนบ่าของมันได้กล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางฉุนเฉียว
ในขณะเดียวกันพวกมันเองก็เดินมุ่งตรงออกไปถึงบริเวณรถม้า 1 คันที่จอดเอาไว้บริเวณใจกลางป่าลึก ใจกลางป่ายามราตรีที่ท้องนภานั้นมืดมิดคืนนี้นั้นเป็คืนเดือนดับที่ไม่มีแม้แต่แสงจันทราหรือแสงดวงดาราส่องรอดม่านเมฆสีดำลงมาเลยสักนิด ภายในป่าเช่นนี้มืดมิดแต่ว่าในบริเวณนั้นกับมีกองเพลิงขนาดใหญ่ถูกจุดขึ้นมาในบริเวณ
และแถบบริเวณนั้นก็มีร่างของกลุ่มคนชุดดำที่เฝ้ารออยู่อีกประมาณ 3-4 คน ท่ามกลางความมืดที่เงียบงันเมื่อพวกมันกลับมารวมตัวกันหมดเรียบร้อยแล้วก็มีจำนวนอยู่ประมาณเกือบจะ 10 คน
“ กว่าจะมาได้นะ ”
“ เ้าคิดว่าเส้นทางมันใกล้ๆหรืออย่างไร ”
กลุ่มคนชุดดำลุกขึ้นพร้อมกับเตรียมตัวจะออกเดินทางไปจากจุดนี้ทันที
ตึก!!! ตึก!!! ตึก!!! เสียงย่ำฝีเท้าดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันภายในป่าที่เต็มไปด้วยความมืดแห่งนี้ กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ปกปิดตัวตนด้วยอาภรณ์สีดำและผ้าสีดำที่ปิดอยู่ถึงครึ่งใบหน้าได้ปรายสายตาของตนเองกลับไปมองทางด้านหลัง พวกมันได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ใดสักคนดังแว่วลอยมาท่ามกลางความมืด
ร่างของชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจดย่างกายออกมาจากความมืดมิด ข้างกายของชายชราผู้นั้นมีเด็กน้อยที่มีวัยเพียงแค่ไม่ถึง 10 ปีเดินเคียงคู่ออกมาจากความมืด
...
อวี้เฟยมองเห็นบุตรสาวของตนเองนาง ที่อยู่บนบ่าของชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็มีท่าทางผิดแปลกไปทันทีนางเริ่มออกแรงดิ้นอย่างสุดแรง
,..
“ หยุด!!! ” ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเริ่มมีท่าทางฉุนเฉียวมันได้ย้อนร่างของิ่อวี้เฟยลงไปกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง
ตู้บ!!! ร่างของสตรีวัยเลข 3 ที่ถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกเส้นหนาทั่วทั้งร่างกายกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง
“ ท่านแม่เ้าคะ!!!! ” จูเฟยที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็อาจารย์เมื่อนางมองเห็นท่านแม่ของนางถูกชายผู้นั้นทุ่มลงที่พื้นนางก็ร้องเรียกออกมาอย่างสุดเสียง
“ ท่านแม่งั้นรึ งั้นก็แสดงว่าเด็กผู้นี้.. ”
“ จับเด็กมา!! ” ชายพูดที่น่าจะเป็หัวหน้าของกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านี้มันได้เปล่งเสียงสั่งการทำให้พวกมันต่างจับจ้องมาที่จูเฟยทันทีแล้วทำท่าทางจะพุ่งเข้ามาจับตัวเด็กน้อย
กระนั้นหยางซานที่ยืนอยู่ข้างกายของจูเฟยเขาก็ได้ก้าวเท้าขึ้นมาเพื่อให้อยู่ด้านหน้าของจูเฟย
“ ถอยไปยัยหนูจู ” น้ำเสียงที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นดวงตาและใบหน้าเองก็สงบนิ่ง
พวกมันมองเห็นชายชราผู้นี้ก็ไม่ได้คิดอันใดคิดว่าเป็เพียงแค่ตาแก่ธรรมดาจนกระทั่งพวกมันนั้นมองเห็นพลังิญญาสีทองที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของหยางซาน
“ นี่มัน!!! ผู้ใช้พลังิญญาระดับสีทอง!!! ” พวกมันพากันตื่นตระหนกมากขึ้นเมื่อเห็นพลังิญญาระดับสีทองที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของชายชราด้านหน้าของพวกมัน
“ พวกเ้าพร้อมจะตายหรือยัง ” หยางซานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแฝงความเยือกเย็น ร่างอันองอาจสง่างามและแผ่ซ่านอร่าของผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าทำให้เหล่าชายชุดดำพวกนั้นถึงกับผงะถอยหลังไปตามๆกัน
จบตอน