สวีทงที่กำลังปิดด่านบำเพ็ญอยู่ในถ้ำพำนักสะดุ้งตื่นจากภวังค์
เมื่อได้รับข้อมูลจากระบบ สวีทงก็เริ่มครุ่นคิดอย่างระมัดระวังในใจ
นั่นไงล่ะ การไม่ไปฟังหงจวินบรรยายเต๋าถึงสองครั้งติดต่อกัน ได้ดึงดูดความสนใจจากเขาเข้าจริง ๆ สินะ?
หงจวินคงคิดจะใช้จิตััตรวจสอบด้วยตนเอง เพื่อดูว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่ในถ้ำพำนักกันแน่?
เมื่อมองดูตัวเลือกทั้งสองตรงหน้า คราวนี้เขาถึงกับลังเลใจ
เพราะครั้งนี้ไม่ใช่การบังคับให้ออกจากด่าน แต่เป็การเลือกว่าจะยอมให้มรรคาจารย์หงจวินตรวจสอบสภาวะของตนหรือไม่
หากยอมให้เขาตรวจสอบ พลังบำเพ็ญของข้าในยามนี้ย่อมต้องทำให้เขาเพิ่มความระแวงเป็แน่
หงจวินนั้นหาใช่เล่าจื๊อหรือหยวนสื่อ สองคนนั้นยังไม่ได้บรรลุเป็ปราชญ์ อีกทั้งพลังบำเพ็ญยังต่ำกว่าสวีทงขั้นหนึ่ง ย่อมมองเขาไม่ทะลุ แต่หากเป็หงจวินตรวจสอบ เพียงกวาดสายตาคราเดียวเขาก็จะรู้ทันทีว่าเขาบรรลุขอบเขตกึ่งปราชญ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุญบารมีเบิกฟ้า
และยามนี้หงจวินเพิ่งจะเริ่มบรรยายวิถีกึ่งปราชญ์ เื่นี้ย่อมต้องมีเงื่อนงำ ถึงเวลานั้นหากสาวไส้จนถึงรากเหง้า ข้าคงต้องพินาศเป็แน่
แต่หากไม่ยอมให้หงจวินตรวจสอบ แล้วหงจวินพบว่าเขามีลานเต๋าแห่งปราชญ์ครอบคลุมอยู่ บางทีมันอาจจะยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหงจวินมากขึ้นไปอีก
ชั่วขณะหนึ่ง สวีทงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะตัดสินใจ ทว่าทันใดนั้น เขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ระบบ ถ้าข้าเลือกแล้ว จะมอบรางวัลให้ในทันทีเลยหรือไม่?”
[ติ๊ง! ตอบโฮสต์ หลังจากทำการเลือกแล้ว รางวัลจะถูกมอบให้ในทันที]
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ ดวงตาของสวีทงก็ทอประกายยินดี นี่คือคำตอบที่เขา้าพอดี!
“ดี ข้าเลือกข้อแรก”
[ติ๊ง! โฮสต์เลือกทางเลือกที่ 1 มอบรางวัล: มุกโกลาหล]
สิ้นเสียงของระบบ สวีทงก็ยกเลิกม่านพลังป้องกันของลานเต๋าแห่งปราชญ์ออกทันที
ทว่าก่อนที่จิตััของหงจวินจะมาถึง สวีทงก็รีบอาศัยพลังของมุกโกลาหลเพื่อจัดวางข่ายอาคมป้องกันซ้อนทับกันหลายสิบชั้น ณ จุดที่เขานั่งอยู่ หากมีผู้ใดพยายามสอดแนมหรือบุกรุกเข้ามา เขาจะรู้ตัวในทันที
ทันทีที่จัดวางข่ายอาคมเสร็จสิ้น จิตััของหงจวินก็ร่อนลงมาถึงเขาคุนหลุนพอดี
เมื่อััได้ถึงข่ายอาคมป้องกันที่ทงเทียนจัดวางไว้ หงจวินก็พยายามจะสลายมันอย่างเงียบเชียบเพื่อสอดแนม ทว่าเขากลับพบว่าข่ายอาคมเหล่านี้ถูกจัดวางไว้อย่างหนาแน่นและซับซ้อนยิ่งนัก แม้แต่ตัวเขาเอง หากไม่พึ่งพาแผ่นหยกรังสรรค์ ก็ยากที่จะทำลายมันลงโดยไม่ให้เกิดเสียง
“ประหลาดแท้ เ้าทงเทียนนี่กำลังทำอะไรอยู่ข้างในกันแน่? ถึงกับวางข่ายอาคมแ่าถึงเพียงนี้ แม้แต่ข้าหากไม่ลงมืออย่างจริงจัง ก็ไม่อาจทะลวงเข้าไปได้”
ทงเทียนเดิมทีก็มีความเชี่ยวชาญในวิถีแห่งค่ายกลและข่ายอาคมอยู่แล้ว ยิ่งยามนี้อาศัยพลังจากมุกโกลาหลที่เป็ยอดสมบัติโกลาหล ข่ายอาคมของสวีทงย่อมทรงพลังยิ่งขึ้น
เขากำลังเดิมพัน… เดิมพันว่าหงจวินจะยอมเปิดไพ่ในมือทั้งหมด หรือจะยอมล้มเลิกการตรวจสอบเพื่อไม่ให้เขารู้ตัว
สวีทงมั่นใจว่าตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ใช้แผ่นหยกรังสรรค์ ย่อมไม่มีทางทำลายข่ายอาคมนี้ได้แน่นอน และความจริงก็เป็ไปตามที่เขาคาดไว้
ยามนี้หงจวินกำลังจะเริ่มการบรรยายเต๋า หากวู่วามใช้แผ่นหยกรังสรรค์ ย่อมต้องดึงดูดสายตาจากฝูงชนเป็แน่ อีกอย่าง ต่อให้ทำลายข่ายอาคมเข้าไปได้ เขาก็ไม่มีคำอธิบายดี ๆ ให้กับทงเทียน
หากเื่นี้ไปสะกิดโดนความลับบางอย่างเข้า เขาจะแก้ตัวว่าอย่างไร?
จะบอกว่าแค่แวะมาเยี่ยมงั้นรึ? มันฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด
หลังจากตรึกตรองดูแล้ว ในที่สุดหงจวินก็ตัดสินใจล้มเลิก
“ช่างเถิด ครานี้ข้าจะปล่อยเ้าไปก่อน แต่ลิขิต์ไม่ใช่สิ่งที่เ้าจะเอาชนะได้ง่าย ๆ ต่อให้เ้าไม่ยอมออกมา ข้าก็มีวิธีของข้า”
หงจวินถอนจิตัักลับไป เมื่อความรู้สึกของการถูกเฝ้ามองเลือนหายไป สวีทงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถอยไปแล้วสินะ?
ดูท่าข้าต้องเร่งฝึกฝนให้หนักขึ้นเสียแล้ว หงจวินเริ่มระแวงข้าเข้าจริง ๆ แล้ว
แถมครั้งนี้ข้ายังอาศัยช่องโหว่ของระบบมาช่วยไว้ได้ แม้จะเปิดม่านพลังของลานเต๋าแห่งปราชญ์ออก ก็ไม่ได้ทำให้หงจวินตรวจสอบอะไรได้สำเร็จ
แต่คราวหน้าเกรงว่ามันคงจะไม่ง่ายเช่นนี้อีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีทงก็กลับเข้าสู่การฝึกฝนอีกครั้ง มีเพียงความแข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้นที่จะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการบงการของวิถี์และหงจวินได้
และในระหว่างนั้น สมาชิกในวังจื่อเซียวต่างก็สังเกตเห็นท่าทีของหงจวิน
เมื่อพบว่าหงจวินมองไปยังทิศทางของเล่าจื๊อและหยวนสื่อ ทุกคนต่างก็ตระหนกและพากันคาดเดา
“ท่านมรรคาจารย์มองไปยังเล่าจื๊อและหยวนสื่ออีกแล้ว คราก่อนก็เป็เช่นนี้”
“ไม่ใช่ เขาไม่ได้มองสองคนนั้น แต่เขากำลังมองหาทงเทียนต่างหาก”
“อะไรนะ! คราวนี้ทงเทียนก็ไม่มาอีกแล้วรึ?”
“เ้านั่นมีดีอะไรกันแน่ ถึงขนาดทำให้ท่านมรรคาจารย์ต้องใส่ใจถึงเพียงนี้”
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนในตำหนักต่างก็เริ่มมีความอยากรู้อยากเห็นในตัวทงเทียนขึ้นมา เพราะการที่ปราชญ์ถึงกับต้องมองหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นต้องมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา
หงจวินถอนจิตัักลับมาพลางกวาดสายตามองไปยังฝูงชน เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน เขาก็รู้ว่าตนเองแสดงท่าทีออกไปมากเกินควร จึงเอ่ยปากเพื่อเบนความสนใจของทุกคนในทันที
“การบรรยายเต๋าในครั้งนี้ จะว่าด้วยเื่วิถีกึ่งปราชญ์ ขอบเขตกึ่งปราชญ์ คือก้าวย่างสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราชญ์ อีกทั้งยังเป็การเตรียมความพร้อมสำหรับการบรรลุปราชญ์ด้วย
วิถีแห่งการบรรลุนั้นมีอยู่สามทาง นั่นคือ การพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลัง การพิสูจน์มรรคาด้วยการตัดสามกิเลส และการพิสูจน์มรรคาด้วยบุญบารมี
ในบรรดาสามทางนี้ การพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังนั้นแข็งแกร่งที่สุด ตัดสามกิเลสรองลงมา และพิสูจน์มรรคาด้วยบุญบารมีนั้นอ่อนแอที่สุด
ทว่าเนื่องจากกฎเกณฑ์ฟ้าดินได้เปลี่ยนแปลงไป ยามนี้การพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังจึงมิอาจทำได้อีกต่อไปแล้ว ส่วนการพิสูจน์มรรคาด้วยบุญบารมีย่อมไม่ต้องเอ่ยถึง ผู้ที่จะบรรลุได้ต้องมีบุญบารมีอันยิ่งใหญ่คุ้มครองกาย
ดังนั้น สิ่งที่ข้าจะบรรยายในวันนี้ คือการพิสูจน์มรรคาด้วยการตัดสามกิเลส”
เมื่อได้ยินคำของหงจวิน ทุกคนต่างก็เบนความสนใจกลับมาและนั่งตัวตรงอย่างตั้งใจ เพราะพวกเขาเพิ่งจะััได้ถึงพลังอันน่าเกรงขามของปราชญ์ไป ยามนี้ทุกคนต่างกระหายที่จะรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะได้พลังเช่นนั้น
“การพิสูจน์มรรคาด้วยการตัดสามกิเลส จำเป็ต้องพึ่งพาพลังจากสมบัติวิเศษปฐมกำเนิด
สมบัติวิเศษปฐมกำเนิดหนึ่งชิ้น สามารถใช้ตัดกิเลสออกจากร่างกายได้หนึ่งส่วน ยิ่งสมบัติที่ใช้ตัดกิเลสแข็งแกร่งเพียงใด ร่างจำแลงของกิเลสนั้นก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น แต่สมบัติหนึ่งชิ้นสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว”
หลังจากนั้น หงจวินก็เริ่มบรรยายเคล็ดลับการตัดสามกิเลสอย่างละเอียด
ในขณะที่หงจวินบรรยายเต๋า ทั่วทั้งฟ้าดินพลันปรากฏนิมิตบุปผาทองร่วงหล่น ปราณม่วงพวยพุ่ง ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างสดับฟังอย่างหลงใหลจนลืมวันลืมคืน
เวลาสามพันปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงของหงจวินค่อย ๆ เงียบลง
ตลอดสามพันปีของการฟังเต๋า เล่าจื๊อและหยวนสื่อต่างก็มีความก้าวหน้า เล่าจื๊ออาศัยอานุภาพของแผนภาพไท่จี๋ตัดกิเลสดี*[1]ออกมาได้สำเร็จ ส่วนหยวนสื่อใช้ธงผานกู่ตัดกิเลสแห่งตน*[2] ออกมา
ทางด้านตี้จวิ้นและตงหวงไท่อีต่างก็ได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย ขุมพลังระดับแนวหน้าของหงฮวงได้ยกระดับจากเซียนทองต้าหลัวระดับสูงสุด ขึ้นสู่ขอบเขตกึ่งปราชญ์อย่างเป็ทางการแล้ว
เมื่อการบรรยายเต๋าสิ้นสุดลง ทุกคนก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น หงจวินเอ่ยถามว่า
“วิถีกึ่งปราชญ์ด้วยการตัดสามกิเลสได้บรรยายจบสิ้นแล้ว พวกเ้ายังมีข้อสงสัยประการใดอีกหรือไม่?”
ทุกคนตื่นจากภวังค์ เมื่อได้ยินคำถามของหงจวิน เล่าจื๊อก็เอ่ยถามขึ้นเป็คนแรก
“ขอบังอาจถามท่านอาจารย์ ในเมื่อยามนี้ฟ้าดินแปรเปลี่ยนไป การพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังนั้นมิอาจทำได้จริง ๆ หรือขอรับ?”
เมื่อได้ยินคำถามของเล่าจื๊อ ทุกคนต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เพราะนี่คือวิถีการบรรลุที่แข็งแกร่งที่สุด ย่อมเป็ที่สนใจของทุกคน
หงจวินขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างรู้สึกไม่พอใจ
ข้าก็บอกไปแล้วว่าฟ้าดินแปรเปลี่ยนไป การพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังนั้นทำไม่ได้แล้ว เ้ายังจะมาถามซ้ำอีก นี่คิดจะสงสัยในคำพูดของข้ารึ?
หงจวินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเ็า “เป็ไปไม่ได้อีกแล้ว”
ตี้จวิ้นและตงหวงไท่อีได้ยินเช่นนั้นก็ลอบแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนหน้านี้เล่าจื๊อเคยบอกว่าทงเทียนมีพลังบำเพ็ญสูงส่งกว่าพวกเขาทั้งหมด ยามนี้ท่านปราชญ์เพิ่งจะบรรยายการพิสูจน์มรรคาด้วยการตัดสามกิเลสจบลง และยังยืนยันว่าวิถีพละกำลังนั้นเดินต่อไม่ได้ ส่วนวิถีบุญบารมีก็เป็วิธีบรรลุปราชญ์โดยตรง
ดังนั้น คำพูดที่เล่าจื๊อเคยกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ ย่อมต้องเป็เื่โกหกทั้งเพแน่นอน!
[1] กิเลสดี (善尸) คือ ความยึดติดในบุญ แม้จะเป็ความเมตตาหรือความปรารถนาดี แต่ถ้ายังมี ‘ความยึดติด’ เช่น อยากช่วยโลก อยากทำบุญ หรือสงสารมวลมนุษย์ จิตใจก็ยังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็หนึ่งเดียวกับเต๋าที่ไร้ความลำเอียง
[2] กิเลสแห่งตน (自我尸) คือ ความยึดติดใน ‘อัตตา’ มันคือความรู้สึกว่า ‘ฉันเป็ฉัน’ ความปรารถนาส่วนตัว ความทรงจำ และกิเลสที่ไม่ได้ดีหรือชั่ว แต่มันคือความเป็ปัจเจกบุคคล การจะตัดกิเลสนี้ได้ ผู้บำเพ็ญต้องบรรลุถึงสภาวะที่ไร้ตัวตนอย่างแท้จริง