แสงอรุณแรกของวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ากระทบใบหน้างดงามของเซี่ยชิงหลานที่กำลังนอนหลับใหลอย่างสงบ บนเตียงกว้างที่ไร้เงาของบุรุษผู้เป็สามี ชิงหลานลืมตาขึ้นช้าๆ ั์ตาคู่สวยใสกระจ่างไร้แววเหนื่อยล้าดั่งเช่นชาติก่อน นางขยับกายลุกขึ้นนั่ง พลางกวาดสายตามองห้องหอที่เงียบเชียบ มุมปากหยักขึ้นเป็รอยยิ้มบางเบา ค่ำคืนที่ผ่านมาเป็คืนที่นางได้นอนหลับสนิทที่สุดในรอบหลายปี ไม่มีน้ำตา ไม่มีคำตัดพ้อ มีเพียงความโล่งใจที่แผนการขั้นแรกราบรื่น
"คุณหนูรอง... โอ๊ะ ไม่ใช่สิ บัดนี้ต้องเรียกพระชายาแล้ว ตื่นแล้วหรือเ้าคะ?"
ชุ่ยเอ๋อร์ผลักประตูเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำล้างหน้าและผ้าเช็ดมือ ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยเต็มไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด นางลอบมองเตียงนอนที่เรียบตึงไม่มีร่องรอยของการร่วมหอ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ด้วยความสงสารผู้เป็นาย ชิงหลานเห็นท่าทางนั้นก็รู้ทันทีว่าสาวใช้คิดสิ่งใดอยู่ นางจึงเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "ชุ่ยเอ๋อร์ เ้าจะทำหน้าอมทุกข์ไปไย การที่ท่านอ๋องมิได้ประทับอยู่ที่นี่ นับเป็เื่ดีที่สุดสำหรับข้าแล้ว รีบเข้ามาช่วยข้าผลัดผ้าแต่งตัวเถิด วันนี้ยังมี 'ศึกใหญ่' รอข้าอยู่" ศึกใหญ่ที่ชิงหลานหมายถึง คือการยกน้ำชาคารวะน้ำชาจากบรรดาอนุภรรยาของเสิ่นอ๋อง ในชาติก่อน นางถูกอนุหลิ่วใช้วาจาเหน็บแนมและแสร้งทำน้ำชาร้อนลวกใส่มือนางกลางเรือนโถง ต่อหน้าบ่าวไพร่มากมาย ทำให้นางอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่วันนี้... นางจะไม่ยอมเป็ลูกพลับนิ่มให้ใครมาบีบเล่นอีก ชุ่ยเอ๋อร์เลือกฉลองพระองค์สีแดงสดปักลายโบตั๋นสีทองงดงาม ขับเน้นผิวขาวผุดผ่องดั่งหิมะให้ดูมีสง่าราศี มงกุฎทองคำขนาดเล็กถูกประดับบนมวยผมอย่างประณีต เมื่อชิงหลานส่องกระจกเงาทองเหลือง ภาพที่ปรากฏคือสตรีผู้สูงศักดิ์ งดงาม เฉียบคม และเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ไร้ซึ่งร่องรอยของความอ่อนแอในอดีต
ณ เรือนโถงรับรองหลักของจวนเสิ่นอ๋อง บรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความคึกคักแกมประชดประชัน สตรีสามสี่นางในชุดสีสันฉูดฉาดนั่งรวมตัวกันอยู่ ฝั่งซ้ายคือ ‘อนุหลิ่ว’ สตรีหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราดั่งดอกไม้แรกแย้ม ทว่าดวงตากลับฉายแววริษยาอย่างปิดไม่มิด ข้างๆ นางคืออนุคนอื่นๆ ที่ต่างพากันกระซิบกระซาบถึงเื่ค่ำคืนเข้าหอ
"พวกเ้าได้ยินหรือไม่ คืนข้ามคืนท่านอ๋องเสด็จออกจากห้องหอั้แ่หัวค่ำ ปล่อยให้พระชายาคนใหม่นอนเฝ้าห้องหออย่างโดดเดี่ยว" อนุฟาง สตรีปากเปราะเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"เหอะ จะแปลกอันใดเล่า สตรีที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมสลับตัวแต่งเข้าจวนมาอย่างไร้ยางอาย มีหรือท่านอ๋องจะทรงยกย่อง" อนุหลิ่วจิบชา พลางยิ้มเยาะ "อีกสักครู่ตอนนางมาถึง พวกเราก็แค่อ่อนน้อมพอเป็พิธี แต่อย่าได้เกรงกลัวไป ในเมื่อท่านอ๋องไม่โปรด ตำแหน่งพระชายาเอกก็เป็เพียงเปลือกนอกเท่านั้นแหละ"
"อนุหลิ่วช่างวาจาสามหาวนัก! ใครให้ท้ายเ้าถึงกล้าวิจารณ์พระชายาเอกลับหลังเช่นนี้!" น้ำเสียงเฉียบขาดและทรงพลังดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนโถง ทำให้อนุทุกนางสะดุ้งสุดตัว ขนลุกซู่ด้วยความหวาดหวั่น ร่างระหงของเซี่ยชิงหลานก้าวเข้ามาในห้องโถงอย่างช้าๆ ท่วงท่าการเดินสง่างามและน่าเกรงขามดั่งพญาหงส์ สายตาคมกวาดมองสตรีทุกคนในห้องจนพวกนางต้องรีบก้มหน้าลงต่ำ อนุหลิ่วใจคอตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางไม่คิดว่าชิงหลานจะมาได้ยิน และไม่คิดว่าสตรีที่เคยได้ชื่อว่าอ่อนแอและถูกทอดทิ้งจากตระกูลเซี่ย จะมีรังสีข่มขวัญผู้คนได้รุนแรงถึงเพียงนี้ ชิงหลานก้าวไป นั่งลงบนเก้าอี้ประธานตำแหน่งพระชายาเอกอย่างมั่นคง นางวางมือบนที่เท้าแขน พลางปัดเศษฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ท่าทางนิ่งสงบแต่กดดันจนไม่มีใครกล้าหายใจแรง
"เมื่อครู่... ใครเป็คนพูดว่าตำแหน่งของข้าเป็เพียงเปลือกนอกงั้นหรือ?" ชิงหลานเอ่ยถาม น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่น่ากลัวราวกับเสียงเตือนก่อนพายุจะมา "ก้าวออกมาข้างหน้า แล้วพูดต่อหน้าข้าอีกครั้งสิ"
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดโรยตัวลงปกคลุมทั่วทั้งเรือนโถง บรรดาบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้อยู่รอบข้างต่างพากันก้มหน้าจนคางชิดอก ไม่มีใครคาดคิดว่าพระชายาเอกคนใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้ามาในสภาพ ‘สามีไม่ร่วมหอ’ จะมีบารมีเฉียบขาดและน่าเกรงขามถึงเพียงนี้ อนุหลิ่วหน้าซีดเผือดไปชั่วครู่ ทว่าด้วยความที่ถือดีว่าตนเองเป็อนุที่ มู่หรงเหยียน ประทานที่พำนักให้เป็สัดส่วน และเคยปรนนิบัติเขามาก่อน จึงพยายามรวบรวมความกล้า หยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกมาข้างหน้า นางย่อกายคารวะอย่างไม่เต็มใจนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มแสร้งปั้นรอยยิ้มอ่อนหวานที่ดูเสแสร้ง
"พระชายาโปรดประทานอภัยด้วยเพคะ เมื่อครู่อนุฟางเพียงแต่พูดล้อเล่นกันในหมู่พี่น้อง มิได้มีเจตนาจะลบหลู่พระชายาเลยแม้แต่น้อยเพคะ" อนุหลิ่วเอ่ยอ้าง ขยิบตาให้อนุฟางรีบก้าวออกมาสมทบ อนุฟางตัวสั่นงันงก รีบคุกเข่าลงบนพื้นทันที "พะ... พระชายาโปรดเมตตา หม่อมฉันปากพล่อยไปเองเพคะ!" ชิงหลานไม่ได้มองอนุฟางเลยแม้แต่น้อย สายตาคมกริบของนางยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของอนุหลิ่ว ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงสันดานงูพิษที่ซ่อนอยู่ภายใน ชาติก่อนสตรีผู้นี้ใช้หน้าตากลางซื่อ ตาใสเช่นนี้หลอกลวงนาง ก่อนจะส่งคนมาทุบตีจนนางตายในเรือนร้าง
"พูดล้อเล่นงั้นหรือ?" ชิงหลานแค่นยิ้มหยัน น้ำเสียงเย็นเยียบ "จวนเสิ่นอ๋องมีกฎระเบียบเคร่งครัด อนุก็คือบ่าวครึ่งตัว มีสิทธิ์อันใดมาวิพากษ์วิจารณ์ชายาเอก? อนุหลิ่ว... เ้าเป็คนสนิทของท่านอ๋องมานาน แทนที่จะตักเตือนผู้อื่น กลับให้ท้ายและร่วมผสมโรง หากเื่นี้รู้ไปถึงหูท่านอ๋อง หรือเสด็จแม่ในวังหลวง พวกเ้าคิดว่าหัวของพวกเ้ายังจะตั้งอยู่บนบ่าหรือไม่!" คำขู่เื่วังหลวงทำให้อนุหลิ่วใจหายวาบ นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ความริษยาและแรงโทสะแล่นริ้วขึ้นมาจนลืมความกลัว ‘สตรีไร้ค่าที่พ่อแม่ไม่รักเช่นเ้า มีสิทธิ์อันใดมาข่มขู่ข้า!’
"พระชายาโปรดระงับโทสะเพคะ" อนุหลิ่วแสร้งบีบน้ำตา คุกเข่าลงอย่างอ่อนช้อย ท่าทางดูน่าสงสารดั่งดอกไม้ต้องลมฝน "พวกหม่อมฉันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ วันนี้เป็วันแรกที่พระชายาเข้าจวน พวกหม่อมฉันตั้งใจจะมายกน้ำชาปรนนิบัติ... ชุ่ยเอ๋อร์ เ้ารีบไปยกน้ำชามาสิ"
อนุหลิ่วหันไปสั่งชุ่ยเอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงเฉียบ ขยิบตาส่งสัญญาณให้บ่าวคนสนิทของตนเองที่ยกถาดน้ำชาชาเตรียมไว้อยู่แล้ว
ชิงหลานลอบสังเกตทุกการกระทำของอนุหลิ่ว ในชาติก่อน... น้ำชาถาดนี้แหละที่ต้มจนเดือดพล่าน และอนุหลิ่วแสร้งทำสะดุดลวกใส่มือของนางจนพองพุพอง ชาตินี้นางย่อมรู้เท่าทัน บ่าวของอนุหลิ่วยกถาดน้ำชาเข้ามา อนุหลิ่วยืนขึ้นรับถ้วยชาเคลือบกระเบื้องชั้นดี ทว่าไอความร้อนที่โชยออกมาหนาหูนั้น บ่งบอกชัดเจนว่ามันร้อนจัดเพียงใด อนุหลิ่วก้าวเข้ามาใกล้ชิดชิงหลาน คุกเข่าลงอีกครั้งพลางประคองถ้วยชาขึ้นเหนือหัว
"ขอพระชายาโปรดดื่มชาของหม่อมฉัน เพื่อความเป็สิริมงคล และประทานอภัยให้พวกเราด้วยเพคะ" ดวงตาของอนุหลิ่วฉายแววสะใจวูบหนึ่ง นางตั้งใจว่าทันทีที่ชิงหลานเอื้อมมือมารับ นางจะแสร้งทำมือสั่นลื่นหลุด ให้ชาร้อนๆ รดใส่ฉลองพระองค์สีแดงสดให้เปรอะเปื้อนและลวกผิวกายของพระชายาใหม่ให้เสียโฉม! ทว่า... ชิงหลานกลับนั่งนิ่งไม่ขยับมือ สายตาจับจ้องไปที่ถ้วยชานั้นด้วยรอยยิ้มปริศนา
"ในเมื่อเ้ามีใจสำนึกผิด ข้าก็ย่อมรับน้ำใจ" ชิงหลานเอ่ยเสียงเรียบ "แต่ชานี้ดูท่าจะร้อนเกินไปสักหน่อย หากข้ารับมาแล้วลื่นหลุดมือ จะหาว่าข้าใจร้ายมิได้นะ... ชุ่ยเอ๋อร์ ไปช่วยรับถ้วยชาจากอนุหลิ่วแทนข้าที"
"เพคะพระชายา!" ชุ่ยเอ๋อร์ที่ถูกฝึกมาอย่างดีรีบก้าวเข้าไปทันที อนุหลิ่วตระหนกวูบ แผนการกำลังจะพัง! ด้วยความลนลาน นางจึงแสร้งทำเป็หน้ามืด ร้อง “ว้าย!” เสียงหลง พลางซัดถ้วยชาร้อนจัดในมือเข้าหาตัวชิงหลานทันทีอย่างจงใจ! เคร้ง! เสียงถ้วยชากระเบื้องตกกระทบพื้นแตกละเอียด แต่น้ำชาที่ร้อนจัดนั้นกลับไม่ได้โดนตัวชิงหลานแม้แต่หยดเดียว! เพราะชิงหลานที่ระวังตัวอยู่แล้ว ได้ใช้พัดขนนกในมือปัดข้อมือของอนุหลิ่วอย่างแรงก่อนที่น้ำชาจะสาดมา ส่งผลให้น้ำชาเดือดพล่านทั้งหมด... ราดรดลงบนหน้าขาและมือของอนุหลิ่วเองเต็มๆ! "กรี๊ดดดดดด! ร้อน! ร้อนเหลือเกิน!"
อนุหลิ่วกรีดร้องลั่นเรือนโถง ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้น ผิวเนียนละเอียดที่หน้าขาและมือเริ่มขึ้นรอยแดงปูดโปนจากการถูกน้ำลวก บรรดาบ่าวไพร่และอนุคนอื่นๆ ต่างพากันร้องอุทานด้วยความใกลัว ชิงหลานปัดพัดขนนกในมือเบาๆ ขยับลุกขึ้นยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เ็าและสมเพช
"อนุหลิ่ว... เ้าช่างซุ่มซ่ามยิ่งนัก" ชิงหลานเอ่ยเสียงต่ำ กดดันจนเสียงกรีดร้องของอนุหลิ่วเริ่มชะงัก "ต่อหน้าข้า เ้ายังกล้าทำกิริยาไร้มารยาท สาดน้ำชาเลอะเทอะเรือนโถงเช่นนี้ หากข้าไม่ลงทัณฑ์เ้า จวนเสิ่นอ๋องคงไร้กฎระเบียบสืบไป!"
"พระชายา... หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ! อึก... ร้อนเหลือเกิน..." อนุหลิ่วสั่นสะท้าน ทั้งเจ็บแผลและหวาดกลัว
"เรียกคนมา ! ลากอนุหลิ่วไปกักบริเวณที่เรือนของนาง ห้ามออกจากเรือนเป็เวลาหนึ่งเดือน! และตัดเบี้ยหวัดสามเดือน!" ชิงหลานสั่งเสียงเฉียบขาด บ่าวไพร่ในจวนไม่มีใครกล้าขัด รีบก้าวเข้ามาลากตัวอนุหลิ่วที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายออกไปทันที