วันเวลาภายในมิติผ่านไปถึงแปดวันเทียบเท่าวันเวลาสองวันของโลกภายนอก ในเช้าวันนี้นั้นเป็การประลองในรอบที่สาม นางได้รับรายงานจากองครักษ์ว่า ศิษย์สำนักเพลิงบุปผาสามารถผ่านเข้ารอบสามได้ทุกคน และสำหรับผู้ปรุงโอสถก็ได้คัดเลือกเป็ตัวแทนของแคว้นทุกคนเช่นกัน
.
.
เช้าวันที่หกของการประลองเริ่มขึ้น ผู้คนทั่วแคว้นต่างพากันเข้ามาชมการประลองอย่างคับคั่ง แม้จะเป็วันที่หกแล้ว แต่ไม่มีทีท่าว่าผู้คนจะลดน้อยลงเลยแม้แต่นิด กลับกันต่างมีผู้คนมากมายเดินทางเข้ามาเมืองหลวงเพื่อชมการประลองอย่างเนืองแน่น
เฟิ่งเซียนที่มาถึงสนามประลองแล้วนั้นยังไม่ได้เดินเข้าไปในสนามประลองในทันที แต่กลับยังเดินเล่นซื้อของกินอยู่ภายนอก นางไม่รู้ว่าเหตุใดถึงต้องรีบเพียงนั้น เหลือเวลาอีกเกือบชั่วยาม นางจึงเลือกที่จะเดินเล่นรอเวลาอยู่ภายนอกยังจะดีกว่า
ตลอดเวลาที่เฟิ่งเซียนเดินเลือกซื้อของอยู่ภายนอกนั้น นางรับรู้ถึงสายตาคนผู้หนึ่งที่มองมาที่นางอยู่ตลอดเวลา
'ช่างดื้อด้านเสียจริง'
เฟิ่งเซียนได้แต่คิดอย่างอดไม่ได้ คนผู้ติดตามดูนางมาตลอดั้แ่ที่นางผ่านเข้ารอบที่สองได้แล้ว
แม้แต่ยามที่นางไม่ได้ออกนอกบ้านเอง คนผู้นี้ก็พยายามเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของนางตลอดเวลาเมื่อสามารถทำได้
แต่ข้อจำกัดด้านพลังของคนผู้นี้ยังมีอยู่มาก ในตอนที่องครักษ์ได้มารายงานนางเื่งานประลอง คนผู้นี้ยังไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ขององครักษ์ของนางเลยด้วยซ้ำ
เฟิ่งเซียนทำเมินเฉยคล้ากลับไม่รับรู้ถึงตัวตนการมีอยู่ของผู้ที่มองตน เฉกเช่นเดียวกับทุกๆ วันที่ผ่านมา ครู่หนึ่งเมื่อนางเดินเข้าไปในสนามประลอง คนผู้นั้นก็หายไปเช่นทุกครั้ง คงไปรายงานบุรุษผู้นั้นเป็แน่
เมื่อเดินเข้ามาภายในสนามประลอง เฟิ่งเซียนก็ไปยังจุดที่เตรียมไว้ให้ผู้ประลองเฉกเช่นทุกครั้ง ในครั้งนี้ผู้เข้าประลองเหลือเพียงแค่ยี่สิบห้าคนจากเกือบหนึ่งพันคนในรอบแรก
เฟิ่งเซียนเดินไปหาฉีิเซียนสหายของตนที่นั่งรออยู่แล้ว
"เป็อย่างไรบ้าง"
ฉีิเซียนนั้นลอบมองคนข้างตนก่อนจะเอ่ยถามเล็กน้อย เขาไม่เจอเฟิ่งเซียนมาถึงสองวัน ทั้งที่คาดว่านางต้องมาชมการประลองเป็แน่ แต่ปรากฏว่าไม่พบคนผู้นี้เลยตลอดสองวัน บางทีอาจมีเื่ให้นางคิดจนไม่สามารถมาชมการประลองก็เป็ได้
"ไม่ได้เป็อันใด เ้าไม่ต้องเป็ห่วง"
เฟิ่งเซียนกล่าวออกไปพร้อมยิ้มออกไปเล็กน้อย ในชีวิตก่อนของนาง นางเป็เพียงเด็กกำพร้าผู้หนึ่งที่หัวหน้าเก็บมาเลี้ยง และฝึกให้เป็นักฆ่าั้แ่เด็ก แต่บางครั้งตัวนางเองก็ต้านความคิดขององค์กรอยู่บ้าง จนเมื่อพบกับคนผู้นั้นนางเชื่อใจเขามาก ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใด ทั้งๆ ที่นักฆ่าเช่นนางไม่ควรจะมีความรู้สึกเช่นนี้ด้วยซ้ำ จนในวันนั้น...วันที่นางเพิ่งกลับมาจากการทำภารกิจ
และได้ไปยังห้องของหัวหน้าองค์กร และได้รับรู้ว่าพวกเขาหักหลังนาง ก่อนที่นางจะตายที่โลกนั้น
และเมื่อหลังจากที่นางเกิดใหม่ นางได้พบกับสัตว์เทพทั้งสี่ นางรู้ว่าพวกเขาสามารถเชื่อใจได้ นางมีศิษย์ในสำนักที่เคารพนับถือในตัวนาง แต่สำหรับสหายที่คอยเป็ห่วงนางเช่นนี้ คงมีเขาคนแรก นี่อาจจะเป็สิ่งที่นาง้ามาเสมอกระมัง เส้นทางชีวิตที่นางสามารถเลือกเองได้ คนที่นางไว้ใจได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหักหลัง
"ไม่เป็อันใดก็ดีแล้ว"
ิเซียนส่งยิ้มอบอุ่นให้สตรีตรงหน้า ตัวเขานั้นพร้อมรับฟังและช่วยเหลือนางทุกเื่ ขอเพียงแค่นางเอ่ยปาก เขาจะช่วยเหลือนางให้สุดความสามารถ เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนถึงห่วงสตรีผู้นี้นัก
จะบอกว่าชมชอบในเชิงชู้สาวก็ไม่ใช่ แต่กลับเป็ความรู้สึกที่คล้ายอยากจะปกป้องนางซะมากกว่า เป็ความรู้สึกลึกๆ ในจิตใจที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่
"ขอบใจเ้ามากนะ"
เฟิ่งเซียนกล่าวออกมาจากใจจริง นางขอบคุณสำหรับทุกสิ่งอย่าง ขอบคุณชีวิตใหม่ที่ทำให้นางหลุดพ้นวงจรอุบาทว์นั่น ขอบคุณที่ทำให้นางได้พบกับสัตว์เทพทั้งสี่ ขอบคุณที่ทำให้นางพบคนดีๆ และรวมถึงสหายผู้นี้ด้วย
.
.
.
เวลาผ่านไปราวสองเค่อ ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาการประลองเข้ามาทุกที ก่อนจะเริ่มจับคู่ประลองนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
"เนื่องด้วยในรอบนี้มีผู้ผ่านเข้ารอบมาทั้งหมดยี่สิบห้าคน จึงได้มีการจับฉลากเกิดขึ้น โดยผู้ที่ได้กระดาษที่มีตัวอักษรด้านในสีทองเขียนว่าผ่านนั้น จะสามารถเข้าไปรอในรอบสี่ได้ทันที เชิญผู้ประลองทุกท่านขึ้นมาที่เวทีประลองขอรับ"
สิ้นเสียงประกาศเหล่าผู้ประลองก็ทยอยกันเดินไปที่เวทีประลอง ก่อนจะฟังคำเรียกชื่อเพื่อเดินไปจับฉลากนั้น แต่ผู้ที่จับจะยังไม่สามารถเปิดได้ทันที จะต้องรอคนที่เหลือจับก่อน เพื่อที่จะได้รอเปิดพร้อมกัน
เมื่อผู้ประลองจับฉลากครับทุกคนแล้ว กรรมการจึงให้ทุกคนเปิดฉลากขึ้นพร้อมกัน โดยผู้ที่ได้ผ่านไปในรอบสี่นั้นนั่นก็คือ จอมยุทธ์ผู้หนึ่งที่มีพลังอยู่ในระดับนักรบขั้นปลาย อีกเพียงไม่นานคงยกระดับได้เป็แน่
เมื่อได้ผู้ผ่านเข้ารอบไปแล้วนั้น ก็เป็การจับชื่อผู้เข้าประลองคู่แรกขึ้น
"ผู้ที่เข้าประลองคู่แรกนั่นก็คืออออ หลินเจี้ยนและหนิงเหอออ "
สิ้นเสียงประกาศผู้ชมทั่วทั้งสนามก็ต่างร้องเฮ อย่างตื่นเต้น ผู้เข้าประลองทั้งสองคนเดินขึ้นไปที่เวทีประลอง ตัวหลิงเจี้ยนนั้นมีระดับพลังปราณอยู่ที่ ระดับนักรบขั้นกลาง
และสัตว์อสูรที่เรียกออกมานั้นคือ พยัคฆ์เพลิง ชั้นกลาง ส่วนตัวหนิงเหอหรือศิษย์หน่วยผู้ใช้พิษของสำนักนางนั้น มีพลังอยู่ที่ระดับ แม่ทัพขั้นต้น มีสัตว์ในพันธะคืออสรพิษจันทรา เป็สัตว์อสูรชั้นสูง
สมแล้วที่เป็ผู้ใช้พิษ แม้แต่สัตว์อสูรเองก็ยังเป็สัตว์พิษที่แข็งแกร่งตนหนึ่งเลยก็ว่าได้
เวลาผ่านไปไม่นานมากนักราวๆ สองเค่อการประลองรอบแรกก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว จะบอกว่านานไปก็คงได้ เนื่องจากระดับพลังที่ต่างกันมาก หากหนิงเหอจะให้มันจบภายในครึ่งเค่อก็ทำได้ แต่นางคงลืมอันใดไป ผู้ใช้พิษของสำนักเพลิงบุปผาของนางนั้นชื่นชอบการทรมานผู้อื่นเป็ที่สุด
.
.
เมื่อผ่านคู่แรกไปก็เป็คู่ที่สองและสามตามลำดับจนในตอนนี้เป็คู่ที่เจ็ดแล้ว ถือว่ารวดเร็วมากหากเทียบกับเวลาสามชั่วยาม โดยส่วนมากคู่ประลองที่ตัดสินด้วยเวลาที่รวดเร็วนั้นจะเป็ศิษย์ของสำนักนาง จะมีบ้างบางคู่ที่เจอผู้ที่มีพลังธาตุเดียวกันและระดับกัน หนำซ้ำระดับชั้นของสัตว์อสูรยังเทียบเท่ากัน จึงทำให้เวลาที่ใช้ในการประลองรอบนั้นยาวนานเกินครึ่งชั่วยามกันเลยทีเดียว
"และคู่ประลองคู่ที่แปดของวันนี้ได้แก่ เฟิ่งซียนและะ ฉางฉางหลิน"
เมื่อเฟิ่งเซียนมีได้ยินเสียงประกาศก็เตรียมจะลุกขึ้นไปประลองในทันที
"ระวังตัวด้วย"
เสียงของฉีิเซียนดังขึ้น ก่อนที่เฟิ่งเซียนจะพยักหน้าและยิ้มให้คนตรงหน้าเล็กน้อยและเดินขึ้นเวทีไป
"นางเเพศยาวันนี้ข้าจะจัดการเ้า ให้สมกับที่เ้าทำให้คนรักของข้าเจ็บเจียนตาย ซ้ำยังทำให้จุดตันเถียนของเขาแหลกสลายจนไม่สามารถฝึกปราณได้อีก!!"
เสียงของสตรีตรงหน้านางดังขึ้น สตรีผู้นี้ถือว่างดงามผู้หนึ่ง ใบหน้างดงามกอปรกับรูปร่างที่แสนจะเย้ายวนชวนให้บุรุษทั้งหลายต่างฝันถึง คาดว่าคนผู้นี้คงเป็คนรักของศิษย์พรรคมารผู้นั้นกระมัง ถึงได้เครียดแค้นนางเพียงนี้
"ต่อให้ข้าฆ่าคนผู้นั้น แล้วเ้าจะทำอันใดข้าได้เล่า"
เฟิ่งเซียนกล่าวออกไปก่อนจะหัวเราะเล็กน้อย นางไม่ได้เป็คนดีหมายถึงไม่ได้เป็คนใจดีถึงขนาดที่จะยอมให้คนที่คิดจะสังหารนางรอดไปโดยง่าย เพียงแค่ทำลายจุดตันเถียนก็ถือว่านางใจดีมากแล้ว
"จ...เ้า! วันนี้ข้าจะฆ่าเ้าอย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากตรงนี้อย่างมีลมหายใจเลย ข้าจะฆ่าเ้าและเอาเืชั่วของเ้าไปล้างเท้าขอขมาคนรักของข้า!"
เสียงของฉางฉางหลินดังขึ้นอย่างเก็บความกรุ่นโกรธไม่อยู่ นางแพศยานี่ทำร้ายชีวิตนาง นางกับเขาผู้นั้นรักกันมานานหลายปี ตระกูลของนางยอมให้ทั้งคู่หมั่นกันก็เพราะว่าชายผู้นั้นถือว่าเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหลายสิบปี
ซ้ำยังเป็ศิษย์เอกของผู้าุโในพรรค แต่ในครานี้สตรีผู้นี้กับทำร้ายเขา จนเป็ได้เพียงขยะผู้หนึ่งที่ไม่สามารถฝึกปราณได้ แล้วเื่ของพวกนางเล่า นางจะทำเช่นไร
"คนรักของเ้ายังทำอันใดข้าไม่ได้ เ้าคิดว่าตนจะทำได้หรือ?"
เฟิ่งเซียนที่ลอบมองสีหน้าของสตรีนางนี้อยู่ก็ได้แต่นึกขำ ไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดว่าพลังระดับนี้จะสู้นางได้ สงสัยแค้นจนสมองไม่สามารถใช้การได้กระมัง
เฟิ่งเซียนมองคนที่มีระดับพลังปราณเพียงแค่ระดับนักรบขั้นต่ำ แต่กับกล้ามาพูดว่าจะมาสังหารนาง
ฉางฉางหลินเมื่อเห็นสตรีตรงหน้าพูดเช่นนั้นจึงเื่สัตว์อสูรของตนมา สัตว์อสูรของนางนั้นเป็ถึงวิหคพฤกษา สัตว์อสูรธาตุไม้ขั้นกลาง นางมั่นในตัวมันมาก เพราะมันทำให้นางสามารถผ่านมาถึงรอบนี้ได้ โดยที่นางนั้นแทบไม่ต้องทำสิ่งใดเลย
ตัวของเฟิ่งเซียนนั้นก็เรียกเสวียนอู่ออกมาเช่นเดิม แต่ครั้งนี้นางส่งกระแสจิตไปบอกเขาว่า ให้ป้องกันเพียงเล็กน้อยก็พอ หากวิหคตัวนี้คิดจะเข้ามาช่วยผู้เป็นายก็ให้ปล่อยเข้ามา นางจะจัดการเอง
"เริ่มประลองได้"
เมื่อเริ่มสัญญาณการประลองแล้ว ฉางฉางหลินก็เตรียมเปิดฉากการแก้แค้นของนางในทันที นางใช้พลังธาตุไฟของตน สร้างเป็ดาบขึ้นมานับสิบเล่ม ก่อนจะซัดพลังเ้าใส่เฟิ่งเซียน
ตัวของเฟิ่งเซียนเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้นึกใอันใด นางเพียงแค่ซัดพลังธาตุน้ำแข็งกลับไปเพียงเล็กน้อย พลังนั่นก็หายไปแล้ว
"จ...เ้า!"
ฉางฉางหลินโมโหยิ่งกว่าเดิมอีกเป็เท่าตัว นางสร้างดาบไปขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน แต่ทุกครั้งก็ถูกพลังธาตุน้ำแข็งของสตรีตรงหน้าทำให้มลายหายไปจนหมด
ตัวของวิหคพฤกษานั้นรับรู้ความ้าของผู้เป็นายจึงผละออกมาจากตัวของสัตว์อสูรตรงหน้า เพื่อมุ่งหวังจะทำร้ายศัตรูให้ผู้เป็นานตน
วิหคพฤกษาใช้พลังธาตุของตนสร้างเถาวัลย์เส้นใหญ่และใช้มันเลื้อยรัดกุมสตรีตรงหน้า เมื่อฉางฉางหลินเห็นเช่นนั้นก็นึกว่าเป็โอกาส จึงสร้างดาบไฟเล่มใหญ่ขึ้นมา ก่องที่ตนจะคว้าดาบเล่มนี้มาและมุ่งเข้าไปสังหารสตรีตรงหน้า
แต่คล้ายทุกอย่างจะไม่เป็ใจ เมื่อพุ่งตัวเข้ามาใกล้นั้น เถาวัลย์ที่สัตว์ในพันธะของตนสร้างขึ้นก็โดนพลังปราณน้ำแข็งทำลายลง เมื่อไม่มีทางเลือกนางจึงมุ่งดาบใส่สตรีตรงหน้า ก่อนที่รอบบริเวณของนางนั้นจะเกิดการะเิขึ้น
ผลจากการะเิทำให้รอบบริเวณเวทีปกคลุมด้วยฝุ่นคละคลุ้งไปหมด คนรอบนอกไม่สามารถมองเห็นได้
ผู้ชมต่างพากันเริ่มวิจารณ์ ผู้ใดกันที่จะเป็ผู้ชนะ หรือว่าแม่นางเฟิ่งเซียนผู้นั้นจะพลาดท่ากัน ขณะที่ผู้คนกำลังเดาสุ่มกันไปต่างๆ นาๆ บนเวทีประลองนั้นก็มีร่างของสตรีนางหนึ่งล้มลงนอนกับพื้นอยู่
"จ...เ้าาา!..อึก!...ข้าจะฆ่าเ้า"
เสียงของฉางหลินกล่าวออกมาแ่เบาอย่าวเครียดแค้น
"เ้ารู้หรือไม่เหตุใดข้าถึงทำกับเ้าและคนรักเช่นนี้ หากไม่ใช่ว่าเขาคิดจะร่วมมือกับคนผู้นั้นสังหารข้าแล้วล่ะก็ ข้าคงไม่จำเป็ต้องเปลืองแรงเช่นนี้...."
เฟิ่งเซียนกล่าวออกไปพลางใช้มืองามบีบคางคนตรงหน้า
"หากวันนี้ตัวเ้าต้องตายก็จงโทษความโง่เง่าของตนเถิด!!"
เฟิ่งเซียนรวบรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่ามือก่อนจะซัดพลังใส่สตรีตรงหน้า
ในตอนนี้เสียงได้เริ่มดังขึ้นอีกครั้งผู้ชมต่างก็ได้แต่ลุ้นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเสียงดังผ่านไปไม่นานฝุ่นที่ปกปิดการมองเห็นก็เลือนลางหายไป ผู้ชมทั้งสนามต่างพากันปิดปากเงียบ
ร่างของสตรีผู้หนึ่งที่มีสภาพราวกลับซากศพร่างกายที่มีแต่รอยาแเหวอะหวะน่ากลับกอปรกับที่มีแต่เืไหลนองอยู่บนพื้น ราวกับว่าคนผู้นี้จะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว หากไม่ใช่ลมหายใจโรยรินที่เป็สิ่งยืนยันการมีชีวิตอยู่
"ผ...ผู้ชนะได้แก่เฟิ่งเซียน"
เมื่อสิ้นเสียงประกาศผู้ชนะ ก็มีหน่วยแพทย์เข้ามาดูอาการของฉางฉางหลินในทันที เฟิ่งเซียนหันไปมองเล็กน้อยก่อนที่จะเดินลงสนามไปอย่างไร้ความรู้สึก การเห็นใจศัตรูก็เหมือนการฆ่าตัวตาย ดังนั้นสิ่งที่นางทำลงไปจึงเป็สิ่งที่สมควรแล้ว
****