เช้าวันใหม่ เซี่ยงมู่หยางที่ตื่นขึ้นมาก่อนนอนตะแคงตัวมองอนุภรรยาที่ยังคงหลับใหล นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้จ้องมองใบหน้าของนางอย่างละเอียดและใกล้ชิดโดยที่ไร้เครื่องประทินโฉมใด ๆ
ดวงหน้าเล็ก ๆ ของนางขาวเนียนอ่อนเยาว์ ดวงตาเรียวโตที่ระยะหลัง ๆ นี้มักมีประกายซุกซนและเ้าเล่ห์ในเวลานี้ยังคงปิดสนิท ขนตางอนยาวนั้นก็มักจะดึงดูดสายตาผู้มองให้มองนางนานยิ่งขึ้นไปอีก จมูกเรียวเล็ก ริมฝีปากนุ่มได้รูปน่าจุมพิตนั่นก็มักยั่วยวนให้เขารู้สึกอยากเข้าไปขบกัดอยู่เนือง ๆ
ไม่น่าเชื่อว่าสตรีที่เขาไม่เคย้า จะทำให้เขารู้สึกว่าการมีนางอยู่ในจวนก็ไม่ใช่เื่แย่
และเมื่อนึกถึงสตรีที่ควรจะอยู่ในจวน ก็ช่วยไม่ได้ที่ความคิดของเขาจะวกไปหากัวเชี่ยนเหลียนอีกครั้ง
ความสัมพันธ์อันดีของนางกับเฉียนเหิงแม้จะเป็ที่เล่าลือกันไปทั่วในระยะหลัง แต่การได้ยินบทสนทนาเื่การสู่ขอด้วยสองหูของเขาเองก็เป็อีกเื่หนึ่ง
เสิ่นเชาและเว่ยเจี๋ยหลี่คงคิดว่าเขาจะเสียใจ โกรธ หรือเสียหน้า แต่เขากลับไม่ได้มีความรู้สึกเ่าั้มากเท่าที่คาดจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแปลกใจ อาจมีบ้างที่เขารู้สึกผิดหวัง เพราะก่อนหน้านี้เคยวาดหวังไปเองอยู่นาน
“ตื่นมาก็ทำหน้ายุ่งเลยเหรอ สงสัยงานนวดเมื่อคืนไม่ได้ผล ว้า…แย่จัง” เสียงหวานใสเจืออารมณ์เย้าหยอกดังขึ้นข้างหูเขา ทำให้เซี่ยงมู่หยางหันมามอง
เมื่อเห็นอนุภรรยาแสร้งทำหน้ายู่ปากจู๋ก็ทำให้ท่านจอหงวนหลุดยิ้มออกมา
“หากไม่ได้ผลข้าคงกลับเรือนไปแล้ว”
“ค่อยรู้สึกไม่เสียแรงหน่อย”
ท่าทางเง้างอดของนางสร้างความบันเทิงในยามเช้าให้เขาได้ไม่น้อย
“ไปหัดนวดมาจากไหนหรือ” เขาไม่คิดว่าสตรีในห้องหอจะได้เรียนวิชา ‘นวด’ อะไรนี่มาด้วยอย่างแน่นอน
“เรียนมาจากในฝันน่ะ”
คำตอบของนางทำให้เขาเลิกคิ้ว
“ท่านคงไม่รู้ว่าตอนที่ข้าสลบไปหลังตกบันได ข้าฝันเห็นเื่ต่าง ๆ มากมายราวกับได้ไปใช้ชีวิตอยู่อีกโลกหนึ่งเป็เวลาหลายปีเลยล่ะ ในความฝันข้าเรียนรู้เื่ใหม่ ๆ หลายเื่ คิดว่าน่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเื่นวดนี่ไง” เธอปั้นน้ำเป็ตัวได้เป็ฉาก ๆ ไม่มีสะดุด จำได้ว่านางเอกนิยายหลายเื่ก็ชอบใช้เหตุผลทำนองนี้ในการอ้างเื่ที่มาที่ไปของสกิลแปลกใหม่ที่คนยุคนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน
“อ้อ… ยังมีอีกเื่ที่ข้าจำได้ด้วยนะ เื่ที่ข้าตกบันไดวันนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มีคนเอามือผลักหลังข้าให้ตกลงไป ข้ามั่นใจว่าเป็มือแน่ ๆ ไม่ใช่เท้า”
เซี่ยงมู่หยางขมวดคิ้วกับข้อมูลใหม่ที่ได้ยิน
“ท่านไม่เชื่อเหรอ หึหึ รู้มั้ยตอนแรกข้าสงสัยท่านด้วยล่ะ”
“ข้าหรือ? ข้าจะทำเช่นนั้นเพื่ออะไร?”
“ถามได้! ก็กำจัดอนุที่ท่านไม่้าออกไปไงล่ะ” คำตอบกลั้วหัวเราะของนางทำให้เขารู้ว่านางไม่ได้คิดจริงจังในข้อสันนิษฐานนี้ แต่คิ้วของเขาก็ยังไม่คลาย
“เ้าเห็นว่าข้าเป็คนที่มีจิตใจโหดร้ายเช่นนั้นเชียวหรือ”
“คนเราเวลาโกรธ เกลียด อิจฉา ริษยา หรือหน้ามืดขึ้นมา มันก็ทำอะไร ๆ ได้ทั้งนั้นแหละ แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยเปิดเผยด้านชั่วของตัวเองมาก่อน แต่ใครจะรู้ได้ว่าถ้าเวลานั้นมาถึง อารมณ์ด้านมืดเข้าครอบงำแล้วจะลงมือทำอะไรได้บ้าง”
คำพูดของนางคล้ายกับจะชี้เบาะแสบางอย่าง
“เ้าสงสัยใครหรือ”
“ตัวข้ามีศัตรูในที่แจ้งแค่ 2 คนคือฮูหยินเอกของท่านพ่อและลูกสาวของนาง ก่อนหน้านี้จางชุนหรู้าแต่งเป็ฮูหยินเอกของท่าน และยังวางแผนกับแม่ของนางว่าจะส่งข้าให้กับตาเฒ่าแซ่ฉู่เพื่อจะได้ไม่มีสิทธิ์มาชูคอแข่งกับนางอีกต่อไปด้วย”
เื่ราวความวุ่นวายในเรือนหลังของตระกูลจางทำให้เซี่ยงมู่หยางอึ้งไป เขาเคยได้ยินเื่ทำนองนี้มาบ้าง แต่ไม่คาดว่ามันจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว
“เ้าจึงวางแผนปีนเตียงข้าเพราะเหตุนี้?”
คราวนี้เหลียงซูถิงถึงกับยิ้มแหยออกมา ถึงคนที่ทำเื่นั้นลงไปไม่ใช่เธอ แต่ตอนนี้จะไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้ทำก็ไม่ได้ เพราะเธออยู่ในร่างนี้ไปแล้ว
“แหะ ๆ เื่ที่เก่าเกินไปอย่าขุดขึ้นมาอีกเลยเ้าค่ะ เอาเื่ใหม่เนาะ... นั่นแหละ... สรุปคือคนที่อยากกำจัดข้าในตอนนี้ก็มีแค่คนที่ไม่อยากให้ข้าเป็อนุของท่าน คนคนนั้นถ้าไม่เกลียดข้ามากก็ต้องรักหรือหวงท่านมาก หรือไม่ก็ทั้ง 2 อย่างรวมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะปักใจว่าเป็พี่สาวกับแม่ของนางหรอกนะ เพราะคนที่คลั่งรักท่านมากก็สามารถเกลียดข้าเพียงเพราะข้าเข้ามาเป็อนุของท่านได้เหมือนกัน”
เขายอมปล่อยผ่านเื่ที่นางไม่อยากพูดถึงไป พลางคิดตามข้อสันนิษฐานของนาง เื่ความริษยาจนนำไปสู่การฆ่าไม่ใช่เื่ใหม่ มีคดีความที่เคยเกิดขึ้นเพราะสาเหตุนี้มาแล้วมากมาย ดังนั้น เื่ที่นางสงสัยก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
“ข้าไม่ได้จะอะไรหรอกนะ แค่สั่งเสียไว้ เผื่อรอบหน้าข้าเกิดตายไปจริง ๆ ก็อย่าลืมเื่ที่ข้าพูดไว้ในวันนี้ ช่วยสืบหาตัวฆาตกรและทวงความเป็ธรรมให้ข้าด้วยล่ะ” เธอพูดติดตลกไปอย่างนั้นเอง เพราะในความเป็จริงคือ เธอจะไม่ยอมตายเพราะความริษยาไร้สาระของใครโดยเด็ดขาด! เงินและความร่ำรวยรออยู่ ห้างแต้มบุญเธอก็จะใช้จนคุ้มก่อนเท่านั้นถึงจะยอมตายได้
เซี่ยงมู่หยางยกมือขึ้นโอบไหล่เปลือยเปล่าของนางไว้แล้วให้คำมั่นว่า
“อย่าห่วงเลย เ้าจะไม่ตายหรอก”
