ตอน 3 หลั่งแค้นใต้คมดาบ
โม่เติ้งถูวัยแปดขวบ วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเอาตัวรอดเพียงชั่วพริบตาเดียว จวนสกุลโม่ควันขโมงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
เปลวเพลิงลุกโชต่ สว่างสไวทั่วฟ้าเติ้งถูยืนมองจวนไหม้เกรียมไปต่อหน้าต่อตา เขาแหงนมองบนฟ้า
ควันสีเทาลอยคลุ้งขึ้น ใบหน้าของผู้เป็บิดารวมกันเป็เมฆหมอกสิ่งยิ้มให้ก่อนมลายหายไป
"ท่านพ่อ เติ้งถูผิดต่อท่านที่ไม่อาจรักษาสัญญาได้ ยังไงซะ ความแค้นก็ต้องชำระ"
"วันใดที่ข้าเก่งกาจวันนั้นจะเป็วันที่ข้าไล่ถลกหนังพวกชั่วที่ทำกับสกุลของเราให้ตายเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานที่ละตัว ที่ละตัว" โม่เติ้งถูได้รับบทเรียนครั้งใหญ่พร้อมแผลเป็ที่ประทับไว้ในก้นบึ้งหัวใจ
ความเ็ปที่ไม่อาจลืม...มันฝังในใจเด็กวัยแปดขวบ เขาเฝ้าฝึกฝนดิ้นรนเพื่อทนอยู่รอวันทวงแค้น ไขข้อสงสัยล้างมลทินให้ตระกูล
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา... ความสัมพันธ์ของเขากับองค์รัชทายาทขาดสะบั้นไร้การติดต่อสื่อสาร
ยามรุ่งเช้า ทันทีที่ได้ทราบข่าว ว่าสกุลโม่เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ไท่จื่อน้อยอย่างก๋านลู่เปียน อยู่ไม่เป็สุข ไม่เป็อันเรียนคนในสำนักศึกษาง้องไซ่ต่างพูดถึงเื่นี้
เป็วันแรกที่สหายรักไม่มาร่ำเรียนไท่จื่อน้อยอย่างเขาแอบหลบหนีจากวัง ออกนอกเขต มุ่งตรงไปยังจวนสกุลโม่
เขาวิ่งเข้าไปแบบไม่สนฐานะ
ณ จวนสกุลโม่
"โม่เติ้งถู!!! โม่เติ้งถู!!! เ้าอยู่ที่ไหน ข้ามาช่วยเ้าแล้ว"ไท่จื่อน้อยผู้หาญกล้า ะโร้องปาวๆ ท่ามกลางซากปะรักหักพัง กับเศษธุลีเถ้าสีดำ
เติ้งถูน้อยได้ยินเต็มสองหู แต่ตั้งใจที่จะตัดขาดจึงไม่ได้เผยตัวออกมา เขานั่งชันเข่ากอดดาบแน่น หลบซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงร้าง
มืออีกข้างกำป้ายหยกแน่น นั่นเบาะแสเดียวที่เขาเก็บเอาไว้เป็หลักฐาน
"องค์รัชทายาท องค์รัชทายาทขอรับ!!"เสียงะโเรียกจากหน้าจวน เป็กงกงกับราชองครักษ์มาตามหาไท่จื่อน้อย
"ต้าเชียง นั่นท่านหรือ ท่านตอบข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดเื่เลวร้ายเช่นนี้ถึงเกิดขึ้นกับสหายเพียงคนเดียวของข้า"ไท่จื่อน้อย เอ่ยถามกงกงกับราชองครักษ์ด้วยท่าทีโศกเศร้าเสียใจ
ไท่จื่อน้อยนึกเวทนา พลางกำมือแน่น สองข้างแก้มอาบด้วยน้ำตา
"ทูลไท่จื่อ เื่ในราชสำนักยากซักตอบข้าน้อยรู้สึกโศกเศร้ายิ่งนัก ครั้งที่ข้ายังเป็เด็ก ท่านแม่ทัพโม่เป็ผู้ฝึกวิชารบให้ต้าเชียง " ต้าเชียงเองก็รู้สึกว่าเื่นี้มีเงื่อนงำไม่น้อยแต่ด้วยตำแหน่งที่แสนต่ำต้อย มิอาจก้าวล่วงความลับของฝ่าาได้
"ต้าเชียงหากเื่ในราชสำนักมันซับซ้อนเสียขนาดนั้น วันข้างหน้าได้ขึ้นครองราชย์ข้าผู้นี้จะสืบเสาะทวงคืนความยุติธรรมให้สหายข้า" ไท่จื่อน้อยพูดด้วยท่าทีหนักแน่น
"ราชองครักษ์ต้าเชียงฝ่าาให้เ้ามาตามไท่จื่อน้อยกลับวัง มิได้ให้เ้ามาแพร่งพรายความลับในราชสำนักหากเ้าไม่อยากถูกปะา จงรีบพาไท่จื่อกลับวังเสีย"เสียงกงกงเอ่ยอย่างหน้าตาเฉย
"ไท่จื่อน้อย วันที่ท่านได้ขึ้นครองราชย์เห็นทีวันนั้นคงไม่อาจมาถึงก่อนที่ท่านจะเป็ใหญ่...พวกข้าคงยึดอำนาจเสียก่อนฮะฮ่าๆ " กงกงเฒ่ามองต้าเชียงอุ้มไท่จื่อจากไป ส่วนตนนั้นยืนพึมพำพร้อมหัวเราะอย่างพออกพอใจหน้าจวนโม่
"ท่าทางกงกงเฒ่าผู้นี้จะรู้อะไรเกี่ยวกับการตายของสกุลโม่" เติ้งถูยืนแอบฟังอยู่ข้างกำแพงพร้อมแคลงใจกับสิ่งที่ได้ยิน
เมื่อในเมืองลั่วหยางแห่งนี้ ไม่มีที่พักพิงให้อิงอาศัย เด็กน้อยอย่างเขา ต้องเดินเท้าเปล่าไปตามถนนลูกรัง ข้างทางมีแต่ป่ารกทึบไร้สัตว์ป่า ไร้ผู้คน เด็กน้อยพักใต้ต้นไม้ใหญ่
ความเหน็ดเหนื่อยเข้าทับกาย ความหิวโหยเริ่มถามหา
ทว่า... บุญวาสนายังพอมี ปลายยอดไม้ เป็นักปราชญ์ผู้เร้นกายในยุทธเห็นเติ้งถูเดินมาั้แ่ปลายทาง ในใจก็เกิดความสงสาร แอบติดตามมาเรื่อยๆจนสิ้นสุดที่นี่
เหตุที่ว่าผู้ใหญ่อย่างเขาเร้นกายในยุทธภพมาเนิ่นนานพบปะผู้คนไม่เก่งนัก อาศัยจังหวะที่เด็กน้อยหลับไหล แอบวางน้ำและอาหารไว้ให้
เติ้งถูตื่นมาพบอาหารอยู่ต่อหน้า ไม่รีรอรีบกินดื่มอย่างมูมมาม
แคร่กๆ.... เสียงฝีเท้าของคนย่ำเหยียบปลายไม้ เติ้งถูไหวพริบดีหยุดกิน ตั้งท่าระแวดระวังอันตรายรอบกาย
"ใครน่ะ ออกมานะอย่าคิดเล่นวิธีสกปรกกับข้า" เด็กน้อยอย่างเขาแม้จะกลัวจนตัวสั่นก็ยังคงลุกขึ้นยืนวางมาด
เพื่อไม่ให้เด็กน้อยต้องหวาดกลัว ผู้ใหญ่อย่างเขายอมปรากฏกายเหาะเหินลงจากยอดไม้ ฝีเท้าััเตะดินฟุ้ง
ดาบใหญ่เพียงอันเดียวที่ท่านพ่อมอบให้ ถอดฝักยกถือชี้เล็งไปที่หน้าของหนุ่มใหญ่ผู้นั้น
"โอ้ว ช่างร้ายกาจ ช่างร้ายกาจจริงๆ แม้รักตัวกลัวตายในใจแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว ไม่อ่อนด้อยต่อศัตรู" นักปราชญ์ผู้เร้นกายประทับใจั้แ่แรกเห็น
"ท่านบอกมาเสีย ท่านเป็ผู้ใดกันแน่เหตุใดมาหาเื่ข้า" เสียงเจื่อยแจ้วของเขากังวานก้องป่า
"ฮะฮะ เ้าหนู ใครกันแน่ที่กำลังหาเื่ ข้านี้ยืนอยู่เบื้องหน้าเ้าโดยปราศจากอาวุธแต่ทว่า เ้านั้นเล็งดาบใหญ่ใส่ข้า ช่างน่าเกรงกลัวนัก "
"ข้านั้นประสงค์ดีเป็ผู้นำอาหารให้เ้าอย่างไรล่ะ" นักปราชญ์ผู้เร้นกายรู้สึกประทับใจเติ้งถูและมองเห็นแววตาอันเด็ดเดี่ยวั้แ่แรกเห็น
"เ้าเป็ลูกเต้าบ้านไหนเหตุใดจึงมาเตร็ดเตร่ในที่รกร้างเช่นนี้" นักปราชญ์ผู้มากปัญญาแกล้งถามอย่างแเี
"โม่เติ้งถูไร้ที่ให้ไปพ่อแม่ของข้าถูกสังหาร จวนของข้าไหม้เกรียมเหลือแค่เถ้าถ่าน" เด็กน้อยลดปลายดาบลง นั่งคุกเข่าลงอย่างสิ้นหวังน้ำตาไหลอาบแก้มทุกครั้งเมื่อฉุกนึกถึงความสูญเสียที่ได้รับ
" ที่แท้ก็เป็คุณชายน้อย" นักปราชญ์ผู้เร้นกายคิดในใจ บนใบหน้าเริ่มกลัดกลุ้มััได้ถึงความปั่นป่วนในราชสำนัก
"ห่ะ อย่าบอกนะว่า... เขาคือคุณชายน้อยสกุลโม่บุตรชายของสหายเก่าโม่สวี่เซิ้ง(พ่อพระเอก)"
นักปราชญ์ผู้เร้นกาย มีนามว่า ต้วนมู่เป็สหายร่วมเป็ร่วมตายกับโม่สวี่เซิ้ง (พ่อพระเอก)ทว่าหลายปีก่อนต้วนมู่ไปออกรบปกป้องแผ่นดิน หลังจากที่เขานำชัยชนะกลับมา
ที่จวนร้างไร้ผู้คน พบว่าภรรยาและบุตรสาวถูกสังหารจนสิ้นั้แ่นั้นเป็ต้นมา ต้วนมู่ผู้นี้ถอนตัวออกจากกองทัพ อำลาสหายสนิทอย่างโม่สวี่เซิ้ง(พ่อพระเอก) ออกท่องยุทธภพ ผดุงความยุติธรรมช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างลับๆ
"ไม่น่าเชื่อว่าจากกันมานานหลายสิบปีข้านี้จะมีวาสนาได้พบพานกับเืเนื้อของเ้า" เขาคิดถึงสหายเก่าพร้อมโน้มตัวลงลูบหัวปลอบใจเด็กน้อยเติ้งถู
"เอาล่ะ หากเ้าไม่มีที่ไปล่ะก็มิสู้ติดตามข้ากลับเขาลิ่วซานเป็อย่างไร"ต้วนมู่เกลี่ยกล่อมเติ้งถูได้สำเร็จ
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา เขาได้คำนับต้วนมู่เป็อาจารย์แต่ทว่าต้วนมู่กลับรักและเอ็นดูเขาประดุจบุตรชายของตน
ด้วยความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน มันส่งเสริมกันผสานกับความแค้นที่อยู่ในใจมันทำให้เด็กน้อยอย่างเขาเรียนรู้วิชาดาบได้รวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ
เก่งกาจด้านตำรา วิชาปราชญ์ วิชายุทธ หล่อหลอมเข้าในคนๆเดียวหากไม่ผิดแปลก นับว่าเขาเป็บุรุษที่เก่งกาจที่สุดในใต้หล้า
18 ปีผ่านไป ต้วนมู่ป่วยหนักเพราะโรคร้ายด่วนจากไปกระทันหัน
"โม่สวี่เซิ้ง(พ่อพระเอก)ถึงเวลาที่ข้าจะตามท่านไปแล้วสินะ มารอรับข้า... เหตุใดยืนอยู่ไกลนัก"ภาพนิมิตรก่อนสิ้นลม เป็ิญญาเพื่อนรักอย่างโม่สวี่เซิ้งมารอรับ
เติ้งถูวัย 26 ปี กลับมาโดดเดี่ยวอีกครั้งั้แ่นั้นเป็ต้นมา เติ้งถูลงจากเขาลิ่วซานเป็ครั้งแรก พร้อมกับความเค้นที่อัดแน่นมาเต็มสูบ
เติ้งถูเดินทางเข้าเขตเมืองลั่วหยางหวังเข้าสู่หนทางการทวงแค้นอย่างเต็มตัว