บทที่15 ท่านพ่อ
เช้านี้อันผิงคงต้องสั่งลาการไปส่งผักแล้วเพราะผักกาดขาวตะกร้านี้เป็ตะกร้าสุดท้ายของที่บ้านต้องรอให้ผักโตอีกรอบซึ่งน่าจะประมาณเดือนหน้าถึงจะได้กลับมาส่งอีกบรรยากาศร้านเถ้าแก่อู๋ ผู้คนยังมาส่งผัก แต่ไม่มีใครที่จะนั่งพูดคุยกันอันผิงเดาว่าพวกเขารีบกลับไปเพาะเห็ดบัว ส่วนเถ้าแก่อู๋ก็ให้คนงานยืนประกาศว่าถ้าใครไม่อยากไปขายในเมือง ร้านเถ้าแก่อู๋จะรับซื้อที่ชั่งละ900 อีแปะ
ก็ถือว่าเป็ราคาที่ยุติธรรมอยู่ ไม่ต้องแบกให้เหนื่อยไปขายในเมืองเอง(ที่จริงก็ไม่เหนื่อยมาก เพราะมันไม่ได้หนักอะไร อันผิงคิดอย่างนั้นแต่ตัวเองยังไม่เคยยก)
ร้านเถ้าแก่อู๋ยังขายอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเห็ดบัวด้วยเพราะตอนนี้มีฟางข้าวถูกมัดเป็ก้อนมาวางขายไว้ก้อนล่ะ 3อีแปะ แม้แต่บัวที่เกิดเชื้อราก็มีขาย กำละ 5 อีแปะ อันผิงนับถือในความรวดเร็วทันเหตุการณ์ของเถ้าแก่คนนี้สมแล้วที่มีอาชีพเป็พ่อค้า
เพราะไม่มีเหล่าสะใภ้อยู่พูดคุยกันที่ร้านอันผิงจึงหมดความสนใจจะกินหมั่นโถวเหมือนเช่นเคย ดังนั้นจึงพากันกลับบ้านเมื่อกลับถึงที่บ้านแล้ว อาจางฝายก็ยืนยันอย่างหัวชนฝาว่า หลังจากกลับมาจากการส่งเห็ดเขาจะมาปรับหน้าดินเตรียมปลูกผักต่างๆ ให้กับบ้านอันที่ตอนนี้เขาถือว่าเป็นายจ้างของเขา
ไม่ว่าท่านแม่จะหว่านล้อมแค่ไหนเขาก็ไม่ยอม จนสุดท้ายท่านแม่จึงยอมแพ้อาจางฝายจึงนำเห็ดไปส่งในเมืองด้วยความสบายใจ ก่อนไปก็ไม่วายหันมากำชับเด็กๆ ว่าให้ห้ามท่านแม่ ถ้าท่านไปแอบไปพลิกหน้าดินเอง
เด็กๆ มองท่านแม่ที่พยักหน้าให้ จึงรับปากอาจางฝายถึงไปส่งเห็ดบัวได้อย่างหมดห่วงอันหยางบ่นกับท่านแม่เื่ที่ร้านเถ้าแก่อู๋ขายทั้งฟางข้าว และเม็ดบัวขึ้นราทีบ้านเราต้องให้ผู้ใหญ่บ้านไปอย่างไม่ได้อะไร ไม่ยุติธรรมเสียเลย
ท่านแม่ยิ้มเจื่อนเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดหาคำอธิบาย
“บ้านอู๋เป็พ่อค้า เห็นร่ำรวยอย่างนั้นพวกเขาจะต้องเสียภาษีให้ทางการ ปีๆ หนึ่งก็มากอยู่ถ้าเทียบกับเราที่ไม่ได้จ่ายมาหลายปี เพราะสถานะบ้านที่ยากจนลง”
นี่เป็คำอธิบายที่สมเหตุสมผลของท่านแม่แต่สำหรับอันผิงคิดว่าเถ้าแก่อู๋กับผู้ใหญ่บ้านกับทางการก็คงมีนอกมีในกันนั่นแหละแต่มันคงเป็เื่ยากที่จะอธิบาย ให้เด็กอย่างอันหยางเข้าใจไว้ให้เขาเติบโตมาน่าจะรู้เห็นมันด้วยตัวเองจะดีกว่า
“งั้นปีหน้าเราต้องจ่ายภาษีไหมขอรับ” อันหยางถามขึ้นด้วยใจห่อเหี่ยว
ท่านแม่พยักหน้ารับ เพราะรายได้ที่เข้ามา ผู้ใหญ่บ้านไม่น่าจะพลาด ที่จะมาเก็บภาษี
อันผิงแปลกใจมาก ไม่คิดว่าในหมู่บ้านจะมีการเก็บภาษีด้วยอ่านมาหลายเื่น้อยมากที่มีภาษี จนอดพลั้งปากถามท่านแม่ไปว่า
“จ่ายภาษีเท่าไหร่เ้าค่ะ”
แต่ดีว่าท่านแม่ไม่ได้ทำหน้าสงสัยในตัวลูกสาว คงคิดว่าอันผิงถามประสาเด็กจึงตอบออกมาว่า
“ไม่น่าเกิน 100 อีแปะ”
อันหยางและอันผิงต่างถอนหายใจด้วยความโล่งใจเพราะแค่ขายเห็ดบัวพวกเขาก็มีเงินจ่ายไปได้หลายปีแล้ว
ยามอู่(11.00-13.00)อาจางฝายกลับมาจากขายเห็ดซึ่งตอนนี้เขาไม่ได้ยื่นเงินให้ท่านแม่แล้ว เมื่ออันหยางแอบถาม ท่านแม่จึงอธิบายว่าให้อาจางฝายนำไปฝากไว้ร้านรับฝากเงินเพราะการเก็บเงินจำนวนมากไว้กับตัวไม่ปลอดภัย และให้อาจางฝายหักค่าแรงตนเองไปเลย
เพราะอาจางฝายไปทำงานแปลงผักด้านหลังสามแม่ลูกจึงนั่งอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน ท่านแม่เย็บเสื้อให้ตัวเองเสร็จแล้วและเอาเสื้อบุรุษออกมาวัดด้วยเชือก ใบหน้าของท่านแม่เศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดอันหยางก็ด้วย
อันผิงถึงนึกได้ว่า บ้านนี้ยังมีท่านพ่อจากไปทำงาน ผ่านมาสองปีข่าวกลับเงียบหายร้านค้าที่มาบอกว่าท่านพ่อหนีไปตอนที่คาราวานสินค้าโดนปล้น หาตัวไม่พบและพวกเขาก็ไม่รับผิดชอบสักนิด บ่งบอกว่าเถ้าแก่ร้านนี้เป็คนไม่ดี
อาจเพราะตอนนั้นอันผิงร่างเดิมยังเด็กมากและป่วยจึงจำท่านพ่อได้แค่เลือนราง พอเธอมาอยู่ในร่างนี้รู้สึกผูกพันกับท่านแม่และอันหยางผู้เป็พี่มากกว่าจึงทำให้เธอไม่ได้นึกถึงท่านพ่อมากนัก แต่ละวันก็มีเื่คิดโน่นนี่จนลืมท่านพ่อไปจนมาวันนี้ที่เห็นอาการของท่านแม่และอันหยาง
เพราะไม่อยากให้ทั้งสองคนเศร้า จึงลองใช้การค้นหาของตนดู
‘ค้นหาท่านพ่อ’ ก็มีข้อความปรากฏขึ้นตรงหน้า
‘การค้นหา ท่านพ่อไกลเกินความสามารถของระบบจะหาให้ท่านได้ขอรับ’
เหอะ ความหวังในการค้นหาถือว่าตกไป เพิ่งรู้ว่ามีการจำกัดระยะทางด้วย
‘ระบบ ถ้าฉันขอพรให้ท่านพ่อกลับมา ทำได้ไหม’
‘ได้ขอรับ’
‘ข้าขอไอเทม ถ้าท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะลำบากมากแค่ไหน ก็ขอให้มีคนพากลับมาบ้านได้แต่ถ้าท่านพ่อมีใจเป็อื่นที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวนี้ ยกตัวอย่างเช่นแต่งงานใหม่ก็ขอให้ไม่ต้องกลับมา แต่ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้ท่านพ่อกลับมาบ้านด้วยความปลอดภัย’
ไม่มีแสงสีขาววิ่งผ่านเข้ามาในหัวทันทีอย่างเช่นเคย จนอันผิงใจแป้วคิดอยู่สองทางไม่ท่านพ่อตายไปแล้ว ก็อาจมีครอบครัวใหม่ไปแล้วเพราะใจผู้ชายนั้นอยากจะหยั่งถึง อย่างบางเื่ประสบอุบัติเหตุความจำเสื่อมแล้วแต่งงานใหม่ไป มีลูกใหม่อีกต่างหาก ถ้าอย่างนั้นสู้ไม่กลับมาให้ท่านแม่ช้ำใจจะดีกว่าถึงสมัยนี้ผู้ชายจะมีภรรยาหลายคนได้แต่เธอไม่อยากเป็เหมือนในนิยายที่ต้องมาคอยหวาดระแวงว่าภรรยาใหม่ท่านพ่อจะหาเื่มากำจัดพวกเราสามคนแม่ลูกหรือไม่
เพราะเื่แนวนี้เธออ่านมาเยอะ และเธอก็อ่านเพื่อความบันเทิงและเธอก็ี้เีเกินกว่าจะมาวางแผนตอบโต้กันไปมาให้เหนื่อยและถึงท่านแม่กับพี่ชายจะเป็คนฉลาด แต่พวกเขาเป็คนดีส่วนท่านพ่อดูจากนิสัยของอันหยาง ก็คงเป็คนดีไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าเลือกได้ขออยู่อย่างสงบสุขดีที่สุด หรือให้ดีบังเอิญเจอตอนที่อันหยางโตแล้วน่าจะดีกว่า เพราะตอนนั้นคงแยกแยะอะไรได้ง่ายแล้ว
เมื่อออกจากความคิดที่คาดเดาว่าทำไมพรไม่สัมฤทธิ์ผลระบบก็แจ้งเตือนมาในความคิดของอันผิงต่อทันที
‘ต้องใช้เวลาในค้นหาท่านพ่อของท่านสักระยะขอรับเมื่อหาพบระบบจะประมวลผลตามคำขอของท่านอีกที และแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่งขอรับ’
จากคำตอบของระบบ ก็ทำให้อันผิงพึ่งรู้ว่าก็มีบางอย่างที่การขอพรต้องใช้เวลาเพราะข้อจำกัดจากระยะทางด้วยแต่อย่างน้อยระบบไม่ได้ปฏิเสธคำขอนี้ นี่สินะมันถึงได้แนะนำให้เธอขอก่อน
ลึกๆ อันผิงก็หวังว่า ขอให้ระบบเจอท่านพ่อและระบบสามารถพากลับมาบ้านได้ เพราะไม่ว่าจะจากเป็หรือตายอย่างน้อยให้ได้รู้ข่าวคราวบ้าง น่าจะเป็การดีต่อคนที่รอคอยและหวังอีกอย่างว่าขอให้ท่านพ่อไม่มีใคร เพราะไม่อย่างนั้นชั่วชีวิตนี้อันผิงขอให้ท่านแม่ไม่รู้เลยจะดีกว่า
‘ขอบใจระบบ’
‘ด้วยความยินดีขอรับ’
‘เออระบบ ทำไมพรที่ฉันขอต้องมีข้อจำกัดระยะทางด้วยเหรอ’
‘ขอรับ’ ระบบตอบแค่สองคำ ไม่มีคำอธิบายอะไรอีกอันผิงผู้ซึ่งได้รับการปฏิบัติแบบนี้บ่อยๆ ชินเสียแล้ว เอานะแค่ให้ขอพรได้และสำเร็จมาหลายข้อแล้ว เราก็ควรจะพอใจใช่ไหม
คงเพราะบรรยากาศที่อยู่ๆ เศร้าลงด้วยความคะนึงหาทำให้ท่านแม่รู้สึกตัวเมื่อหันมาเห็นลูกๆ ที่มีสีหน้าเศร้าไปด้วยท่านแม่จึงปรับอารมณ์ตัวเอง โดยบอกว่าพรุ่งนี้จะพาทั้งสองไปเที่ยวในเมือง จะพาอันหยางไปร้านหนังสือ เพราะท่านแม่รู้แล้วว่าเขาท่องจำแบบเรียนขั้นต้นได้แล้วและเมื่อผ่านหน้าหนาวจะส่งเขาเข้าสถานศึกษาในเมือง
เพราะเป็คนใฝ่รู้อันหยางจึงดีใจ
ส่วนอันผิงก็ดีใจด้วย คราวที่แล้วเพราะเข้าเมืองเธอเพิ่งหายป่วยเลยไม่ค่อยได้สำรวจในเมืองมากเท่าไหร่ จำได้แค่ว่า ไปร้านหมอ ร้านบะหมี่ แล้วก็นั่งเกวียนกลับบ้าน
แต่พรุ่งนี้เธอคงจะได้เห็นมากกว่าเดิม นึกถึงบรรยากาศในซีรีส์โบราณที่เคยดูขึ้นมาเลย
รุ่งเช้าของวันใหม่ อาจางฝายมารับเห็ดไปส่งอันหยางที่นับวันการเพาะเห็ด จึงถามอาจางฝายที่วันนี้น่าจะเก็บเห็ดได้แล้วอาจางฝายจึงบอกว่า เขาเก็บไปขายให้เถ้าแก่อู๋แล้วและมาแบกของท่านแม่ไปส่งในเมืองแทน และชาวบ้านกลุ่มแรกที่เห็ดบัวออกดอกวันนี้ก็นำไปขายให้เถ้าแก่อู๋ เพราะพวกเขาไม่อยากไปถามหาร้านค้าในเมืองเอง
เห็ดบัวนั้นชั่งละ 900 อีแปะเท่ากับราคาที่พวกเขาขายพืชผลทั้งสวนหนึ่งหรือสองครั้ง ซึ่งบางทียังไม่ได้เงินจำนวนเท่านี้เลยแต่เห็ดบัวนั้นมีมากกว่าหนึ่งชั่ง แต่ละบ้านเก็บได้เกือบ 10 ชั่งเสียด้วยซ้ำ เมื่อคำนวณแล้วพวกเขาได้ราวๆ 1 ตำลึงทองเชียวนะ นี่คือรายได้แค่วันเดียวเท่านั้นต่อไปพวกเขาก็มีอันจะกินกันแล้ว
เมื่อสามคนแม่ลูกมาบ้านเอ้อที่มีเกวียนเป็เหมือนรถโดยสารพาคนไปในเมืองก็เจอครอบครัวของสะใภ้ที่เพาะเห็ดรุ่นแรกและชาวบ้านบางส่วนที่เพาะเห็ดบัวพร้อมกับเหล่าสะใภ้ ยืนรอเข้าคิวขึ้นกันมากมายแค่ที่รออยู่ก็นั่งไม่พอแล้ว พอไปบ้านอื่นที่มีเกวียนก็ไม่ต่างกัน
นั่นเพราะรายได้ที่มาจากเห็ดบัว ทำให้พวกเขาเข้าหาซื้อของในเมืองกันแต่ละคนมีใบหน้าที่มีแต่ความสุข พอเจอคนบ้านอันพวกเขาก็ส่งยิ้มให้อย่างซาบซึ้งใจ
ถ้าไม่มีบ้านอัน พวกเขาหรือจะได้รายได้ที่บางครั้งต้องใช้เวลาทั้งปีหรือครึ่งปีถึงจะได้เงินเกือบๆ หนึ่งตำลึงเงินแน่นอนทีแรกอันผิงนึกว่าจะไม่ได้เข้าเมืองเสียแล้ว แต่พวกเขากลับให้ครอบครัวอันได้ขึ้นเกวียนก่อน
ตลอดทางการโดยสาร พวกเขากล่าวชื่นชมครอบครัวอันไปตลอดทางและยิ่งกับอันผิงเมื่อพวกเขารู้ถึงที่มาของการเพาะเห็ดที่มาจากการเล่นปลูกผักของอันผิงก็ให้ความเอ็นดูเธอกันถ้วนหน้า
จนอันผิงยิ้มจนเมื่อยหน้าไปหมดจนถึงในเมืองกล้ามเนื้อบนในหน้าค่อยดีขึ้นมาหน่อยครอบครัวอันจึงได้แยกย้ายจากกลุ่มชาวบ้าน
ท่านแม่พาอันหยางไปสถานศึกษา เพื่อสมัครเรียนไว้ก่อนเนิ่นๆก็เหมือนกับหลายเื่ที่อ่านมา การศึกษาของคนโบราณต้องมีเงินถึงจะเรียนได้เพราะเงินค่าเรียนนั้นอยู่ที่ภาคละ 4 ตำลึงเงินปีหนึ่งก็ 8 ตำลึงเงิน ไม่รวมค่าหนังสือ กระดาษ หมึกพู่กันที่คนเรียนต้องเตรียมมาเอง ปีหนึ่งคงใช้เงินเกือบหนึ่งตำลึงทองเพื่อการเรียน
จึงไม่แปลกถ้าครอบครัวชาวนาในนิยายที่เคยอ่านหลายเื่จะเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัว เพื่อส่งสักคนในครอบครัวที่หัวดีให้ได้เรียนในสถานศึกษาเพราะสำหรับชาวบ้าน ชาวนา การที่มีคนในครอบครัวได้เป็ขุนนางนอกจากชื่อเสียงเกียรติยศแล้ว นั่นหมายถึงสถานะทางสังคม และความมั่งคั่งด้วย
แต่พวกเขาก็ลืมคิดไปว่า ถึงสอบเป็ขุนนางได้ ก็ต้องไต่เต้าเข้าสังคมเป็ แค่เรียนดีอย่างเดียวนั้นไม่ได้ จะต้องมีเล่ห์กลด้วย
อันหยางนั่งฟังอย่างนิ่งเงียบ ไม่ได้แสดงอาการอะไรมากเพราะท่านแม่เพียงมาถามไถ่ อาจารย์ที่น่าจะเป็แผนกต้อนรับดูจากแววตาของเขาดูมีสีหน้าดูแคลนครอบครัวอันไม่น้อยแต่ด้วยความเป็บัณฑิตเขาไม่ได้แสดงอาการเป็เชิงดูถูกยังอธิบายให้ฟังด้วยความสุภาพ
ท่านแม่กล่าวขอบคุณ และออกมาจากสถานศึกษา อันหยางจึงเอ่ยขึ้นมา
“ท่านแม่ ข้าเรียนเองที่บ้านก็ได้ขอรับ”
ท่านแม่ยิ้ม และลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู
“หยางเอ๋อร์ ไม่ต้องเสียดายเงินหรอกลูกตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้ว เ้าก็ควรต้องเรียน เพื่อให้รู้ว่าสถานศึกษาเป็อย่างไรถ้าเงินไม่พอ แม่ก็จะให้เ้าหยุดเรียนเอง แต่แม่คิดว่า แค่เห็ดบัวบ้านเราก็มีเงินส่งเ้าเรียนจนได้สอบเป็ซิ่วไฉแล้ว อีกอย่างภายหน้าแม่และผิงเอ๋อร์ก็หวังพึ่งเ้าแล้ว”
อันหยางจึงคลายความเสียดายเงินลง จากนั้นท่านแม่จึงพาไปร้านรับฝากเงินเพื่อเบิกเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียนไว้ก่อน เมื่อได้รับเงินก็พากันกลับไปยังสถานศึกษาอีกรอบอาจารย์ผู้นั้นมีสีหน้าแปลกใจ
เมื่อมีเงิน เขาก็สอบถามอันหยางด้วยตัวเองจึงรู้ว่าอันหยางนั้นสามารถอ่านออกเขียนได้อยู่แล้ว เขาจึงทดสอบเพิ่มโดยบอกท่านแม่ว่าเพื่อจัดระดับชั้นในการเรียน เขาพาอันหยางไปห้องทดสอบโดยให้ท่านแม่และอันผิงนั่งรออยู่ข้างนอก ใช้เวลาไม่นานอันหยางและอาจารย์ท่านนั้นก็ออกมาจากห้องทดสอบ
สีหน้าของอาจารย์ดูพออกพอใจมาก แววตาเขาไม่เหลือสายตาดูแคลนแล้วกลับดูชื่นชมและเอ็นดูอันหยางเป็อย่างมาก และกล่าวกับท่านแม่อย่างตรงไปตรงมาว่าอันหยางมีความสามารถ จากการวัดผลเขาอยู่ลำดับสองคือไม่ต้องเริ่มเรียนใหม่
อาจารย์อธิบายลำดับขั้นการเรียนด้วยความกระตือรือร้น ว่ามีทั้งหมด 6ระดับ ถ้าถึงลำดับสามเมื่อไหร่ เขาจะได้สอบถงเซิงเมื่อสอบผ่านก็เลื่อนเป็ระดับ4 เพื่อสอบเป็ซิ่วไฉต่อและเลื่อนเป็ระดับ5 เพื่อสอบจวี่เหริน และระดับ6 เพื่อสอบจิ้นซื่อเข้ารับราชการ และอาจสอบได้ถึงจอหงวน
เมื่อท่านแม่จ่ายเงิน อาจารย์จึงให้ชุดของสำนักศึกษา 2ชุด และกำหนดการเรียน และรายชื่อหนังสือที่ต้องไปหาซื้อในร้านหนังสือ
แค่ดำเนินการเื่เรียนของอันหยางที่สถานศึกษาเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงวันเสียแล้วท่านแม่จึงพาลูกๆ เข้าไปกินอาหารในเหลา และน่าจะเป็ร้านที่ท่านแม่มาขายเห็ดบัวเพราะเสี่ยวเอ้อดูจะคุ้นเคยกับท่านแม่ อันหยางตื่นเต้นไม่น้อย
ท่านแม่สั่งปลานึ่งมะนาว ผัดผัก และน้ำแกงไก่ ข้าวเปล่าสามถ้วยสมที่เป็ร้านอาหารในเมืองที่ผู้มีฐานะเข้ามารับประทานไม่ขาดสายแค่เห็นผู้คนและการแต่งตัวก็ดูเจริญหูเจริญตาแล้ว
ตอนรออาหาร หลงจู๊เดินมาหาท่านแม่ เพื่อสอบถามเื่เห็ดบัวเพราะตอนนี้เป็อาหารขึ้นชื่อของที่ร้านไปแล้วและเพราะจำนวนเห็ดที่มีจำกัดจึงทำให้ลูกค้าต้องจองคิวเอาไว้ท่านแม่จึงบอกกล่าวว่าตอนนี้ที่หมู่บ้านสามารถปลูกได้หลายครัวเรือนแล้วแนะนำให้หลงจู๊ไปติดต่อที่ร้านเถ้าแก่อู๋ในเมืองได้เลย
หลงจู๊กล่าวขอบคุณ และขอตัวไปดำเนินการติดต่อเถ้าแก่อู๋ก่อน เมื่อถึงตอนจ่ายเงินค่าอาหารปรากฏว่าเสี่ยวเอ้อบอกกล่าวว่ามื้อนี้ไม่ต้องจ่ายเงิน ถือว่าเป็คำขอบคุณจากหลงจู๊เื่เห็ดบัว
เมื่อออกจากร้านอาหาร ท่านแม่จึงพาเด็กๆ ไปนั่งย่อยอาหารอยู่ริมแม่น้ำทิวทัศน์ถือว่าสวยงามมาก อนาคตถ้าโตขึ้นและหาเงินได้มาก เธอจะยุให้ท่านแม่มาซื้อเรือนแถวริมแม่น้ำสักหลังหลังจากที่อาหารย่อยได้ที่ ท่านแม่ก็พาไปทำบุญที่ศาลเ้าในเมืองต่อ
สถานที่สุดท้ายที่ไปในวันนี้คือ ร้านหนังสือของอันหยางจากนั้นจึงขึ้นเกวียนของบ้านเอ้อกลับบ้าน ซึ่งลุงเอ้ออารมณ์ดีมากเพราะวันนี้เขาเทียวไปเทียวมาระหว่างหมู่บ้าน ได้ทั้งค่าโดยสารต่อคนค่าจ้างขนของกลับหมู่บ้านด้วย
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เย็นแล้ว มื้อเย็นจึงเป็ซาลาเปาโดยที่อันหยางกินคนเดียว 2 ลูก บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความสุขตอนที่ไปให้อาหารไก่ที่หลังบ้านอันผิงจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขอพรวันนี้เลย
‘ยินดีด้วยขอรับ เพราะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของท่านในเื่การให้ชาวบ้านสามารถเพาะเห็ดฟางได้หรือการช่วยเหลือบ้านหลิว ทำให้พวกเขาเ่าั้มีความสุข ท่านจึงได้พรพิเศษ 1ข้อ’
ระหว่างที่นั่งอยู่ใต้ต้นหูกวางหลังบ้าน ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมาในหัวอันผิงรู้สึกสงสัยกับคำว่าพรพิเศษ
‘มันรวมอยู่ในพรประจำวันที่ขอได้วันละ 1 ข้อหรือไม่’
‘ไม่ขอรับ’
‘ถ้ามันพิเศษ ฉันสามารถเก็บไว้ขอวันอื่นได้ไหม’
‘ได้ขอรับ’
‘แล้วพรพิเศษนี่ข้อจำกัดในการขอหรือไม่’
‘ถ้าไม่ขัดกับหลักศีลธรรม หรือฝืนธรรมชาติ ลิขิต์ ก็ถือว่าได้ขอรับ’
พอฟังคำอธิบายของระบบ อันผิงก็ปิ๊งไอเดียในใจขึ้นมา
‘งั้นถ้าฉันจะขอพรพิเศษ มีหลักเกณฑ์อะไรไหม’
‘ท่านสามารถขอได้ในใจ โดยขึ้นต้นว่า ข้าขอพรพิเศษที่ได้ตามด้วยสิ่งที่ท่านอยากได้’
ถ้าอย่างนั้น
‘ข้าขอพรพิเศษ ให้ข้าเก็บพรที่ต้องขอแต่ละวันทบบวกไปขอวันอื่นๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียสิทธิ์ในแต่ละวัน’
อันผิงลุ้นมาก และกลัวว่าจะเสียพรวิเศษไปด้วย เวลาแค่ไม่กี่วิเหมือนรู้สึกนานหลายชั่วโมงมาก
‘ได้ตามที่ขอ ขอรับท่านสามารถเก็บพรแต่ละวันไปขอในวันอื่นได้ขอรับ’
“เย้” อันผิงเผลอะโออกมาจนท่านแม่ และอันหยาง หันมามอง เธอเลยแก้เก้อด้วยการะโโลดเต้นไปมาแทน
“น้องสาวดีใจอะไร” อันหยางถามขึ้น
“ข้าเห็นผีเสื้อ สวยๆ”
ทั้งท่านแม่และอันหยางจึงหัวเราะอันหยางบอกว่าพรุ่งนี้จะพาไปดูผีเสื้อ อันผิงเลยตามน้ำะโร้องอย่างดีใจต่อไปเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต