ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 ถึงเขตเก็บเลเวล ท่าข้ามทมิฬ

            “ไอ้โง่!”

            น่าเสียดายที่ลู่เซิ่งไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยแถมยังสวนกลับไปด้วยคำด่าสุดคลาสสิกจากชาติปางก่อนของเขา

            “แก... แกกล้าด่าฉันเหรอ?”

            หลี่ว์อันได้ยินดังนั้นก็แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเขาชี้หน้าลู่เซิ่งพลางถามออกไปอย่างตะลึงงัน

            “ถ้านายไม่ได้ยอมรับว่าตัวเองเป็นไอ้โง่ แล้วนายรู้ได้ไงว่าฉันด่านายล่ะ?”ลู่เซิ่งแสยะยิ้มพลางย้อนถามกลับไป!

            แม้เขาจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมหลี่ว์อันถึงจ้องแต่จะหาเรื่องเขาไม่เลิกแต่ในเมื่ออีกฝ่ายมารังแกถึงหัวขนาดนี้ เขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทน

            “แก!”

            คราวนี้หลี่ว์อันระเบิดโทสะออกมาอย่างรุนแรงเขาหยิบไม้เท้าเวทออกมาทันทีพร้อมทำท่าจะเปิดฉากโจมตีใส่ลู่เซิ่ง

            “พอได้แล้ว อย่าทะเลาะกันเลย!”

            ในช่วงเวลาคับขันสวี่ซาซาต้องรีบออกมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยอีกครั้งเธอหันไปมองทั้งคู่พลางเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงรัวเร็วว่า“ในเขตสงครามทรายโลหิตแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายนอกจากมอนสเตอร์จำนวนมหาศาลที่ดุร้ายแล้วยังมีผู้ใช้อาชีพจากอีกสามประเทศที่คอยเฝ้าดูเราอยู่อย่างลับๆถ้าพวกเรายังมัวมาสู้กันเองแบบนี้ หากเจอวิกฤตขึ้นมาจริงๆมีหวังได้ตายหมู่กันหมดแน่!”

            “เหอะ!”

            หลี่ว์อันได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าสิ่งที่สวี่ซาซาพูดนั้นมีเหตุผลเขาจึงยอมสงบสติอารมณ์ลงและเลิกราไปโดยไม่หาเรื่องลำบากใจให้ลู่เซิ่งต่อ

            แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายด้วยคำขู่ไว้ประโยคหนึ่ง

            “เหอะ! ปล่อยให้แกกำแหงไปก่อนเถอะแต่อย่างแกก็เป็นแค่พาลาดินสายพิพากษากระจอกๆ ถ้าเดี๋ยวเจออันตรายขึ้นมาฉันจะคอยดูว่าแกจะซมซานมาขอให้ฉันช่วยยังไง!”

            “หึหึ งั้นก็มาดูกันว่าใครจะอ้อนวอนใคร”

            ลู่เซิ่งหัวเราะเยาะในลำคอไม่มีความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าแม้แต่นิดเดียว

            จะบ้าเหรอ

            เขามีพรสวรรค์‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ ซึ่งเป็นสูตรโกงระดับพลิกฟ้าอยู่ในมือต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้อาชีพที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองเลเวล 200 เขาก็ยังพอจะมีแรงสู้ด้วยได้เลย!

            ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้เขายังต้องอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากใครอีก?

            ไม่มีทางแน่นอน

            เมื่อเห็นว่าทั้งสองเลิกรากันสวี่ซาซาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

            ส่วนเฉาอวี่ก็ทำตัวเหมือนพี่ชายที่แสนดีเขาเอ่ยเตือนลู่เซิ่งว่า “ลู่เซิ่งเขตสงครามทรายโลหิตมีพื้นที่กว้างขวางมากแต่มีเพียงพื้นที่ส่วนน้อยเท่านั้นที่อยู่ในเขตอิทธิพลของประเทศเสินเซี่ยของพวกเรา”

            “รอให้พวกเราก้าวเข้าสู่เขตอิทธิพลของประเทศศัตรูเมื่อพวกผู้ใช้อาชีพของศัตรูพบร่องรอยของเราพวกมันอาจจะเปิดฉากโจมตีเราทันทีโดยไม่ลังเล อาชีพของนายค่อนข้างเสียเปรียบหน่อยเดี๋ยวตอนเดินต้องจำไว้ว่าให้ยืนเกาะกลุ่มไว้ ฉันจะปกป้องนายอย่างสุดความสามารถเองเข้าใจไหม”

            “ตกลง!”

            ลู่เซิ่งพยักหน้าจากการเดินทางร่วมกันมาตลอดทาง เขาพอดูออกว่าสวี่ซาซากับเฉาอวี่เป็นคนที่มีนิสัยดีการที่อีกฝ่ายพูดแบบนี้ก็เป็นเพราะความเป็นห่วงล้วนๆ ไม่ได้มีเจตนาดูถูกเขาเลย

            จากนั้นทั้งสี่คนก็ออกเดินทางต่อมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันเก่าแก่ของเขตสงครามทรายโลหิตทันที

            เมื่อก้าวเข้าสู่ผืนป่าลู่เซิ่งก็เข้าใจในที่สุดว่าทำไมเขตสงครามทรายโลหิตแห่งนี้ถึงมีอันตรายมากขนาดนี้แต่ก็ยังมีผู้ใช้อาชีพจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อมาเก็บเลเวลที่นี่โดยเฉพาะ

            ตลอดทางที่เดินมาเกือบทุกๆ ไม่กี่สิบเมตร เขาจะมองเห็นฝูงมอนสเตอร์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆกลุ่มที่น้อยที่สุดก็มีมากกว่าสิบตัวขึ้นไป

            ส่วนกลุ่มที่มีจำนวนมากหน่อยก็รวมตัวกันเป็นร้อยๆ ตัวเลยทีเดียว

            โชคดีที่มอนสเตอร์เหล่านี้แม้จะมีจำนวนมากแต่เลเวลกลับไม่สูงนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณเลเวล 55และพลังต่อสู้รายตัวก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่

            ในขณะที่สวี่ซาซาเป็นนักบวชเลเวล72และเฉาอวี่เป็นนักรบเลเวล 83 พลังรบของทั้งคู่จัดว่าล้นเหลือเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์เลเวล 50 กว่าๆจึงเป็นการถล่มอยู่ฝ่ายเดียวด้วยระดับที่เหนือกว่า

            ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามอนสเตอร์เหล่านั้นยังไม่มีโอกาสพุ่งเข้ามาถึงตัวลู่เซิ่งเลยแม้แต่ตัวเดียวพวกมันก็ถูกสวี่ซาซากับเฉาอวี่จัดการอย่างง่ายดาย

             [ติ๊ง!]

             [ขอแสดงความยินดี คุณสังหาร ‘อสูรอินทรีเพลิง’สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 122 หน่วยและได้รับไอเทม ‘ขนนกแสนสวย’!]

             [ติ๊ง!]

            [ขอแสดงความยินดี คุณสังหาร ‘หมาป่าวายุดึกดำบรรพ์’สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 131 หน่วยและได้รับอุปกรณ์ ‘โล่ที่ยังไม่ถูกย่อย’!]

             [ติ๊ง!]

             [ขอแสดงความยินดี คุณสังหาร ‘เม่นดาบแหลมคม’ สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 102 หน่วยและได้รับไอเทม ‘เรเปียร์คมกริบ’!]

             [ติ๊ง!]

             [ขอแสดงความยินดี คุณเลื่อนระดับเป็นเลเวล 51 ได้รับค่าสถานะพื้นฐาน5 หน่วย และค่าสถานะอิสระ 5 หน่วย!]

            ......

            เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นในหัวอย่างต่อเนื่องและมองดูแถบค่าประสบการณ์ของตัวเองที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วลู่เซิ่งก็ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกขอบคุณหรือรู้สึกผิดดี

            เพราะตลอดทางที่ผ่านมาเมื่อเขาเห็นมอนสเตอร์ เขาก็อยากจะลงมืออยู่หลายต่อหลายครั้ง

            ทว่าเขายังไม่ทันได้ร่ายเวทเลยแม้แต่บทเดียวมอนสเตอร์ที่ขวางทางเหล่านั้นก็ถูกสวี่ซาซากับเฉาอวี่กวาดล้างไปจนหมดแล้ว

            ขณะที่ค่าประสบการณ์ที่เขาควรจะได้รับกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียวตลอดกระบวนการทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนการตีเนียนกินแรงเพื่อนชัดๆ

            ในขณะที่ลู่เซิ่งกำลังพิจารณาว่าควรจะลงมือเองบ้างเพื่อช่วยลดภาระให้เพื่อนร่วมทีมดีหรือไม่นั้นเอง

            “หยุดก่อน!”

            ทันใดนั้นสวี่ซาซาที่เดินอยู่ด้านหน้าก็ส่งสัญญาณมือ สั่งให้ทุกคนหยุดเคลื่อนที่

            “มีอะไรเหรอ?”

            เฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ

            สวี่ซาซาส่ายหน้าโดยไม่ตอบแต่กลับชี้ไปทางด้านหน้าพลางพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า“ข้างหน้านั่นคือหุบเขาสิ้นหวัง พวกเรามาถึงแล้ว”

            “อ้อ? ถึงแล้วเหรอ?”

            ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นหัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาทันทีเขารีบกวาดสายตาไปมอง

            ท่ามกลางผืนป่าด้านหน้ามีหุบเขาลึกปรากฏขึ้นกลางผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ราวกับสัตว์ร้ายกินคนที่กำลังหมอบซุ่มคอยเหยื่ออยู่บนพื้นให้ความรู้สึกที่อันตรายถึงขีดสุด

            “นี่น่ะเหรอหุบเขาสิ้นหวัง?” ลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเอง

            “หุบเขาสิ้นหวังเป็นเขตอิทธิพลของประเทศวอหนูที่นั่นต้องมีพวกผู้ใช้อาชีพของประเทศวอหนูอยู่ไม่น้อยแน่ ถ้าพวกเราบุ่มบ่ามเข้าไปมีหวังถูกรุมจู่โจมชัวร์”

            “แต่ฉันไปสืบข้อมูลมาล่วงหน้าแล้ว”

            ในขณะเดียวกันสวี่ซาซาก็พูดพลางหยิบแผนที่ออกมาจากช่องเก็บของติดตัวกางออกตรงหน้าทุกคนพร้อมกับชี้นิ้วลงบนแผนที่

            “ที่นี่มีชื่อว่าท่าข้ามทมิฬเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลที่สุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหุบเขาสิ้นหวังปกติไม่ค่อยมีใครยอมเดินทางไกลๆ เพื่อไปเก็บเลเวลที่นั่นหรอก”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอเงยหน้ามองดูสีของท้องฟ้าและกล่าวเสริมว่า “แถมตอนนี้ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้วพวกประเทศวอหนูพวกนั้นเก็บเลเวลมาทั้งวันส่วนใหญ่น่าจะกลับไปพักผ่อนที่เขตปลอดภัยกันหมดแล้ว”

            พอพูดจบสวี่ซาซาก็เอ่ยกับทุกคนอีกครั้งว่า “ถ้าพวกเราอาศัยความมืดในตอนนี้ลอบเข้าไปเก็บเลเวลที่ท่าข้ามทมิฬแล้วรีบออกมาก่อนที่ฟ้าจะสว่าง พวกวอหนูน่าจะตรวจไม่พบร่องรอยของพวกเราหรอกพวกนายคิดว่ายังไง?”

            “ไม่มีปัญหา!”

            เฉาอวี่พยักหน้าเห็นด้วยทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด

            “ผมก็ไม่มีปัญหาครับ”

            ลู่เซิ่งกล่าวตามติดๆว่าไม่มีความเห็นขัดข้องเช่นกัน

            “เหอะ!”

            ส่วนหลี่ว์อันทำเพียงส่งเสียงเหอะในลำคอแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรและยังคงทำท่าทางน่าหมั่นไส้เหมือนเดิม

            แต่ปฏิกิริยานี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของสวี่ซาซา

            “ดี ในเมื่อทุกคนเห็นตรงกัน งั้นพวกเราไปกันเถอะ!”

            เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านสวี่ซาซาก็โบกมือเล็กๆ ของเธอทันที พร้อมกับเริ่มก้าวเดินนำทางทุกคนมุ่งหน้าไปยังหุบเขาเบื้องหน้า

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน