สามวันแรกของการเดินทางคือบทเรียนแห่งความโดดเดี่ยวที่เฟยหลงไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน โลกที่เคยกว้างใหญ่ในจินตนาการ บัดนี้กลับแผ่ขยายอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ ทิวทัศน์ของหุบเขาและป่าทึบที่คุ้นเคยค่อยๆ เปลี่ยนเป็ทุ่งหญ้าและเนินเขาที่ไม่คุ้นตา เขายึดถือกฎของมารดาอย่างเคร่งครัด...นอนในที่กำบัง...กินเสบียงที่เตรียมมาอย่างประหยัด...และหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้คนโดยไม่จำเป็
ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง สรรพเสียงและกลิ่นอายของโลกภายนอกนั้นแตกต่างจากป่าที่เขาเติบโตมาอย่างสิ้นเชิง แต่การฝึกฝนการรับรู้ที่ผ่านมาก็ช่วยเขาได้มาก เขาสามารถได้ยินเสียงเกือกม้าที่กำลังใกล้เข้ามาได้ั้แ่เนิ่นๆ หรือััได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จับจ้องมา...
เมื่อเสบียงเริ่มร่อยหรอและท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆฝน เฟยหลงจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด...เขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่มีผู้คนพลุกพล่านแห่งแรกที่พบเจอ
"โรงเตี๊ยมใบไม้แดง" คือชื่อของมัน ป้ายไม้เก่าๆ แขวนอยู่เหนือประตูที่เปิดอ้าอยู่ตลอดเวลา ภายในอึกทึกไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงกระทบกันของถ้วยชาม กลิ่นของสุรา, อาหาร และเหงื่อไคลลอยคละคลุ้งปะปนกันจนน่าเวียนหัว นี่คือโลกใบจิ๋วที่รวมเอาคนสารพัดประเภทไว้ด้วยกัน...พ่อค้า, ทหารรับจ้าง, นักเดินทาง, และนักผจญภัย...
เฟยหลงรู้สึกแปลกแยกและไม่เป็ส่วนหนึ่งของที่นี่เลยแม้แต่น้อย เขาเลือกโต๊ะว่างที่มุมที่สุด สั่งเพียงหมั่นโถวสองลูกกับน้ำเปล่า แล้วนั่งลงอย่างเงียบๆ กวาดสายตามองผู้คนรอบตัว...ทำตามกฎข้อที่สามของมารดา...จงสังเกตให้มากกว่าพูด
"โต๊ะนี้ว่างอยู่หรือไม่ สหาย"
เสียงทักทายที่สดใสดังขึ้น เฟยหลงเงยหน้าขึ้นพบกับเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน เขามีรอยยิ้มที่เป็มิตรประดับอยู่บนใบหน้า แม้เสื้อผ้าจะเก่าและซอมซ่อไม่ต่างจากเขา แต่ที่ด้านหลังกลับสะพายกระบี่เล่มหนึ่งไว้อย่างทะมัดทะแมง
เฟยหลงพยักหน้ารับเป็เชิงอนุญาต เด็กหนุ่มคนนั้นจึงนั่งลงตรงข้ามเขาพร้อมกับถ้วยบะหมี่ร้อนๆ
"ข้าชื่อสวี่เจี๋ย" เขาแนะนำตัวเองอย่างไม่รอช้า "กำลังจะเดินทางไปเมืองหินขาวเหมือนกัน เ้าล่ะ?"
"เฟยหลง" เขาตอบสั้นๆ
"เฟยหลง...ชื่อดีนี่" สวี่เจี๋ยยิ้มกว้าง "เ้าก็จะไปดูการประลองแห่งหุบเขาจันทราใช่หรือไม่? หรือว่าจะลงแข่งด้วย?"
การสนทนาดำเนินไปอย่างติดๆ ขัดๆ ในตอนแรก ด้วยความเป็คนพูดน้อยของเฟยหลงและความเป็คนช่างคุยของสวี่เจี๋ย แต่ความเป็มิตรที่จริงใจของสหายใหม่ก็ค่อยๆ ทำให้กำแพงในใจของเฟยหลงลดระดับลง เขาได้รู้ว่าสวี่เจี๋ยเป็บุตรชายของช่างตีเหล็กที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็จอมยุทธ์ จึงออกเดินทางเพื่อแสวงหาโอกาสในการประลอง
ทันใดนั้น ประตูโรงเตี๊ยมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง กลุ่มเด็กหนุ่มสี่ห้าคนในอาภรณ์สีเขียวปักลายเมฆสีเงินอย่างหรูหราก็เดินอาดๆ เข้ามา พวกเขาคือเครื่องหมายของความมั่งคั่งและอิทธิพลที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อน
"ท่านาุโหลิว! เชิญขอรับ! เชิญ!" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมรีบวิ่งหน้าเริดออกมาต้อนรับ
เด็กหนุ่มที่เป็หัวหน้ากลุ่มเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง "เตรียมห้องที่ดีที่สุดและสุราเลิศรสมาให้พวกข้า...แล้วก็ไอ้พวกยาจกนี่...ไล่ออกไปให้พ้นหูพ้นตาข้าด้วย!" สายตาของเขาเหลือบมาเห็นโต๊ะของเฟยหลงและสวี่เจี๋ย
สวี่เจี๋ยขมวดคิ้ว "ที่นี่เป็โรงเตี๊ยมสาธารณะนะ" เขาพึมพำเบาๆ
"ว่ายังไงนะ!" หนึ่งในลูกสมุนของเด็กหนุ่มคนนั้นเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะ "เ้าเด็กบ้านนอก กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนพวกข้า ตระกูลหลิว!"
"ข้าก็แค่พูดความจริง" สวี่เจี๋ยตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว
"ปากดีนักนะ!" ลูกสมุนคนนั้นผลักเข้าที่ไหล่ของสวี่เจี๋ยอย่างแรงจนเขากระแทกกับผนัง แล้วมันก็หันมาหาเฟยหลงที่นั่งนิ่งอยู่ "ส่วนแก! นั่งบื้ออยู่ได้ ไสหัวไป!" มันยื่นมือมาหมายจะผลักเฟยหลงให้ตกจากเก้าอี้
วินาทีนั้น เฟยหลงระลึกถึงคำสอนของมารดา...เขาไม่ได้ลุกขึ้นสู้ ไม่ได้ใช้ฝ่ามือระลอกคลื่น...เขาเพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย...
ร่างกายของเขาเอนไปด้านข้างพร้อมกับเลื่อนเท้าที่วางอยู่บนพื้นออกไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย...การเคลื่อนไหวที่น้อยนิดและเงียบเชียบราวกับใบไม้ที่พลิกตัวตามลม
ลูกสมุนตระกูลหลิวที่คาดว่าจะผลักเข้ากับร่างที่แข็งขืน กลับผลักเข้าใส่อากาศธาตุ! แรงทั้งหมดที่ส่งออกไปทำให้ร่างกายของมันเสียหลักอย่างรุนแรง เท้าของมันที่ก้าวพลาดไปข้างหน้าก็ไปสะดุดเข้ากับเท้าของตัวเองที่กำลังเสียหลักอยู่แล้ว...
โครม!
ร่างของอันธพาลหนุ่มล้มคะมำหน้าคว่ำลงไปกองกับพื้น ชนเข้ากับโต๊ะข้างๆ จนถ้วยชามแตกกระจายเสียงดังลั่น
ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบไปชั่วขณะ...ก่อนที่เสียงหัวเราะคิกคักจะดังขึ้นมาจากหลายๆ โต๊ะ
หัวหน้ากลุ่มที่ถูกเรียกว่า "ท่านาุโหลิว" หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด เขามองเฟยหลงเขม็ง แต่เฟยหลงก็เพียงแค่กระพริบตาปริบๆ มองกลับไปด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยราวกับจะถามว่า 'เกิดอะไรขึ้น?' เขาไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ...นอกจากขยับหลบ
"ฝะ...ฝากไว้ก่อนเถอะ!" หลิวเฟิงตะคอกใส่เฟยหลง "ข้าจะจำหน้าเ้าไว้!" ว่าแล้วก็หันไปลากลูกน้องที่น่าสมเพชของตนออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างหัวเสีย
เมื่อพวกนั้นไปแล้ว สวี่เจี๋ยก็มองเฟยหลงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง "เมื่อกี้...เ้าทำได้อย่างไรน่ะ? มันเหมือนกับว่า...เขาแค่สะดุดขาตัวเองล้มไปเลย!"
เฟยหลงยักไหล่เบาๆ "ข้าก็แค่ขยับหลบ"
สวี่เจี๋ยหัวเราะร่า "แค่ขยับหลบของเ้านี่มันไม่ธรรมดาเลยนะ! เอาล่ะ ถือว่าเราเป็สหายร่วมเป็ร่วมตายกันแล้วนะเฟยหลลง!" เขากล่าวอย่างจริงใจ "แต่ข้าต้องเตือนเ้าไว้ก่อน พวกนั้นคือคนของตระกูลหลิว เป็ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหินขาว แม้ฝีมือจะไม่เท่าไหร่แต่ก็ชอบกร่างไปทั่ว ถือว่าเ้าสร้างศัตรูที่น่ารำคาญไว้แล้วล่ะ"
เฟยหลงพยักหน้ารับรู้ เขาก้มลงจิบน้ำเปล่า ในใจครุ่นคิดถึงคำเตือนของมารดา...อันตรายที่นางพูดถึง ไม่ได้มาจากสัตว์ร้ายในป่าลึกเสมอไป บางครั้ง...มันก็นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เราในโรงเตี๊ยมที่อึกทึกนี่เอง
เขายกมือขึ้นกุมจี้ใต้เสื้อ...ไอเย็นจางๆ ของมันช่วยให้หัวใจที่เริ่มเต้นแรงของเขาสงบลงได้
หนทางสู่เมืองหินขาวยังอีกยาวไกล...และดูเหมือนว่ามันจะซับซ้อนกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้มากนัก