การที่มอนเต้ถูกโจมตีเข้าอย่างจังทำให้ผู้คนบนอัฒจันทร์ประหลาดใจมาก
ในกลุ่มพวกเขามีไม่น้อยที่มาจากถิ่นเดียวกับมอนเต้แม้จะไม่ได้อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันแต่ชื่อเสียงของมอนเต้นั้นคนส่วนใหญ่ก็ต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง
และแน่นอนว่าในจำนวนนั้นหลายคนคือคนที่เคยพ่ายแพ้ให้กับมอนเต้ตอนที่เขาเดินสายท้าประลองไปทั่วเพื่อพิสูจน์ฝีมือตัวเอง
ในฐานะอดีตคู่ต่อสู้พวกเขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่าความแข็งแกร่งของมอนเต้นั้นร้ายกาจขนาดไหน
โดยเฉพาะวิชา'ปราการศักดิ์สิทธิ์' อันเลื่องชื่อจนมอนเต้ได้รับฉายาในมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็น 'ผู้สืบทอดเทวทูตที่บริสุทธิ์ที่สุด'
แต่ตอนนี้พวกเขากลับต้องมาเห็นกับตาตัวเองว่า มอนเต้ถูกสัตว์อสูรตัวหนึ่งเล่นงานจนบาดเจ็บ?
"บ้าไปแล้ว ปราการศักดิ์สิทธิ์ของมอนเต้หายไปไหน? ทำไมเขาไม่กระตุ้นปราการศักดิ์สิทธิ์ออกมารับการโจมตีนี้!"
"แกคิดว่าการใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้องเปลืองพลังจิตหรือไง? ด้วยพลังจิตของมอนเต้ อย่างมากเขาก็ใช้มันได้แค่ห้าครั้งก่อนหน้านี้ใช้ไปแล้วสาม ถ้าขืนใช้พร่ำเพรื่ออีก เกรงว่าคงไม่ต้องสู้กันพอดี!"
"ต่อให้ไม่มีปราการศักดิ์สิทธิ์ มอนเต้ก็น่าจะเอาชนะเจ้างูนั่นได้สบาย ๆไม่ใช่เหรอ?"
"เรื่องนี้พูดยาก เพราะสัตว์อสูรตัวนั้นก็อยู่ในระดับแม่ทัพอสูรแถมดูท่าทางจะมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศมากด้วย"
"ไม่จริงมั้ง หมอนี่ชนะพวกเรามาได้แต่กลับจะมาแพ้ให้ผู้หญิงเทียนเฉาคนหนึ่งเนี่ยนะ? ไม่สิ!ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำแค่สัตว์อสูรของเธอก็สร้างปัญหาใหญ่หลวงให้มอนเต้ขนาดนี้แล้ว!"
"ไอ้หมอนี่มันคิดจะทำอะไรกันแน่ทำไมแม้แต่สัตว์อสูรตัวเดียวยังจัดการไม่ได้!"
คนที่พบความผิดปกตินี้ไม่ได้มีแค่พวกเขา
โซเฟียนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนเธอจ้องมองฉากการต่อสู้บนลานประลองพลางขมวดคิ้วมุ่นดวงตาสีเขียวอ่อนปนน้ำเงินคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึม
สายตาการวิเคราะห์ของเธอก็ต้องเหนือกว่าพวกพ้องรอบกายหลายระดับอยู่แล้ว
ยิ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนักเหตุการณ์ทุกอย่างบนเวทีจึงถูกเธอกวาดมองจนครบถ้วนไม่มีตกหล่น
ตอนแรกเธอคาดหวังว่าอย่างน้อยมอนเต้ก็น่าจะบีบให้เจียงจืออวี๋ยอมลงมือเพื่อที่เธอจะได้หยั่งเชิงดูไม้ตายก้นหีบของอีกฝ่าย
แต่ดูจากตอนนี้เกรงว่ามอนเต้อาจจะข้ามผ่านด่านสัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋ไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
อาจารย์พูดไม่ผิดจริงๆ เจียงจืออวี๋คือหนึ่งในอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดบนเส้นทางสู่การเป็นแชมป์ของเธอ
ไม่สิไม่ใช่แค่หนึ่งในนั้นซะด้วยซ้ำ
แค่สัตว์อสูรยังร้ายกาจถึงขนาดนี้ถ้าต้องสู้กับเจียงจืออวี๋ด้วยล่ะก็... หัวใจของโซเฟียพลันดิ่งวูบความมั่นใจที่เคยเต็มเปี่ยมเริ่มสั่นคลอนเป็นครั้งแรก
"ขอท่านเทวทูตศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครอง"
โซเฟียหลุบตาลงมือหนึ่งทาบอกพลางกระซิบภาวนาในใจเงียบ ๆ
แต่ยังไงซะเธอต้องคว้าแชมป์ชั้นปีหนึ่งในครั้งนี้มาให้ได้ แม่ของเธอกำลังรอเธออยู่
เมื่อคิดได้แบบนั้นแววตาของโซเฟียก็กลับมาแน่วแน่อีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจลานประลองยุทธ์ต่อ
มอนเต้ที่ถูกลูกไฟของไป๋ฉางเซิงซัดจนกระเด็นยันตัวลุกขึ้นมาแล้วเส้นผมที่เคยจัดแต่งมาอย่างเนี้ยบตอนนี้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงหลังจากโดนระเบิดอัด
สภาพอันน่าเวทนานี้ทำให้เพลิงโทสะในอกแทบจะพุ่งพล่านออกมา
โล่ทองคำถูกกระชับไว้ในมืออีกครั้งนับว่ายังโชคดีที่เมื่อกี้มีโล่ต้านทานการระเบิดระลอกแรกเอาไว้ไม่อย่างนั้นในระยะประชิดขนาดนี้ เขาอาจจะโดนอัดจนยืนไม่ไหวไปแล้ว
และสิ่งที่ตอบแทนเขากลับมาคือลูกเตะสะบัดหางอันหนักหน่วงจากไป๋ฉางเซิงอีกครั้ง
อาศัยจังหวะที่ศัตรูยังเพลี่ยงพล้ำหมายจะปลิดชีพในคราวเดียว!
ไป๋ฉางเซิงอาศัยจังหวะที่มอนเต้ยังทรงตัวไม่มั่นคงจู่โจมเข้าใส่ทันที
แต่มอนเต้ที่ก้าวมาถึงระดับนี้ก็ต้องเป็นยอดอัจฉริยะจากทั่วทุกมุมโลกสัญชาตญาณการต่อสู้ก็ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
หลังจากการแลกหมัดแลกเท้าหลายครั้งไป๋ฉางเซิงจับจุดอ่อนของเขาได้ มอนเต้เองก็คิดหาวิธีโต้กลับได้เหมือนกัน
ถ้าภูเขาไม่ยอมเดินมาหาฉันฉันก็จะเดินเข้าหาภูเขาเอง!
ในเมื่อไป๋ฉางเซิงสามารถยั้งพลังเพื่อหลอกให้เขาใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์ได้เขาก็สามารถใช้การพุ่งชนเพื่อโต้กลับการยั้งพลังนั้นได้เหมือนกัน
ถ้าอีกฝ่ายไม่ยั้งพลังเขาก็จะกระตุ้นปราการศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าอีกฝ่ายยั้งพลังสิ่งที่รอไป๋ฉางเซิงอยู่ก็คือการรุกฆาตจากเขา!
"เริ่มฉลาดขึ้นแล้วนี่"
ไป๋ฉางเซิงมองมอนเต้ที่ชูโล่พุ่งเข้าหาตัวเองพลางคาดเดาความคิดได้ทันทีแต่ในใจก็แอบเสียดาย
ตอนแรกเขานึกว่าจะใช้มุกเดิมเขี่ยหมอนี่ตกรอบไปได้เลยสุดท้ายดูท่าจะต้องเปลืองแรงอีกไม่น้อย แต่ก็ยังดีที่หลังจากการปะทะเมื่อกี้เชื่อว่าหมอนี่คงไม่กล้าใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์พร่ำเพรื่ออีกแล้ว
"ตึง!"
หางมังกรอันทรงพลังฟาดลงบนโล่ทองคำในมือมอนเต้อย่างจังแรงปะทะอันมหาศาลทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกชาหนึบที่ปลายหางไม่น้อย
แต่ในระดับพลังเลือดที่เท่ากันร่างกายของสัตว์อสูรก็ต้องเหนือชั้นกว่ามนุษย์อยู่แล้วยิ่งตอนนี้เขามีเลือดมังกรระดับสี่คอยหนุนเสริมด้วย
ดังนั้นถ้าเทียบกันแล้วมอนเต้ก็ต้องตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
ร่างของเขากระตุกค้างแขนข้างที่ถือโล่ชาหนึบจนไร้ความรู้สึก พลังเลือดในกายตีกลับไหลย้อนขึ้นข้างบนยังดีที่อาศัยแรงส่งจากการพุ่งตัว ทำให้ร่างไม่ถอยกรูดไปซะก่อน
หลังจากต้านทานการฟาดนั้นไว้ได้ด้วยความยากลำบากมอนเต้ก็ตวัดกระบี่ยักษ์ฟาดฟันออกไปอย่างดุดัน รังสีกระบี่สีทองฉายวาบประหนึ่งจะสับหางของไป๋ฉางเซิงให้ขาดสะบั้น
แต่ไป๋ฉางเซิงก็โต้ตอบแบบตาต่อตาฟันต่อฟันลูกไฟดวงใหม่ก่อตัวขึ้นก่อนจะพุ่งเข้าใส่มอนเต้ทันที
ตอนที่กวัดแกว่งกระบี่มอนเต้ก็ไม่มีทางยกโล่ขึ้นกำบังได้ดังนั้นการโจมตีนี้ไป๋ฉางเซิงจึงใส่พลังเข้าไปเต็มพิกัด
"ตูม!"
ลูกไฟกระแทกลงบนโล่ใบนั้นก่อนจะระเบิดออกอย่างกัมปนาทในขณะเดียวกัน กระบี่ยักษ์ของมอนเต้ก็ฟาดลงบนเกล็ดมังกรที่หางของเขาเหมือนกัน
เป็นไปตามที่เจียงจืออวี๋คาดการณ์ไว้พลังโจมตีของมอนเต้ไม่ได้รุนแรงนักการโจมตีเต็มกำลังนั้นทำได้แค่กระชากเกล็ดมังกรให้หลุดกระเด็นไปไม่กี่ชิ้นก่อนจะถูกพลังของเกราะศิลาคุ้มกายสลายแรงที่เหลือไปจนหมด
ดูเหมือนมอนเต้ที่รับลูกไฟเข้าไปในระยะประชิดจะมีสภาพดูแย่กว่ามากแต่ความจริงแล้ว กระบี่ยักษ์นั้นไร้คม แม้เสี่ยวไป๋จะไม่มีเลือดตกยางออกแต่ความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นก็หนีไม่พ้น
ทั้งสองฝ่ายผละออกจากกันก่อนจะโถมเข้าหากันใหม่ด้วยความดุร้ายยิ่งกว่าเดิม
การต่อสู้ดำเนินมาถึงจุดนี้ไม่ว่าจะเป็นไป๋ฉางเซิงหรือมอนเต้ ต่างก็เริ่มหัวร้อนกันทั้งคู่
ต่างฝ่ายต่างข่มกันไม่ลงและไม่มีใครยอมใคร ประหนึ่งว่าวันนี้ถ้าไม่มีใครลงไปนอนกองกับพื้นก็คงไม่มีทางยอมเลิกราง่าย ๆ
การปะทะกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันแบบนี้ทำให้ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างพากันโห่ร้องด้วยความสะใจเสียงเชียร์ดังกึกก้องจนดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อมอนเต้และไป๋ฉางเซิงบนเวทีด้วย
ทั้งคู่ดูเหมือนจะสู้จนลืมตัวถ้าแกฟันมาดาบหนึ่ง ฉันต้องสวนกลับด้วยลูกไฟหนึ่งลูกให้ได้
เมื่อเห็นมอนเต้ชูโล่เงื้อกระบี่พุ่งเข้ามาอีกครั้งด้วยจิตสังหารอันดุดันเจียงจืออวี๋ที่ยืนอยู่ขอบลานประลองยุทธ์ก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางส่งเสียงเตือน
"เสี่ยวไป๋ ใจเย็น ๆ หน่อย"
"มหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์มีเคล็ดวิชาที่ใช้การปะทะกันอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับพลังเลือดขึ้นชั่วคราว"
"หลบคมดาบเขาก่อน แล้วค่อย ๆ หาจังหวะจัดการเขา!"
ถ้าเป็นแต่ก่อนพอได้ยินคำนี้ไป๋ฉางเซิงคงยอมถอยไปแล้ว แต่หลังจากโดนกระบี่ยักษ์ฟาดเข้าไปหลายหนไป๋ฉางเซิงมีหรือว่าจะถอยง่ายๆ?
"ให้ฉันหลบคมดาบมันก่อนเหรอ?"
"ทำไมไม่ลองถามมันดูล่ะ ว่ากลัวฉันบ้างหรือเปล่า!"