หลังจากค่ำคืนแห่งการค้นพบอันน่าตื่นตะลึงนั้น หลินเฟิงก็เข้าสู่ตารางการฝึกฝนที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เด็กวัยหกขวบคนหนึ่งจะทำได้...แน่นอนว่าทั้งหมดเกิดขึ้นในความคิดและภายในร่างกายของเขาแต่เพียงผู้เดียว
ทุกค่ำคืน เมื่อแสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านช่องไม้ของกระท่อมซอมซ่อ เขาก็จะนั่งขัดสมาธิบนเตียงและเริ่มต้นโคจร "เคล็ดวิชาหมื่นธารไหลรวม" ทว่าเส้นทางนั้นไม่ได้ราบรื่นเหมือนในนิยายที่เขาเคยอ่าน
ร่างกายนี้...ร่างกายของเด็กห้าขวบที่นอนป่วยมาหนึ่งปีเต็มนั้นอ่อนแอและเปราะบางเกินไป เส้นลมปราณทั่วร่างของเขาไม่เพียงแต่ตีบตัน แต่ยังฝืดเคืองและเสียหายจากการไม่ได้ใช้งานมานาน การชักนำพลังปราณอันน้อยนิดให้ไหลผ่านไปในแต่ละครั้งสร้างความเ็ปราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงไปตามทางเดินของพลังนั้น
"อึ่ก..." หลินเฟิงกัดฟันแน่น เหงื่อเม็ดโป้งไหลซึมออกมาจากหน้าผากซีดเซียว ในหัวของเขาจินตนาการภาพตามที่นิยายบรรยายไว้ "จงมองเส้นลมปราณดุจแม่น้ำ และพลังปราณดุจสายน้ำ...เมื่อแม่น้ำแห้งเหือด ย่อมต้องใช้เวลาและความพยายามในการขุดลอกตะกอนดินที่ขวางกั้น"
สติปัญญาของชายวัยสี่สิบทำให้เขาเข้าใจหลักการได้อย่างถ่องแท้ แต่ร่างกายของเด็กหกขวบกลับต้องรับภาระความเ็ปนั้นอย่างเต็มเปี่ยม หลายต่อหลายครั้งที่เขาเจ็บจนแทบจะหมดสติไป แต่ทุกครั้งที่เขานึกถึงใบหน้าเย้ยหยันของจ้าวหู่และพรรคพวก นึกถึงความรู้สึกไร้ค่าที่ต้องนอนรอความตายบนเตียง...ความมุ่งมั่นก็จะลุกโชนขึ้นมาใหม่
เขาไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้นเพียงอย่างเดียว แต่เขาทำเพื่อ "โอกาส" ที่จะใช้ชีวิตครั้งที่สองนี้อย่างมีความหมาย
เวลากลางวัน เขาจะแสร้งทำเป็เด็กป่วยที่นอนหลับใหลซมซาน แต่ในใจกลับกำลังทบทวนทฤษฎีและขั้นตอนของเคล็ดวิชาอย่างละเอียด เขาใช้ความรู้จากชาติก่อนในการวิเคราะห์ "ทำไมต้องเริ่มจากเส้นลมปราณสายนี้ก่อน? อ้อ...เพราะมันเป็เส้นหลักที่เชื่อมต่อกับตันเถียนโดยตรง การเปิดเส้นนี้ได้ก่อนจะทำให้การเก็บสะสมพลังมีประสิทธิภาพสูงสุด" ความได้เปรียบจากการมี "คู่มือ" ฉบับสมบูรณ์อยู่ในหัว ทำให้การฝึกของเขามีทิศทางและแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม...
ประตูไม้เก่าๆ ของกระท่อมถูกผลักเปิดออกอย่างแ่เบา ร่างของเด็กหญิงตัวเล็กในชุดศิษย์ชั้นนอกสีเทาที่ดูสะอาดสะอ้านกว่าปกติเล็กน้อยก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ในมือของเธอคือถาดอาหารที่มีเพียงข้าวต้มและผักดองไม่กี่ชิ้น
เด็กหญิงคนนี้มีนามว่า หลิวซูซิน อายุราวเจ็ดขวบ เธอมีใบหน้าน่ารัก ดวงตากลมโตใสแป๋ว และมีปิ่นไม้เล็กๆ ปักอยู่ที่มวยผมอย่างเรียบร้อย เธอคือหนึ่งในศิษย์ไม่กี่คนที่ได้รับคำสั่งจากท่านผู้เฒ่าซูให้นำอาหารมาให้หลินเฟิงทุกวัน
ซูซินวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเบามือ เธอมองไปยังเด็กชายที่นอนหลับอยู่บนเตียงด้วยแววตาสงสารระคนเห็นใจ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เธอมา เขาก็จะนอนนิ่งแบบนี้เสมอ ผอมจนหนังหุ้มกระดูก ใบหน้าซีดเผือดจนน่ากลัว
ทว่าวันนี้...มีบางอย่างต่างออกไป
เธอสังเกตเห็นว่าแม้ใบหน้าของหลินเฟิงจะยังคงซีดเซียว แต่ก็เริ่มมีสีเืฝาดจางๆ ปรากฏขึ้นมาให้เห็น ลมหายใจของเขาดูสม่ำเสมอและลึกกว่าทุกครั้ง
"ศิษย์น้องหลิน...ข้าเอาอาหารมาให้แล้ว" เธอเรียกเสียงเบาตามความเคยชิน ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการตอบสนองใดๆ
แต่แล้วสิ่งที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น...
เปลือกตาของเด็กชายบนเตียงขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยไร้แวว บัดนี้กลับมีจุดรวมแสงที่ชัดเจน แม้จะยังดูอ่อนเพลีย แต่ก็มีความรู้สึกนึกคิดฉายชัดอยู่ในนั้น
หลินเฟิงมองเด็กหญิงตรงหน้า ในหัวของเขาจำได้ทันทีว่าเธอคือคนที่นำอาหารมาให้เขาทุกวัน เขาพยายามจะเอ่ยปากขอบคุณ แต่ลำคอกลับแห้งผากจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้เธอเบาๆ เท่านั้น
หลิวซูซินเบิกตากว้างอย่างใ "เ้า...เ้าฟื้นแล้ว!" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ "รอเดี๋ยวนะ ข้าจะไปรานงานท่านผู้เฒ่า!"
แต่ก่อนที่เธอจะได้หันหลังกลับไป มือเล็กๆ ที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกของหลินเฟิงก็ยื่นออกมาแตะที่ชายแขนเสื้อของเธออย่างแ่เบา เขาออกแรงส่ายหน้าช้าๆ
ในฐานะคนที่มีวุฒิภาวะของผู้ใหญ่ เขาเข้าใจดีว่าการฟื้นตัวอย่าง "ปาฏิหาริย์" จะนำมาซึ่งความสนใจที่ไม่จำเป็ เขา้าเวลา...เวลาที่จะสร้างรากฐานของตัวเองอย่างเงียบๆ การเป็จุดสนใจในตอนนี้มีแต่จะสร้างปัญหาให้กับแผนการของเขา
หลิวซูซินชะงัก เธอไม่เข้าใจความหมายของเขา แต่เมื่อเห็นแววตาที่ดูจริงจังและอ้อนวอนนั้น เธอก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ก็ได้...เช่นนั้น...เ้ารีบกินข้าวก่อนเถอะ จะได้มีแรง"
เธอช่วยพยุงหลินเฟิงขึ้นพิงกับหัวเตียง แล้วยื่นชามข้าวต้มให้เขา หลินเฟิงรับมาด้วยสองมือที่ยังสั่นเทาเล็กน้อย เขาค่อยๆ ตักข้าวต้มเข้าปากอย่างช้าๆ มันเป็เพียงข้าวต้มจืดชืดธรรมดา แต่สำหรับเขาที่ไม่ได้กินอาหารจริงๆ มานาน มันกลับอร่อยราวกับอาหารจากภัตตาคารหรูในชาติก่อน
หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์เล็กๆ ระหว่างเด็กทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้น
ทุกวันหลิวซูซินจะนำอาหารมาให้ และทุกวันเธอก็จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหลินเฟิงทีละเล็กทีละน้อย จากที่ต้องป้อน ก็เริ่มตักกินเองได้ จากที่นั่งได้ไม่นาน ก็เริ่มขยับแขนขาได้มากขึ้น บทสนทนาของพวกเขามีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ซูซินจะเป็ฝ่ายเล่าเื่ราวต่างๆ ในสำนักให้ฟัง ส่วนหลินเฟิงก็จะเป็ผู้ฟังที่ดีและตอบรับด้วยคำพูดสั้นๆ ไม่กี่คำ
แต่ซูซินกลับรู้สึกว่า การคุยกับศิษย์น้องที่ดูเงียบขรึมคนนี้กลับน่าสนใจกว่าการคุยกับศิษย์คนอื่นๆ บางครั้งเขาจะถามคำถามที่ดูแปลกๆ แต่ลึกซึ้ง บางครั้งแววตาของเขาก็ดูเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน...จนเผลอลืมไปว่าเขาเป็เพียงเด็กหกขวบเท่านั้น
ส่วนหลินเฟิงเองก็รู้สึกขอบคุณเด็กหญิงคนนี้อย่างสุดหัวใจ ในโลกใหม่ที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี ความมีน้ำใจอันบริสุทธิ์ของเธอก็เปรียบเสมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย
เวลาผ่านไปอีกหกเดือน...
ตอนนี้หลินเฟิงสามารถลุกขึ้นเดินได้แล้ว แม้จะยังดูงุ่มง่ามไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็การฟื้นตัวที่น่าทึ่ง เขาสามารถเดินไปไหนมาไหนภายในกระท่อมเล็กๆ ของตัวเองได้แล้ว และนั่นหมายความว่า...การฝึกของเขาก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น
ทุกค่ำคืน เขาไม่ได้ฝึกเพียงแค่การโคจรลมปราณอีกต่อไป แต่ยังเริ่มฝึกฝนกระบวนท่าพื้นฐานของ "เพลงหมัดเสริมสร้างกายา" ซึ่งเป็บทแรกสุดของเคล็ดวิชาใน "จักรพรรดิเทพัสยบฟ้า" มันเป็กระบวนท่าที่เรียบง่าย เน้นการยืดเส้นยืดสายและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกระดูก
เขาทำอย่างระมัดระวังที่สุด เคลื่อนไหวช้าๆ และเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่อาจจะผ่านไปมาได้ยินเข้า
ด้วยความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์แบบคร่าวๆ จากชาติก่อน ประกอบกับคำอธิบายที่ละเอียดลออในความทรงจำ ทำให้เขาเข้าใจว่าทุกการเคลื่อนไหวของกระบวนท่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไร
พลังปราณที่สะสมมาตลอดครึ่งปีถูกใช้ไปกับการฟื้นฟูและเสริมสร้างร่างกายจากภายใน ขณะที่เพลงหมัดก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งจากภายนอก การประสานกันนี้ทำให้ร่างกายของเขาที่เคยผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผิวพรรณที่เคยซีดขาวก็เริ่มเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
การเปลี่ยนแปลงของเขาอยู่ในสายตาของหลิวซูซินตลอดเวลา แต่เธอก็คิดเพียงว่ามันเป็เพราะเขากินอาหารได้มากขึ้นและมีกำลังใจที่ดีขึ้นเท่านั้น
วันหนึ่ง ขณะที่เธอนำอาหารกลางวันมาให้ตามปกติ เธอก็เห็นหลินเฟิงกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังลานฝึกที่อยู่ไกลออกไป
"มองอะไรอยู่รึ?" เธอเอ่ยถาม
หลินเฟิงหันกลับมา บนใบหน้าของเด็กหกขวบปรากฏรอยยิ้มจางๆ "มองดู...อนาคตของข้าน่ะ"
คำตอบที่แก่เกินวัยนั้นทำให้ซูซินหัวเราะคิก "เ้าเด็กคนนี้ พูดจาแปลกๆ อีกแล้วนะ"
"ศิษย์พี่ซูซิน" หลินเฟิงเรียกเธออย่างจริงจัง "อีกไม่นาน ข้าจะกลับไปที่ลานฝึกนั่น...ถึงตอนนั้น ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกข้าได้อีกแล้ว"
แววตาที่มุ่งมั่นของเขาทำให้ซูซินใจหายวาบ เธอรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่างเล็กๆ นั้น...พลังที่ทำให้เธอรู้สึกเชื่อมั่นในคำพูดของเขาอย่างไม่มีเหตุผล
เวลาล่วงเลยไปอีกสองปี...
หลินเฟิงในวัยแปดขวบ บัดนี้ดูไม่ต่างจากเด็กธรรมดาทั่วไป เขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตในฐานะศิษย์ชั้นนอกได้อีกครั้ง เขาจงใจทำตัวให้เงียบขรึมและไม่โดดเด่น พูดน้อย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานจิปาถะที่ได้รับมอบหมาย เช่น การผ่าฟืน ตักน้ำ หรือทำความสะอาด
ไม่มีใครสนใจเด็กกำพร้าที่เคยเกือบตายคนนี้อีกแล้ว แม้แต่กลุ่มของจ้าวหู่เองก็มองเขาเป็เพียงอากาศธาตุ เพราะในสายตาของพวกเขา หลินเฟิงที่ร่างกายดูบอบบางกว่าเด็กรุ่นเดียวกันนั้น ไม่มีค่าพอที่จะเสียเวลาด้วยซ้ำ
ทว่าพวกเขาหารู้ไม่...ว่าภายใต้ท่าทีที่เรียบเฉยและร่างกายที่ดูธรรมดานั้น มีอะไรซ่อนอยู่
ทุกค่ำคืนที่ทุกคนหลับใหล หลินเฟิงจะแอบเข้าไปในป่าหลังสำนัก ที่นั่นคือสถานที่ฝึกฝนส่วนตัวของเขา
ณ ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เขาโคจรเพลงหมัดเสริมสร้างกายาได้อย่างคล่องแคล่ว ทุกท่วงท่าหนักแน่นและเต็มไปด้วยพลัง เสียงหมัดที่กระทบกับอากาศดัง "ฟุ่บ! ฟุ่บ!" เป็จังหวะ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยหยุดฝึกฝนแม้แต่วันเดียว!
เคล็ดวิชาหมื่นธารไหลรวมได้ชำระล้างและขยายเส้นลมปราณของเขาจนกว้างขวางและบริสุทธิ์กว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก พลังปราณที่เขาสะสมไว้ก็หนาแน่นและมีคุณภาพสูงกว่าศิษย์รุ่นเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด
ฟู่ววว...
หลินเฟิงผ่อนลมหายใจยาวออกมา ไอร้อนสีขาวจางๆ พุ่งออกจากปากของเขาเป็สาย เขายืนนิ่ง สงบสติอารมณ์ และััได้ถึงพลังปราณที่ไหลเวียนอย่างราบรื่นในตันเถียน พลังนั้นอัดแน่นจนเกือบจะถึงขีดจำกัดของระดับปัจจุบันแล้ว
"อีกแค่นิดเดียว..." เขากระซิบกับตัวเอง "อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ข้าก็จะทะลวงผ่านระดับก่อร่างขั้นที่เก้าไปได้...และเมื่อถึงเวลานั้น...การทดสอบประจำปีของศิษย์ชั้นนอกที่กำลังจะมาถึง ก็คงจะน่าสนุกขึ้นเยอะเลยทีเดียว"
เขากำหมัดแน่น ดวงตาที่เคยสงบนิ่งพลันทอประกายคมปลาบราวกับใบมีดภายใต้แสงจันทร์...รากฐานที่เขาสร้างมาตลอดสองปีอย่างเงียบเชียบ...บัดนี้มันแข็งแกร่งและพร้อมที่จะรองรับสิ่งปลูกสร้างที่สูงตระหง่านแล้ว!