“เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้!” หลี่จินหยางทวนคำซ้ำไปมา ดวงตาเหม่อลอยมองรอบกายของหยุนเสวี่ยเฟิงที่บัดนี้ปรากฏดวงลูกแก้วแสงจำนวนห้าลูกวิ่งวนรอบกาย
“เกิดอะไรขึ้นกัน? ข้ารู้สึก.. ดี!” หยุนเสวี่ยเฟิงลุกขึ้น มันมองดวงแสงทั้งห้าที่ลอยวนเวียนรอบกาย ครั้นจะนำมือไปััมันกลับลอยทะลุผ่านไปราวกับไร้ซึ่งอัตลักษณ์ ครั้นเมื่อพินิจความรู้สึกทางร่างกาย มันก็พบว่าทุกส่วนของร่างกายราวกับมีพลังที่เอ่อล้นออกมามากมาย
”เสวี่ยน้อย! บอกพี่หญิงมาเดี๋ยวนี้ เ้าทำได้อย่างไร ถึงได้กล่าวบทกวีห้าขั้นได้?” ถังลู่หลินเมื่อรู้สึกตัวก็รีบทะยานเข้าหาเด็กน้อยด้วยท่าร่างราวกับเหาะเหิน นางจับมือบางไว้แน่น ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมาไม่กระพริบ
”ข้า.. ข้าไม่รู้.. ข้าแค่กล่าวออกไปเท่านั้น แล้วมันเป็อะไรกัน ใช่จะอันตราย?” หยุนเสวี่ยเฟิงแววตาฉงน แม้ข้อมูลองค์ความรู้ที่มันได้รับมาจะมีมากมาย แต่ก็เป็เพียงของอีกโลกเท่านั้น
”มันคือสิ่งที่ดี เฮ่อ.. ดูเหมือนเ้าจะมาจากต่างมิติจริงๆ เ้าไม่ต้องสาบานอะไรแล้ว” หลี่จินหยางเป็คนที่รู้สึกตัวท้ายสุด มันกระแอมเบาๆตั้งท่าทางขึงขังอีกครั้งแล้วผายมือไปยังถังลู่หลิน
”ศิษย์น้องอธิบายเถอะ งานนี้ข้าไม่ถนัด”
ถังลู่หลินไดัยินดังนั้นก็ปล่อยมือจากเด็กชายแล้วทั้งสองก็นั่งลงอีกครั้ง ดวงแสงลูกแก้วใสกระจ่างยังคงลอยล่องวนเวียนไม่ขาดสาย สร้างแสงเรืองรองไปรอบๆทิศไปพร้อมกับกองเพลิง ถังลู่หลินหันไปยิ้มให้กับชายหนุ่มก่อนจะหันมากล่าวว่า
”ดูเหมือนเ้าจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลยสินะ ก่อนอื่นเรียกพี่สาวคนนี้ว่าพี่หญิงก่อน แล้วพี่หญิงคนนี้จะให้ความรู้แก่เ้าเอง” นางกอดอกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
”พี่หญิง ได้โปรดอธิบายให้ข้าเข้าใจด้วย” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวอย่างว่าง่าย
”ดีมากเสวี่ยน้อย คืนนี้พวกเราคงต้องร่ายยาวไม่หลับไม่นอนกันแล้ว” ถังลู่หลินลูบหัวเด็กชายแล้วจึงเริ่มกล่าวอธิบาย
”เื่แรกที่สำคัญที่สุดที่เ้าควรรู้ก็คือ โลกแห่งนี้เป็โลกของผู้ฝึกตน การต่อสู้ฆ่าฟันแย่งชิง.. เ้าจะได้เห็นอยู่ดาษดื่น..”
โลกแห่งนี้ทุกผู้ทุกคนต่างขนานนามว่า ‘ดินแดนเทียนฉิน’ มีอาณาจักรน้อยใหญ่อยู่ทั่วสารทิศต่างแก่งแย่งทรัพยากรต่างๆอยู่ทุกวี่วัน หากจะกล่าวถึงอาณาจักรที่ยืนเหนือใต้หล้าแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นอาณาจักรเทียนฉิน ซึ่งเป็ชื่อของดินแดนนั่นเอง ที่นี่ล้วนสั่งสมชาวยุทธมากฝีมือ ผู้ฝึกตนผู้เจนศึกมานักต่อนัก แม้ว่าไฟาจะได้มอดดับไปแล้ว แต่ด้วยจิตใจของผู้คนที่แตกต่าง ย่อมทำให้เกิดการต่อสู้ชิงดีชิงเด่นกันอยู่เสมอ
ผู้ฝึกตนในโลกแห่งนี้ล้วนแล้วแต่ต้องมีสามสิ่งที่สำคัญติดตัวเสมอ หนึ่งคือวิชายุทธ สองคือพลังปราณ และสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือบทกวี
วิชายุทธนั้นคือทักษะการใช้ร่างกาย พลังปราณคือทักษะการใช้พลังที่แฝงอยู่ในร่างกาย สามารถเรียกใช้พลังธาตุให้ก่อเกิดขึ้นมาเสริมการต่อสู้ของวิชายุทธ
ส่วนบทกวีนั้นคือสิ่งที่เร้นลับยากจะหยั่งถึงของโลกใบนี้ ผู้คนที่เกิดมานั้น พร์จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละคน บ้างก็เก่งวิชายุทธ บ้างก็เจนวิชาปราณ หากแต่จะมีผู้คนบางประเภทที่เกิดมาแล้วจะไม่เหมือนคนทั่วไป อาจจะเรียกได้ว่าถูกเลือกจากฟ้าดินก็มิผิดนัก พวกเขาเหล่านี้จะมีความสามารถในการเสริมพลังยุทธและพลังปราณขึ้นอีกเป็สัดส่วนตามชั้นของบทกวี่ที่กล่าว ทั้งยังสามารถกล่าวและมอบให้กับผู้อื่นใช้สิ่งเร้นลับนี้ได้ตาม่เวลาที่ตนเองกำหนด
ยกตัวอย่างเช่น หากบทกวีที่กล่าวไปนั้นมีสองชั้น ก็จะเพิ่มพลังกายและพลังปราณสองส่วน (20%) ต่อจากนี้จะเรียกสิ่งเร้นลับนี้ว่า ‘ห้วงกวี’
”เป็เช่นนี้” หยุนเสวี่ยเฟิงผงกหัวขึ้นลง มันกำลังซึมซับสิ่งที่ได้ยินมา
”ก็เป็เช่นนี้” หลี่จินหยางว่าแล้วก็หาววอด
ขณะนี้ดวงจันทร์กำลังลอยเด่นท่ามกลางผืนฟ้ายามราตรี แม้ว่าจะเหนื่อยมากเพียงใด แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็ยังนั่งฟังถังลู่หลินอธิบายความเป็ไปในโลกนี้ต่อ แต่เพียงไม่นานเกินชั่วยาม การสนทนาของทั้งสามก็เริ่มเฉื่อยช้า จนไม่มีใครรับรู้ว่าแต่ละคนผลอยหลับไปเมื่อใด
ลมหนาวที่ยังคงพัดเอื่อย แม้จะเย็นเพียงใด แต่กองไฟที่สุ่มฟืนไว้เป็กองก็สามารถต้านทานไว้ได้ ค่ำคืนเดือนหงายได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในวันนี้เด็กชายได้ผ่านเื่ราวอันแปลกประหลาดที่ได้เปลี่ยนชีวิตมันไปตลอดการ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากข้อมูลทางความคิดผ่านเครื่องมือนรกบอกว่า เมื่อนักโทษแหกคุกออกมา นักโทษคนนั้นจะตื่นเต้นจนหัวใจเต้นเร็วมากอยู่ตลอดเวลา เมื่อการหลบหนีผ่านเื่ราวอันน่าลุ้นระทึกไปแล้ว สมองจะเริ่มสั่งงานให้ร่างกายพักผ่อนทันที และจะเป็การหลับลึกเสียจนไม่รู้วันคืนเลยทีเดียว
สวบ สวบ
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำพื้นหิมะเป็จังหวะ ในขณะเดียวกันนั้น เด็กชายก็รู้สึกว่าร่างกายโยกไปมา เมื่อสมองเริ่มแล่นแล้ว มันก็เริ่มลืมตาขึ้นก่อนจะพบว่าตนเองกำลังเกาะอยู่บนหลังของหลี่จินหยาง
”เอ๊ะ เ้าตื่นแล้วก็ดี รีบๆลงมาเดินเองได้แล้ว” หลี่จินหยางเหมือนรู้ตัว มันจึงย่อตัวลงกับพื้นให้เด็กน้อยได้ลงจากหลัง
”เ้ารู้ไหมเ้าหลับลึกมาก นี่ก็เพิ่งผ่านเวลาเที่ยงมา” ถังลู่หลินยิ้มพลางเดินมาลูบหัวของเด็กชาย
”พี่หญิงจะพาข้าไปไหนหรือ?” เด็กชายหาวครั้งหนึ่งแล้วจึงปาดขี้ตาแล้วลุกขึ้น
”วันนี้เราต้องกลับเข้าเขตกลางสำนักแล้ว ไม่ต้องกังวลไป ที่นั่นก็จะเป็บ้านของเ้า” หญิงสาวยิ้ม นางยังคงใช้มือเรียวงามลูบผมเด็กน้อย
”แล้วพี่หญิงกับพี่ชายจะบอกคนที่สำนักว่าอย่างไร ที่นี่คือเขตแดนชั้นในของสำนักมิใช่หรือ?”
”เื่นั้นไม่ต้องกังวลไป เมื่อออกจากเขตชั้นในแล้ว ข้าจะลักลอบพาเ้าออกจากสำนัก” หลี่จินหยางกล่าว
”แล้วพี่ชายจะให้ข้าไปที่ใด”
”โธ่เด็กโง่ พวกเราจะให้เ้าขอเข้าสำนักจากด้านหน้าน่ะสิ!” หญิงสาวที่เดินนำอยู่ไม่ไกลหันมาพร้อมชี้นิ้วหาเด็กชาย “ผู้ที่เอ่ยบทกวีขั้นที่ห้าได้ แถมยังเป็เพียงเด็กตัวเล็กเช่นเ้า หากไปปรากฏที่ใด ย่อมต้องมีคนแย่งชิงรับเข้าสำนักแน่นอน”
”ขนาดนั้นเชียวหรือ เอ๊ะ ดวงแสงห้าดวงหายไปแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงเหลียวซ้ายแลขวา มันหมุนดูรอบตัว แต่กลับไม่พบดวงแสงที่ก่อเกิดขึ้นเมื่อคืน
”เมื่อผู้กล่าวบทกวีนั้นหมดสติลง หรือกล่าวสลายบทกวีแล้วมันก็จะหายไป เ้าลองเรียกมันออกมาใหม่สิ” หญิงสาวว่าแล้วนางก็กล่าวบทกวีบ้าง แต่ของนางแม้จะกล่าวไปสามสี่ขั้น แต่กลับไม่มีดวงแสงออกมาเหมือนหยุนเสวี่ยเฟิงแม้แต่น้อย
หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มนึกถึงบทกวีที่กล่าวไปเมื่อคืน มันคับคล้ายว่าห้วงอารมณ์ของมันในตอนนี้มิได้เหมือนกับคืนก่อน มันจึงตัดสินใจกล่าวบทกวีขึ้นใหม่แทน
”ยามเที่ยงถึงลืมตา
พี่หญิงยังยิ้มงาม
พี่ชายก็ยังบูดบึ้ง
ส่วนข้านั้นเริ่มคุ้นชิน
ย่ำหิมะกลับถิ่นใหม่
ใจยิ่งสุขมองสองท่าน
ผ่านหนทาง”
”เอ๊ะ! 7ขั้นครึ่งหรือ?” หลี่จินหยางพลันสะดุ้ง มันกำลังนับท่อนเว้นวรรคของบทกวี แต่ดันจบที่ครึ่งท่อนสุดท้าย พลันยั้นดวงแสงก็ปรากฏออกมาวนรอบกายเด็ดชายจำนวน7ดวง พร้อมกันนั้นก็ปรากฏวงแหวนแสงออกมาซ้อนรอบในแนวเส้นที่ดวงแสงหมุนวน
“บ้าไปแล้ว นี่เ้ายังเป็มนุษย์อยู่หรือเปล่า!” หลี่จินหยางยังคงทำตาโต
”ข้าคิดไว้แล้ว เสวี่ยน้อยต้องมีพร์” ในเวลานี้หญิงและชายทั้งสองเริ่มจะทำใจรับได้กับเื่เหนือความคิดเสียแล้ว ดูแล้วราวกับว่าเด็กน้อยคนนี้เป็ตัวแปลกประหลาด
”มันแปลกหรือครับ? พี่ชาย พี่หญิง” หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มสงสัย ความง่ายดายที่มันสามารถทำได้นั้น เหตุใดชายหญิงทั้งสองถึงมีทีท่าใ
”เสวี่ยน้อย ข้ายังมิได้บอกเ้า... จำนวนผู้ที่สามารถสร้างห้วงกวีได้ ร้อยจะพบหนึ่งคน และนักกวีสิบคนจะพบหนึ่งคนที่สามารถสร้างห้วงกวีขั้นที่สี่ได้ ข้าจะให้เ้าเดา บทกวีขั้นที่เจ็ดครึ่งของเ้านั้นจะพบได้กี่คนกัน?” ถังลู่หลินนิ้วจุ๊ปาก
”ตามสัดส่วนที่พี่หญิงบอกมา หากจะให้ข้าเดา ย่อมต้องเป็หนี่งในหมื่น”
”จุ๊ๆ ผิดแล้ว นั่นมันขั้นที่5และ6 สัดส่วนที่แท้จริงคือ ในหมู่นักกวีร้อยหมื่นคน(1ล้าน) อาจจะมีพบสักคน” ครั้งนี้เป็หลี่จินหยางตอบ
”โลกแห่งนี้มีนักกวีมากมายขนาดนั้นเลยหรือ?”
”โลกแห่งเทียนฉินนั้นกว้างใหญ่ แค่เพียงเมืองหลวงนั้นก็มีนักกวีอยู่มากกว่าสองล้านคนแล้ว” หญิงพูดไปพลางเดินหักกิ่งไม้ข้างทางมาวาดอากาศเล่นไปพลาง ดูเหมือนนางจะชมชอบการเคลื่อนไหวไปพร้อมกับการสนทนา
“มันก็แค่การพูดจาหรือการกล่าวมิใช่หรือ ทำไมถึงทำไม่ได้กัน?” เด็กชายยังคงฉงนใจ
”เ้าอย่าได้พูดดูแคลนการกล่าววาจาใดๆ ในโลกนี้ แม้เพียงคำๆเดียว ก็สามารถตัดสินความเป็ตายของชีวิตได้ หากจะกล่าววาจาใดๆ เ้าสมควรจะใตร่ตรองให้ดี เช่นที่ข้าไม่ให้เ้าสาบานอันใดเมื่อคืน”
”พี่ชายหมายความว่าอย่างไร?”
”เฮ่อ.. สรุปสั้นๆให้เ้าเข้าใจ.. พลัง ธรรมชาติ ฟ้าดินและสิ่งเร้นลับ ล้วนแล้วแต่ตอบสนองกับวาจาผู้เป็กวี”
”ผู้เป็กวี?”
”ใช่ เราจะเรียกสั้นๆว่ากวี ผู้เป็กวีล้วนแล้วแต่มีพลังเหนือผู้ฝึกตนไปอีกขั้น ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้จะถูกเรียกว่ากวี แต่ก็มีส่วนน้อยในน้อยเท่านั้นที่จะเรียกได้ว่าเป็นักกวีที่แท้จริง ดูอย่างเช่นเ้าที่แต่งบทกวีได้ห่วยสุดๆ และเ้าอย่าได้ลำพองใจไป มิใช่ว่าผู้ที่สร้างห้วงกวีไม่ได้จะอ่อนด้อยกว่าเสมอไป หึหึ” ชายหนุ่มว่าแล้วก็หัวเราะ
“เอาไว้เ้าเข้าสำนักแล้ว เ้าจะได้เรียนรู้อีกมากมาย ตอนนี้สิ่งทำคัญที่สุดก็คือที่การอาบน้ำอุ่น ข้าเหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว” ถังลู่หลินว่าแล้วก็รีบจ้ำอ้าวเดินฝ่าพื้นหิมะไป ชายหนุ่มและเด็กชายก็ไม่รอช้า รีบเดินตามไปเช่นกัน
ทั้งสามใช้เวลาอีกสองชั่วยามก็มาถึงซุ้มประตูขนาดใหญ่ซุ้มหนึ่งอยู่ด้านล่างตีนเขา เมื่อเดินลอดผ่านไปแล้ว พื้นที่รอบบริเวณก็กลับกลายเป็เขียวขจี หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้เห็นสภาพภูมิประเทศรอบๆก็เกิดอาการเลื่อนลอย
หุบเขากว้างใหญ่ไพศาล หมู่เมฆหมอกที่ล่องลอยได้ประดับผืนป่าให้ยิ่งดูสงบสุข หากมองทอดลงไปจากซุ่มประตูที่ทั้งสามยืนอยู่ จะพบว่าด้านเชิงเขาถูกประดับไว้ด้วยสถานที่ตั้งของสำนักอาทิตย์เหมันต์ กำแพงสีขาวสร้างจากกินอ่อนช่วยตัดกับสีเขียวผืนป่า ทำให้ตัวอาคารภายในสำนักโดดเด่นขึ้นมาทันที บันไดที่ทอดยาวลงไปยังตัวสำนัก ให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเป็เทพเซียนเดินลงมาจากสรวง์
”หลบมานี่เร็ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงมิทันจะได้เชยชมทิวทัศน์ให้อิ่มเอม หลี่จินหยางก็รีบกระชากแขนเด็กชายพุ่งเข้าป่าด้านข้างทันที
”ทำตามแผน ข้าจะไปพบท่านพ่อก่อน อย่าให้ใครจับได้ล่ะ!” ถังลู่หลินกล่าวกับทั้งสองที่แอบอยู่ในพุ่มไม้ข้างทางก่อนที่นางจะะโทะยานลงจากบันไดที่สูงชัน หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามตาไม่กระพริบ ในขณะที่ร่างของหญิงสาวลอยละลิ่ว นางก็เหยียบปลายเท้าบนอากาศก่อนที่จะทะยานต่อไป
”นี่เรียกว่าวิชาตัวเบาใช่ไหมพี่ชาย” เด็กชายชี้ไปยังร่างของหญิงสาวที่ทะยานออกไปไกลละลิ่ว
”ใช่ เป็การใช้ธาตุลมส่งเสริมด้วย.. ตอนนี้เราไปกันเถอะ เวลานี้ศิษย์ในสำนักกำลังจะพลัดเวรยาม จำไว้ว่าพอข้าส่งเ้าถึงที่หน้าประตูทางเข้าสำนักแล้ว เ้าก็แค่รอผู้อยู่เวรยามหน้าประตู จากนั้นก็แจ้งความประสงค์ขอรับการทดสอบเข้าสำนัก”
หลี่จินหยางปากก็พูดไประหว่างการเดินลัดเลาะไปตามทางลาดลงเขาก่อนจะเดินเรียบไปกับกำแพงสำนัก แม้ว่ารอบตัวสำนักจะมีค่ายกลอยู่มากมาย แต่ตัวหลี่จินหยางนั้นเป็ถึงศิษย์เอกของผู้าุโสำนักผู้ที่ดูแลค่ายกลทั้งหมด ดังนั้นมันจึงพาเด็กน้อยมาถึงประตูหน้าสำนักได้อย่างปลอดภัย
”เวรยามกำลังพลัดเปลี่ยน เ้าสลายห้วงกวีออกก่อนแล้วออกไปยืนรอหน้าประตูเถิด.. แล้วเจอกันที่เขตแดนศิษย์ชั้นใน” หลี่จินหยางยิ้ม มันตบบ่าเด็กชายแล้วจึงเดินจากไปยังเส้นทางหลักเข้าสำนัก
”สลายห้วงกวี” สิ้นสุดคำกล่าว ดวงแสงห้วงกวีทั้งเจ็ดและหนึ่งวงแหวนก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย เด็กน้อยเหมือนจะฉุกนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบะโถามชายหนุ่มที่เดินจากไปไม่ไกล
”พี่ชาย! แล้วการทดสอบเข้าสำนักคืออะไร?” ชายหนุ่มที่เดินจากไปไม่ได้หันกลับมา มันเพียงชูมือขึันโบกคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ไม่จำเป็ต้องทดสอบ เ้าแค่ใช้กวีก็พอ”
ประตูหน้าเส้นทางเข้าสำนักอาทิตย์เหมันนั้นตั้งอยู่เชิงเขาด้านหลังเมืองถังิ เด็กน้อยยืนรออยู่บนถนนหน้าทางเข้าสำนักอยู่นาน น่าแปลกที่เส้นทางสัญจรที่นี่กลับวังเวงร้างผู้คน นี่เป็อีกครั้งที่เด็กชายนั้นกลับมาอยู่คนเดียว แม้จะรู้ว่าเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นแต่ใจมันกลับสั่นไหว มันนึกถึงตัวตนของมันในอดีตที่ผ่านมาวันแล้ววันเล่า
‘ข้ามีชีวิตใหม่แล้ว ข้าชื่อหยุนเสวี่ยเฟิง’ หยุนเสวี่ยงเฟิงสองมือน้อยกำหมัดแน่น มันพยามข่มใจไม่ให้หวนนึกถึงวันคืนอันโดดเดียวในห้องสีเทาที่ผ่านมา บัดนี้แม้ว่าทิวทัศน์ตัวจะมิใช่ที่คับแคบ แต่มันกลับเกิดความกลัวขึ้นมาจับใจ ‘นี่คือความเหงา’
ความหวาดกลัวที่ฝังลึกในใจ มิใช่เพียงชั่วข้ามคืนจะหายไปได้ เด็กน้อยพยายามข่มกลั้นอารมณ์ ฝืนร่างกายลืมตาขึ้นมองฟากฟ้าคราม แสงแดดยามบ่ายแม้จะอบอุ่นแต่กลับสาดแสงต้องตา หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าซีดเซียว ภาพที่มันเห็นกลับบิดเบี้ยว พลันนั้นทุกอย่างก็มืดดับลง
‘เอ๊ะ เรายังไม่ได้กินอาหา..’ ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงกำลังข่มความคิดด้านลบและร่างกายที่สั่นเทาอยู่นั้น จู่ๆสติของมันก็เริ่มดับวูบลง มันล้มลงหมดสติกลางเส้นทางสัญจรอันรกร้าง..
‘และนี่คือการเป็ลมเพราะความหิว’
จบตอน.
ผ่านไปอีกตอนแล้วสิ ตอนนี้จะเป็การจบ่แนะนำแบบลวกๆนะครับ ส่วนใครอยากได้ย่างๆ น้ำจิ้มซีฟู้ด ก็ติดตามอ่านกันต่อไปนะครับ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกคนที่สละเวลามาให้โอกาสนิยายน้อยๆของผมครับ ^^
ผู้เขียน : ในหัวก็คิดไว้เป็ฉากๆนะ แต่พอตอนมาเขียนเท่านั้นแหละ อะไรมันจะยากปานนั้น รู้สึกถึงความอ่อนด้อยของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมนักเขียนทุกๆท่าน ที่บัลดาลผลงานออกมาได้