“ขำจนท้องแข็งเลย”วรเมธเช็ดน้ำตาที่ไหลจากการหัวเราะ มือยังคงสั่นเล็กน้อย “ขอบคุณนะ ทั้งสองคน”
สาวสวยนั่งพิงผนังห้องกระชับผ้าขนหนูรอบเอว ยิ้มละมุน “เราอยากเห็นคุณยิ้ม ถึงจะเจ็บมาแค่ไหน แต่คุณก็ยังหัวเราะได้”
ปพนต์พยักหน้า“ใช่…เสียงหัวเราะสำคัญนะ มันคือการยืนยันว่าคืนนี้เราไม่ปล่อยให้นายอยู่คนเดียว”
เสียงฝนเริ่มซาลงเป็นละอองพัดลมเพดานกลับมาหมุนเบาๆ เพราะไฟฟ้ากลับมาแล้ว แต่บรรยากาศยังคงเปียกชื้นอยู่ทั่วไปห้องนั่งเล่นค่อยๆ คืนสภาพเป็นบ้านอันปลอดภัยและอบอุ่น ทั้งสามเดินเข้ามาในบ้าน ดึงประตูระเบียงให้ปิดลงอย่างระมัดระวังกลิ่นหมอกฝนและกลิ่นลาเวนเดอร์จากผ้าเช็ดเท้ายังคงติดอยู่ที่ปลายเท้าของวรเมธและปลายนิ้วมือของมารตี
มารตียักไหล่“คืนนี้รตีคงนอนฝันดี ฝันเห็นฝนตกหนาๆ แล้วมีเท้าอบอุ่นอยู่ข้างๆ”เธอกระซิบเสียงใส
วรเมธอมยิ้มเขายื่นมือไปโอบสะโพกมารตีเบาๆ ก่อนจะหันไปเล่นมุกกับปพนต์ พี่ช่วยมัดตัวผมไว้ตอนนอนด้วยนะครับกลัวลืมตัว กลับไปนอนบนระเบียงอีก”
ปพนต์หัวเราะก๊าก“ได้สิ แต่คืนนี้ก็จะมัดนายเหมือนกัน ถ้านายไปจี้เอวมารตีอีก!”
เสียงหัวเราะของทั้งสามราวกับบันดาลให้ฝนที่กระหน่ำข้างนอกกลายเป็นเสียงเปียโนประกอบบทอารมณ์...เสียงดนตรีธรรมชาติผสมคลอเสียงเพื่อนรักที่เพิ่งช่วยกันสร้างความอบอุ่นขึ้นมาใหม่เสียงฝนภายนอกกระหน่ำลงมาไม่หยุดเสียงฟ้าร้องเป็นจังหวะเสริมที่เหมือนจะเข้ากับอารมณ์ในห้องนี้ได้อย่างประหลาด
มารตีถูกวรเมธรวบตัวเอาไว้แน่นร่างของเธอสั่นสะท้านไปกับเสียงหัวเราะของตัวเองและแรงจักจี้ที่ยังคงทำเอาเธอแทบหายใจไม่ทัน
เธอพยายามดิ้นรนแต่แขนแกร่งของวรเมธรัดแน่นเหลือเกิน มือของเขาเลื่อนไปโดนเอวบางและส่วนที่ไวต่อความรู้สึกซึ่งอยู่ต่ำลงไปของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจหรืออาจตั้งใจก็ไม่แน่ใจนัก แต่มันก็ทำให้อารมณ์ร้อนที่ถูกปพนต์จุดไว้เมื่อช่วงไฟฟ้าดับเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีก
ปพนต์เดินกลับเข้ามาพร้อมรอยยิ้มมุมปากใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปียกชื้นด้วยไอน้ำที่ยังไม่ทันแห้งสนิทแสงจากหลอดไฟสีส้มที่พึ่งกลับมาเปิดได้ สาดเงาสะท้อนวาบวับบนใบหน้าเขา ทำให้ดูเข้มแข็งและเย้ายวนขึ้นกว่าเดิม
เขาไม่พูดอะไรเพียงแต่เดินเข้ามาช้าๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ภรรยาคนสวยพลางมองเธอที่หัวเราะจนน้ำตาเล็ดในอ้อมแขนของวรเมธพร้อมกับส่งสายตาเจ้าเล่ห์
“สนุกกันใหญ่เลยนะ...”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด
ผู้เป็นภรรยาชะงักเล็กน้อยแต่ยังคงยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้เจือด้วยความเขินอาย หากแต่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งหวาน เร่าร้อน และชวนให้ใจเต้นแรง
เธอเอียงหน้าไปซบไหล่วรเมธอย่างอ้อนๆนิ้วมือขาวเรียวยาวของเธอไล้ไปตามต้นแขนเขา ก่อนจะขยับตัวขึ้นนิดหนึ่งกดจูบแผ่วเบา...ที่หน้าผากของวรเมธ เสียงฝนยังตกเสียงลมหายใจก็ชัดขึ้นในความเงียบที่แทรกเข้ามาแทนเสียงหัวเราะ ริมฝีปากของหยิงสาวไล้จากหน้าผากลงมาถึงริมฝีปากของวรเมธอย่างช้าๆมันไม่ใช่การจูบที่เร่าร้อน แต่เป็นจูบที่ชวนฝัน นุ่มละมุน และเย้ายวนในคราวเดียว วรเมธหลับตาลงรับความหวานนั้นไว้โดยไม่ปฏิเสธ เมื่อเธอถอนริมฝีปากออก พลันก็หันมาทางอีกฝั่งหนึ่ง
ปพนต์...ที่ยังคงนั่งอยู่เงียบๆ มองมาอย่างลึกซึ้ง ริมฝีปากของเขาเผยอออกเล็กน้อยๆเหมือนเชิญชวน หรืออาจเพียงแค่เปิดทาง เธอเอียงหน้าเข้าไปหาเขา ไม่มีคำพูดไม่มีสัญญาณใดๆ นอกจากสายตาที่บอกว่า “ฉันอยู่ตรงนี้”
ริมฝีปากของเธอสัมผัสกับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาอุ่น ชื้น และหวานราวกับไวน์ผลไม้ ปพนต์รับจูบนั้นไว้อย่างนิ่งเฉยทว่าในความเงียบกลับเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนในหัวใจ
จากซ้าย...ไปขวา
จากวรเมธ...ถึงปพนต์
หญิงสาวเอียงหน้าจูบสลับไปมาไม่มีรีบเร่ง ไม่มีความรุนแรง มีเพียงความตั้งใจ และความเร่าร้อนที่ก่อตัวอัดแน่นด้วยความรู้สึกทุกวินาทีที่ผ่านไปเสียงลมหายใจเริ่มดังขึ้นแทนที่เสียงหัวเราะ เสียงกลืนน้ำลายเบาๆ เสียงสะอื้นในอกของใครบางคนที่ซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น
มารตีขยับตัวนิดหน่อยเอนตัวลงไปพิงแผ่นอกของวรเมธ ขณะที่มืออีกข้างยังคงจับมือของปพนต์ไว้แน่น ทั้งสามคนยังคงอยู่ในวงนั้นวงที่ไม่มีคำว่า “ผิด” หรือ “ถูก” มีเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ปพนต์เอื้อมมือมาลูบผมเธอเบาๆพลางมองเธออย่างอ่อนโยนลึกซึ้ง
วรเมธหัวเราะในลำคอเสียงต่ำพร่าของเขาฟังดูเหมือนคำล้อเบาๆ แต่กลับแฝงความพึงพอใจเอาไว้
“คืนนี้เธออยู่กับเราแล้วนะ...”เขากระซิบ
มารตีหันหน้าขึ้นมาสบตาเขาดวงตาเธอวาววับ “คืนนี้...หรืออาจจะเป็นทุกคืนต่อจากนี้” เธอตอบสั่นๆ ปพนต์หันมามองหน้านิ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เหมือนเข้าใจบางอย่าง
“แต่ขอให้คืนนี้...ยาวนานหน่อยก็แล้วกัน”เสียงวรเมธหยอกล้อ
สาวสวยไม่ตอบแค่ยิ้ม แล้วเอนหัวลงอีกครั้ง ปล่อยให้สองชายหนุ่มประคองเธอไว้คนละด้านมือหนึ่งวางบนต้นขากำส่วนสำคัญของวรเมธ อีกมือหนึ่งสอดเข้าไปลูบไล้กลางตัวของปพนต์ลมหายใจยังคงเร่าร้อน แต่อารมณ์กลับไม่รีบร้อนอีกแล้ว ราวกับเวลาถูกยืดออกไปเพื่อให้ทุกจังหวะของความรู้สึก...ได้ถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มที่
ไม่นานจังหวะก็เปลี่ยนเป็นเร่าร้อนเมื่อสองหนุ่มผลัดกันแนบกายทาบทับบนร่างอวบอิ่มน่าหลงใหลของหญิงสาวสลับกันไป เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่กลับเป็นเสียงประกอบของค่ำคืนที่อบอวลไปด้วยไออุ่นความเปียกชื้น และหัวใจที่กำลังเต้นแรงในอกของคนทั้งสาม ก่อนจะค่อยๆ สงบลง
แสงแดดแรกของวันลอดผ่านผ้าม่านบางเข้ามาอย่างแผ่วเบาลำแสงสีทองอ่อนทอดตัวลงบนร่างที่เปลือยเปล่าซึ่งก่ายกอดกันอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันในห้องนั่งเล่นกลิ่นอุ่นๆ ของเช้าวันใหม่คลุกเคล้ากับกลิ่นผิวกาย ความชื้นจางๆ จากเมื่อคืนและกลิ่นไอของความสัมพันธ์ที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ
มารตีค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงตาเธอยังขุ่นมัวด้วยคราบฝันและความอ่อนล้าจากค่ำคืนที่ยาวนานเธอกะพริบตาถี่ๆ เมื่อแสงแดดแยงตา แล้วขยับกายเล็กน้อยเพื่อ เลี่ยงมือข้างหนึ่งที่กอบกุมเต้าอวบนุ่มของเธออยู่
มือใหญ่ แข็งแรง...ของวรเมธ
สาวสวยเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าของเขาใกล้เสียจนเธอได้กลิ่นลมหายใจอุ่นที่ไหลรินจากปลายจมูกของเขาที่อยู่ไม่ห่างใบหน้าหล่อเหลายังหลับพริ้ม เส้นผมยุ่งเล็กน้อยจากการนอนเบียดกระแซะกันบนโซฟาแคบๆกับเธอและปพนต์
มารตีหันหน้าไปอีกฝั่งเห็นปพนต์นอนหันหลังให้...เงียบและสงบ มือของเขายังสอดประสานอยู่กับมือเธอที่ซ่อนไว้ใต้หมอนมารตีกระชับมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาหาวรเมธที่กำลังหายใจช้าๆใบหน้าแนบอยู่กับเส้นผมของเธอ มือของวรเมธที่วางบนอกอวบของเธอขยับน้อยๆราวกับรับรู้สัมผัสจากความอบอุ่นนุ่มใต้ฝ่ามือ
หญิงสาวโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้หยุดที่ข้างหูของเขา ริมฝีปากขยับเล็กน้อย กระซิบถ้อยคำที่ชวนให้หัวใจสะดุ้ง เสียงเธอเบาและแผ่วแต่เจืออารมณ์ร้อนแรงราวกับแสงแดดยามสาย “ถ้าจะจับ...ก็บีบให้มันเต็มมือหน่อยสิคะคุณวรเมธ…”
เสียงกระซิบกระทบแก้มและหูของวรเมธจนเขาต้องลืมตาขึ้นมาช้าๆดวงตาสีเข้มของเขาจ้องมาที่เธออย่างไม่เชื่อว่าตัวเองตื่นแล้วจริงๆหรือยังอยู่ในความฝัน ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มช้าๆขณะที่ฝ่ามือเขาขยับเบาๆ ยังไม่ทันตั้งใจจะบีบ แต่อุณหภูมิในร่างกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่บางอย่างใต้ผ้าห่มผืนบางเริ่มแข็งตัว ภาพในหัวเริ่มเคลื่อนไหวชัดเจน
มารตีมองต่ำลง หรี่ตาเล็กน้อยอย่างหยอกล้อ เธอขยับตัวช้าๆ ขึ้นมานิดหนึ่งร่างเปลือยเปล่าของเธอแนบเข้ากับแผ่นอกของเขา ความแนบชิดที่ไม่ต้องใช้คำพูดก็สามารถกระตุ้นหัวใจที่กำลังเต้นเร็วของวรเมธให้ทวีจังหวะที่เร่าร้อนขึ้น
ร่างสวยตะแคงตัวเลื่อนสะโพกอวบชิดเข้าไปเสียดสีสิ่งที่แข็งขืนนั้นไปมา ช้าๆ ไม่ได้เร่ง ไม่ได้จงใจจนเกินเลยหากแต่แค่ “รู้” ว่าสิ่งนั้นกำลังรับรู้ว่า เธอเองก็รออยู่อย่างคาดหวัง