เพราะฟังเยว่ฉิวเชื่อใจเถียนเยวี่ยหะแรกที่ชายหนุ่มพามาหยุดยืนอยู่หน้าหอเริงรมย์นางถึงกับผงะก้าวถอยหลัง ตั้งท่าจะออกวิ่งอยู่แล้วเชียวหากเขาไม่ยื่นแขนมากางกั้นนางไว้พร้อมกับเอ่ยว่า
“นี่ไม่ใช่สำนักนางโลม”
เมื่อยินยอมเล่าเื่ทุกข์ร้อนทั้งหมดให้เขาฟังตลอดทางนางจึงกลั้นใจเชื่อเขาอีกครั้ง ไม่นานนักหญิงสาวที่ชื่อกัวเพ่ยซินก็ออกมารับตัวนางแล้วเดินนำขึ้นไปยังห้องพักชั้นสามของหอสรวงกุสุมา
ภายในห้องหับสะอาดสะอ้านตกแต่งเรียบง่ายเครื่องประดับห้องน้อยชิ้น ทว่าทุกชิ้นล้วนจัดทำประณีตและตั้งวางอย่างบรรจงเงาไม้ของโต๊ะ เก้าอี้ ฉากกั้นขึ้นมันปลาบ เสี้ยวหนึ่งนั้นฟังเยว่ฉิวรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรจะได้พักห้องนี้ขนาดหอสรวงกุสุมาที่เป็โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ยังหรูหราโอ่โถงปานนี้ฐานะทางครอบครัวของเผิงเซิ่งอี้ แม่ทัพคนสำคัญของแคว้น ก็คงจะไม่ต่างกันเท่าใดนัก
หรือนางกำลังพาตัวเข้ามาสร้างปัญหาให้ชายหนุ่มเื่แล้วไม่แล้วไป ดันทุรังโง่งมที่จะพบหน้าเขาให้ได้
“สักพักจะมีคนนำน้ำเสื้อผ้าชุดใหม่ ชาและอาหารมาให้ท่าน นายข้าคิดว่าท่านคงยังไม่ได้ทานอะไร” เสียงกัวเพ่ยซินกล่าวขึ้น ทำให้หญิงสาวนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้อยู่ลำพัง
“ขอบคุณแม่นาง”
ฟังเยว่ฉิวนั่งลงบนเตียงผิวัันุ่มเนียนของฟูกนอนและแพรห่มทำให้ความเมื่อยล้าที่อัดแน่นภายในกายร่ำร้องโอดครวญออกมา....นางเหนื่อยเหลือเกินคืนนี้กระมังที่นางจะได้นอนเต็มอิ่ม นี่คือสถานที่ปลอดภัยสำหรับนางที่สุดแล้วหญิงสาวเชื่ออย่างนั้น
สักพักสตรีสองนางก็เดินเข้ามาในห้อง หนึ่งคนหิ้วถังน้ำไปยังหลังฉากกั้นอีกคนวางถาดสำรับอาหารบนโต๊ะ แล้วถอยกลับออกไป เมื่อไม่มีเื่ต้องรบกวนพวกนางอีกฟังเยว่ฉิวจึงย่อกายคำนับกัวเพ่ยซิน จนฝ่ายหลังต้องรีบห้ามปรามออกปากว่าไม่ต้องเกรงใจ เพราะหญิงสาวเป็แขกสำคัญของเถียนเยวี่ย
จัดการงานที่เถียนเยวี่ยสั่งแล้วเสร็จกัวเพ่ยซินไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของหญิงสาว นางบอกขอตัวฟังเยว่ฉิวจึงเข้าไปชำระล้างร่างกายที่หลังฉากกั้นเสร็จแล้วจึงออกมาทานอาหารในสำรับได้กึ่งหนึ่งร่างกายนางอ่อนล้าจนต้องรีบล้มตัวลงนอน ก่อนเปลือกตาจะปิดสนิทด้วยความง่วงงุนใจก็หวนกระหวัดวนถึงชายผู้เป็หนึ่งเดียวในดวงใจ
...หากพี่ต้าเผิงพบหน้าเยว่เอ๋อร์ ท่านจะทำเช่นไรหนอ
จวนสว่างยังแลเห็นสิ่งใดไม่ชัด ฟังเยว่ฉิวก็ลุกจากเตียงนางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรออยู่ในห้อง กระทั่งฟ้าแจ้งด้วยแสงตะวันกัวเพ่ยซินให้คนมานำทางนางลงไปร่วมโต๊ะอาหารที่ชั้นล่าง นางนั่งรออยู่ครู่หนึ่งก็พบผู้มีคุณตามติดมาด้วยเด็กสาวร่างอวบอัดที่สีหน้าไม่สดใส ราวคนอดนอนมาทั้งคืน
คุณชายเถียนเยวี่ยสั่งให้นางนั่งลงกินข้าวและนางก็เชื่อฟังเขา ฟังเยว่ฉิวเข้าใจว่าทั้งสองคงเป็ญาติหรือพี่น้องกัน
การกินอาหารเช้าดำเนินไปเงียบๆเด็กสาวคนนั้นเหลือบมองนางบ่อยครั้ง พอๆกับเมียงมองชายหนุ่มคนเดียวซึ่งนั่งร่วมโต๊ะอยู่ และเมื่อมื้ออาหารเช้าผ่านพ้นไปก็ถึงคราวที่เขาได้กล่าวแนะนำตัวนางขึ้น
“นางชื่อฟังเยว่ฉิว”
“ข้าชื่อหลันซิ่วจู”เด็กสาวรีบแนะนำตัว นั่นทำให้ฟังเยว่ฉิวรู้ว่าทั้งสองไม่ใช่พี่น้อง “พี่ฟังเดินทางมาจากที่ใด เสี่ยวจูขออภัยที่เสียมารยาทไม่ได้ต้อนรับั้แ่เมื่อคืน”
เถียนเยวี่ยซ่อนรอยยิ้มไว้ระหว่างยกชาขึ้นจิบ
“ข้ามาจากเมืองไท่ซาเมื่อคืนพบเจอเหตุร้ายกะทันหัน ห่อผ้าและเงินถูกแย่งชิง จึงได้รับน้ำใจจากผู้มีคุณเสี่ยวฟังขอบคุณคุณชายเถียน ขอบคุณคุณหนูหลันอีกครั้ง” นางประสานมือคารวะ
“หากท่านไม่รังเกียจก็อยู่ทำงานที่นี่กับพวกเราได้นะ”
“ขอบคุณคุณหนูหลันข้าคงอยู่รบกวนพวกท่านสักพัก หากเสร็จธุระก็คงขอตัวกลับบ้านเกิด ไม่อยู่เป็ภาระ”
ผู้พูดหันไปสบตาเถียนเยวี่ยในดวงตาเศร้าสร้อยนั้นพร่าด้วยม่านน้ำตามีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าธุระสำคัญของนางคือเื่ใด...
สามวันต่อมาแม้นเตรียมใจชั่งเหตุผลถ้วนถี่ล่วงหน้าทั้งร้ายและดีหากแต่ละก้าวของฟังเยว่ฉิวล้วนแบกรับความวิตกกังวลต่อปฏิกิริยาแรกของคนเป็สามีเมื่อได้พบหน้านางอยู่ดี
ครั้นเมื่อเดินมาถึงยังหน้าประตูใหญ่สีน้ำตาลแดงของจวน แม่ทัพเผิงหญิงสาวก็กระทบห่วงเหล็กเคาะเรียกคนที่อยู่ภายใน รออยู่ชั่วครู่ ประตูก็ถูกเปิดออกนางบอกบ่าวชายเฝ้าประตูว่ามีของจะคืนให้แม่ทัพ เผิงเซิ่งอี้เขาจึงให้นางรออยู่ก่อนแล้วกลับเข้าไปเรียกพ่อบ้านใหญ่ออกมาจัดการธุระที่เกินกว่าเขาจะตัดสินใจได้เอง
“นายน้อยออกไปทำธุระนอกจวนเ้าสามารถฝากสิ่งของไว้กับข้าได้” หลี่เฉาบอกหญิงสาวแปลกหน้าที่เข้ามาหลบแดดใต้หลังคาประตูใหญ่
“ข้าจำเป็ต้องพบนายน้อยของท่านขอให้ข้าได้อยู่รอเขาและพูดคุยสักประโยค”
หลี่เฉาตวัดสายตามองใบหน้าซึ่งมีรอยแผลเป็ชัดเจนของนางสงสัยอยู่ครามครันว่านายน้อยไปรู้จักหญิงสาวนางนี้ได้เช่นไร
“เ้ามาจากที่ใด”
“เมืองไท่ซาเ้าค่ะ”
พอได้ยินว่ามาจากเมืองที่พบตัวเผิงเซิ่งอี้หลี่เฉาก็หายกลับเข้าไปในจวน โดยแอบกำชับให้คนงานคอยจับตาดูฟังเยว่ฉิวไว้อย่าเพิ่งให้ไปไหน พ่อบ้านสูงวัยหายตัวไปราวหนึ่งเค่อก็กลับออกมาแล้วเรียกให้หญิงอัปลักษณ์ตามคนเฝ้าประตูไปเข้ายังประตูด้านหลังของจวน
ครั้นเดินเข้าประตูหลังก็พบเส้นทางคดเคี้ยว ทำเอานางต้องยกมือปาดเหงื่อไปหลายหน กระทั่งเดินมากับพ่อบ้านสูงวัยที่ยืนรออยู่บนทางเดินซึ่งปูด้วยแผ่นศิลาหลังคามุงด้วยกระเบื้องสีแดงสด มีเสาสีเขียวเรียงรายเป็ทางยาวหลี่เฉานำทางฟังเย่วฉิวไปยังเรือนหลังคาสีเขียวไข่กา และมาหยุดอยู่ที่ห้องหนึ่งหน้าห้องมีสาวใช้นางหนึ่งยืนอยู่
“นายหญิงรอเ้าอยู่ในห้องอย่ามัวอิดออดร่ำไรจนเสียมารยาท” หลี่เฉาเร่งเมื่อเห็นหญิงสาวที่เดินตามเหลือบหน้าแลหลังมองสำรวจไปทั่ว
ถึงในใจจะหวั่นหวาดปานใดแต่มาถึงขั้นนี้ หญิงสาวต่างเมืองทำได้เพียงเผชิญหน้ากับคนที่รออยู่ภายในห้อง
เหมยเหม่ยเปิดประตูแล้วส่งฟังเยว่ฉิวเข้าไปในห้องเมื่อประตูปิดลง หญิงสาวคล้ายดั่งกำลังเดินเข้าถ้ำที่ภายในมีเสือร้ายรอซุ่มอยู่สายตาไม่เป็มิตรเท่าไรนักของสตรีวัยกลางคนที่เพ่งมองมา ทำให้เืในกายแข็งตัวกล้ามเนื้อนางห่อหดลงกระนั้น เบื้องขวาของหญิงที่คาดว่าเป็เ้าบ้านมีหญิงวัยใกล้เคียงกันยืนขนาบและเบื้องซ้ายบนเก้าอี้ก็มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยรุ่นราวคราวเดียวกับนางสายตาทั้งสามคู่กำลังจ้องมองนางเป็จุดเดียว
“พบหน้านายหญิงยังไม่คุกเข่าอีกหรือ!” หญิงที่ยืนอยู่ตวาดขึ้น
ฟังเยว่ฉิวลนลานรีบคุกเข่าลงก้มจนหน้าผากติดพื้น นางกล่าวขออภัยที่เสียมารยาทโดยไม่รู้ความ
“เ้าชื่ออะไร” จ้าวนีถาม
“ฟังเยว่ฉิวเ้าค่ะ”
“เลิกสั่นได้แล้วเข้ามาใกล้ๆ นายหญิง”
ฟังเยว่ฉิวจึงหมอบคลานเข้าไปใกล้เมื่อเงยหน้าขึ้น ทั้งสองก็ผงะ เบือนหน้าหนฉงอวี้หลิงมีอาการตื่นใมากกว่าใครเพื่อน
“ใบหน้านาง ทำไมน่าเกลียดน่ากลัวอย่างนี้!”
หญิงสาวบ้านป่าหน้าชาวูบผิดที่นางไม่อำพรางใบหน้าอัปลักษณ์ของตนเองโดยลืมคิดไปว่ามีแต่นางที่คุ้นชินกับมัน
“เ้าบอกว่ามีป้ายหยกของลูกชายข้า”หญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณงดงามเอ่ยถามนางเป็มารดาของชายหนุ่มนั่นเอง
ฟังเยว่ฉิวรีบตอบรับแล้วยื่นป้ายหยกขาวมันแพะในมือให้นายหญิงจวนแม่ทัพเผิงรับไป
หยกชิ้นนี้คุ้นตายิ่งกว่าคุ้นนั่นเพราะเป็นางเองที่สั่งให้ช่างทำขึ้นเป็พิเศษสองชิ้นสำหรับมอบให้บุตรชายทั้งสองคน ‘เผิงอีและเผิงเอ้อร์’
“หยกนี่เป็ของเผิงเอ้อร์จริงๆ”มารดาของเผิงเซิ่งอี้ขยิบตาให้จ้าวนีไปตรวจประตูห้องให้แน่ใจว่านอกจากเหมยเหม่ยแล้วไม่มีคนนอกแอบฟัง นางไม่อยากให้เื่ภายในเล็ดลอดออกไป
“เ้าได้หยกชิ้นนี้มาอย่างไรเก็บได้หรือว่า...”
“พี่ต้าเผิงให้ข้าไว้เ้าค่ะ”ฟังเยว่ฉิวสบตานายหญิงของจวนใหญ่
พี่ต้าเผิง...ฉงอวี้หลิงสะท้านวาบในอกความหวาดกลัวของนางเห็นเป็จริงอยู่ตรงหน้านี้แล้วหญิงสาวเพ่งมองคนที่คุกเข่าเบื้องหน้ามากขึ้นที่ผ่านมาเผิงเซิ่งอี้ไม่ได้เลอะเลือนหรือคิดไปเอง เื่เคยมีคนเรียกเขาว่า พี่ต้าเผิง
ชายหนุ่มเกี่ยวข้องกับหญิงอัปลักษณ์จริงๆแน่แล้ว!
“ทำไมเขาถึงให้เ้าของชิ้นนี้สำคัญกับเขามาก เขาไม่ควรให้คนนอกง่ายๆ”
คนนอกฟังแล้วสะอึกพยายามไม่ตื่นกังวลกับความรังเกียจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของสตรีฐานะสูงส่งนางเป็มารดาของเผิงเซิ่งอี้ ควรต้องให้ความเคารพนาง
ฟังเยว่ฉิวไม่อยากปิดปังอย่างไรเสีย เื่ที่นางเป็ภรรยาของชายหนุ่มก็คือความจริง
“ข้า...ข้าเป็ภรรยาของเขา”
“บังอาจ! เ้ารู้หรือไม่ว่าพูดเหลวไหลอะไรออกมา”คราวนี้คนที่ตวาดฟังเยว่ฉิวคือฉงอวี้หลิง
“ระวังปากของเ้าไว้ข้าสั่งโบยเ้าได้นะ!” มารดาเผิงเซิ่งอี้ตบโต๊ะดังปังจนฟังเยว่ฉิวสะดุ้งละล่ำละลักอธิบายความจริงทั้งหมด
“ข้าพูดความจริงไม่ได้โกหก เขามอบป้ายหยกให้ข้า ส่วนข้ามอบเชือกถักให้เขาพี่ต้าเผิงกลับบ้านพร้อมเชือกถักหรือไม่ ได้โปรดให้ข้าพบหน้าเขาสักครั้งนะเ้าคะ”
ฉงอวี้หลิงแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้นางหันไปสบตากับนางถังจิ่วหยิน ต่างคนต่างรู้แก่ใจและเห็นเชือกถักลายปลาคู่เส้นนั้นกับตาผู้เป็มารดาของแม่ทัพหนุ่มเก็บเชือกถักเส้นนั้นไว้ และหลงลืมจะกล่าวถึงอีก
ส่วนนางบำเรอของเขานั้นการไม่กล่าวถึงสิ่งของที่จะนำพาให้เขาระลึกถึงเื่ราวในอดีตนั่นเป็สิ่งจำเป็ต้องทำที่สุด!
“ไม่...ไม่มีเชือกถักที่เ้าพูดถึง”