ลมหนาวปลายฤดูพัดโหมผ่านสันเขาอวิ๋นหลง เสียงหวีดหวิวของมันไหลไปตามร่องหิน ตามยอดสน และตามหน้าผาสูงชัน ราวกับเป็เสียงคร่ำครวญของผืนฟ้าที่เฝ้ามองชะตากรรมของผู้คนเบื้องล่างมานับร้อยนับพันปี
ใต้แนวเขาอันทอดยาวนั้น มีหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งตั้งตัวเงียบงันอยู่ท่ามกลางสายหมอกยามเช้า
หมู่บ้านหลง
นามของมันฟังดูยิ่งใหญ่ ทว่าแท้จริงกลับเป็เพียงหมู่บ้านกันดารกลางหุบเขา ผู้คนที่นี่ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ เก็บสมุนไพร และปลูกพืชบนที่ดินแข็งกระด้าง แม้จะอยู่ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่ ทุกลมหายใจผูกติดกับพลังยุทธ์ แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลับมิได้มีผู้ใดนับว่าโดดเด่นนัก ที่นี่มีเพียงจอมยุทธ์พื้นบ้านไม่กี่คน ผู้เฒ่าที่เคยออกท่องยุทธภพเมื่อยามหนุ่ม และเด็กหนุ่มเด็กสาวที่กำลังเฝ้าฝันว่าตนจะได้เดินออกจากูเาไปเห็นโลกกว้างสักวันหนึ่ง
วันนี้ ลานหินกลางหมู่บ้านแน่นขนัดกว่าทุกวัน
ผู้คนแทบทั้งหมู่บ้านต่างพากันมารวมตัวกันที่นี่
เพราะวันนี้คือวันสำคัญที่เด็กหนุ่มเด็กสาวซึ่งมีอายุครบสิบหกปีจะได้รับการทดสอบชีพจรปราณ
บนแท่นหินสีเทาเข้มกลางลานตั้งอยู่ศิลาทดสอบก้อนหนึ่ง มันสูงครึ่งตัวคน มีลายสลักโบราณเป็รูปเส้นปราณและเมฆวน เชื่อกันว่าหินนี้เป็ของเก่าตกทอดมาจากสำนักเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ล่มสลายไปนานแล้ว มันอาจไม่ใช่ของล้ำค่าชั้นสูงในสายตาผู้ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับหมู่บ้านหลงแล้ว นี่คือสมบัติที่ทรงค่าที่สุดชิ้นหนึ่ง
ผู้ใดแตะมัน มันจะตอบสนองตามสภาพชีพจรและความสอดคล้องของปราณในกาย
และในโลกแห่งนี้ นั่นหมายถึงทุกสิ่ง
หมายถึงอนาคต
หมายถึงศักดิ์ศรี
หมายถึงโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่เหนือผู้อื่น หรือถูกเหยียบย่ำทั้งชีวิตโดยไม่มีทางขัดขืน
“คนแรก จ้าวิ!”
เสียงผู้เฒ่าหมู่บ้านดังขึ้น เขาคือหลงจิ้นเหอ ผู้ได้รับความเคารพสูงสุดในหมู่บ้าน มือหนึ่งถือม้วนรายชื่อ อีกมือหนึ่งลูบเคราขาวยาวอย่างเชื่องช้า
เด็กหนุ่มร่างล่ำผู้หนึ่งก้าวขึ้นแท่นหินไปอย่างตื่นเต้น เขาวางมือบนศิลาทดสอบ แสงสีเหลืองอ่อนพลันส่องขึ้นจากผิวหิน ก่อนจะพุ่งขึ้นเป็ลำแสงสูงเพียงหนึ่ง่แขน
“ชีพจรระดับสาม” ผู้เฒ่าประกาศ
เสียงฮือฮาดังขึ้นพอประมาณ สำหรับหมู่บ้านเล็ก ๆ เช่นนี้ ชีพจรระดับสามนับว่าไม่เลว เด็กหนุ่มผู้นั้นยิ้มกว้าง รีบก้าวลงจากแท่นด้วยใบหน้าเปี่ยมความยินดี
จากนั้นคนแล้วคนเล่าก็ทยอยขึ้นไป
แสงสีแดง สีเหลือง สีเขียว สลับกันปรากฏบนศิลาทดสอบ บางคนได้ระดับสอง บางคนได้ระดับสาม มีไม่กี่คนที่ได้ระดับสี่จนเรียกเสียงชื่นชมจากรอบด้าน
บรรยากาศในลานทดสอบค่อย ๆ ร้อนแรงขึ้นตามลำดับ
จนกระทั่งชื่อหนึ่งถูกเรียกออกมา
“จ้าวเหิง!”
แค่ชื่อถูกเปล่งออกมา เสียงผู้คนโดยรอบก็เปลี่ยนไปทันที หลายคนเริ่มซุบซิบ บางคนเบิกตากว้าง บางคนมองขึ้นแท่นด้วยความคาดหวังอย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มคน
เขาสวมชุดผ้าแพรสีน้ำเงินเข้ม แม้จะยังเยาว์วัยแต่ใบหน้าหล่อเหลาได้รูป ดวงตาแฝงความหยิ่งทะนงที่มิคิดปิดบัง ร่างกายตั้งตรง แขนขามีกล้ามเนื้อสมส่วน ทุกก้าวที่เดินเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เขาคือจ้าวเหิง
บุตรชายของหัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์ ผู้มีพร์สูงสุดในคนรุ่นเยาว์ของหมู่บ้านหลง และเป็คนที่ถูกคาดหมายว่าจะได้เข้าสำนักยุทธ์ในเมืองหลวงแคว้นในอนาคต
จ้าวเหิงหยุดยืนหน้าแท่นหิน ชายตามองกลุ่มผู้คนอย่างพอใจ เห็นสายตาชื่นชมที่ทอดมาให้ตน ก็ยิ่งเชิดคางสูงขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ วางฝ่ามือลงบนศิลาทดสอบ
วูบ!
ศิลาหินทั้งก้อนส่องแสงสีแดงเข้มขึ้นอย่างฉับพลัน
แสงนั้นทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่ง่แขน สอง่แขน สาม่แขน… จนในที่สุดจึงหยุดลงเหนือศีรษะผู้เฒ่าหมู่บ้านถึงสองเท่า!
ผู้เฒ่าหลงจิ้นเหอมีสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาด้วยความปีติ
“ชีพจรระดับเจ็ด!”
ลานหินทั้งลานเดือดพล่านในพริบตา
“ระดับเจ็ด?!”
“์… นี่มันพร์ระดับสำนักแล้ว!”
“หมู่บ้านเรามีผู้ที่ได้ระดับเจ็ดจริง ๆ หรือ?”
“จ้าวเหิงสมกับเป็อัจฉริยะ!”
เสียงชื่นชมดังระงม ผู้เป็บิดาของจ้าวเหิงยืดอกรับคำสรรเสริญจากรอบด้านอย่างภาคภูมิใจ รอยยิ้มที่มุมปากกว้างแทบฉีกถึงใบหู
จ้าวเหิงเองก็ยิ้มบาง ๆ อย่างผู้ชนะ เขาไม่แม้แต่จะปกปิดความพึงพอใจในดวงตา เมื่อกวาดตามองผ่านฝูงชน เขาก็หยุดสายตาไว้ที่ชายผู้หนึ่งซึ่งยืนเงียบอยู่ท้ายแถว
เด็กหนุ่มผู้นั้นสวมเสื้อผ้าสีเทาซีดเก่า ๆ จนแทบดูไม่ออกว่าเดิมทีเป็สีอะไร ร่างกายสูงโปร่งแต่ซูบผอม ไหล่ไม่กว้างนัก หากดวงหน้ากลับคมคายเกินกว่าคนในหมู่บ้านทั่วไปจะมี โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น… ลึก เงียบ และเย็นกว่าผู้คนรอบข้างราวกับไม่ใช่เด็กอายุสิบหก
เมื่อจ้าวเหิงเห็นเขา มุมปากก็ยกขึ้นอย่างเย้ยหยัน
“เหตุใดยังมีคนบางคนกล้ายืนปะปนอยู่ที่นี่อีก” เขากล่าวเสียงดังพอให้คนทั้งลานได้ยิน “หรือสวะผู้หนึ่งยังมีหน้ามาทดสอบชีพจรด้วย?”
ผู้คนจำนวนหนึ่งหันไปตามสายตาเขา
จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นเป็ระลอก
“ฮ่า ๆ ๆ จริงด้วย”
“หลงซิงเฉินยังไม่ตัดใจอีกหรือ?”
“ชีพจรพิการทั้งแท่ง ขึ้นไปกี่ครั้งก็เหมือนเดิม”
“คนอย่างเขายังอยากฝันเข้าสำนัก? ข้าว่ายังสู้ลูกหมาที่เฝ้าประตูไม่ได้!”
เสียงล้อเลียนคมกริบราวเข็มนับร้อยพุ่งใส่ร่างที่ยืนเงียบนั้นพร้อมกัน
เด็กหนุ่มผู้นั้นคือ
หลงซิงเฉิน
ชื่อของเขาเคยถูกตั้งด้วยความหวัง “ซิงเฉิน” หมายถึงดวงดาว บิดามารดาที่จากไปั้แ่เขายังเล็กเคยฝากความหวังไว้กับชื่อนี้ ทว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้น ทุกคนกลับรู้เพียงว่าเขามีชีพจรพิการแต่กำเนิด ฝึกปราณไม่ได้ ไม่อาจดูดรับพลังฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย แม้ผ่านการทดสอบมาหลายครั้ง ผลก็ยังเหมือนเดิมทุกครั้ง
สวะ
คำนี้จึงกลายเป็เงาที่ตามติดเขามาั้แ่จำความได้
ผู้เลี้ยงดูเขามาเป็ปู่เฒ่าชื่อหลงเยวี่ยซาน ชายชราผมขาวผู้เคยเป็นักล่าสัตว์ฝีมือดีของหมู่บ้าน แม้ฐานะยากจนและร่างกายชราภาพ แต่ก็ยังฝืนทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูหลงซิงเฉินมาตลอด
“ซิงเอ๋อร์ อย่าไปสนใจคนพวกนั้น” ปู่เคยบอกเขาเช่นนั้นเสมอ “คนเราเกิดมาจะต่ำจะสูง มิใช่เพียงฟ้ากำหนด ยังอยู่ที่ใจด้วย”
แต่ในโลกนี้ ใจเพียงอย่างเดียวไม่เคยพอ
ผู้ไร้พลัง ย่อมเป็ได้เพียงมดปลวกให้ผู้แข็งแกร่งเหยียบย่ำ
หลงซิงเฉินไม่ตอบโต้คำล้อเลียน เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ
จ้าวเหิงเห็นอีกฝ่ายไม่แสดงความเดือดร้อน ใบหน้าก็พลันหม่นลงเล็กน้อย เขาเกลียดสายตาแบบนี้ของหลงซิงเฉินที่สุด ชายผู้นี้ไม่มีพลัง ไม่มีฐานะ ไม่มีสิ่งใดเหนือคนอื่น แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไม่เคยมีความหวาดกลัวหรือความนอบน้อมให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ราวกับมองทุกคนเท่ากันหมด
มันทำให้เขาไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก
“หลงซิงเฉิน” ผู้เฒ่าหมู่บ้านเรียกด้วยน้ำเสียงชั่งใจ “ถึงตาเ้า”
เสียงหัวเราะรอบด้านดังขึ้นอีกครั้ง
หลงซิงเฉินค่อย ๆ ก้าวออกมาจากท้ายแถว
ก้าวของเขาไม่เร็วไม่ช้า ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย ทว่าภายในอกกลับหน่วงหนักยิ่งนัก
เขารู้ดีว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร
แต่ถึงอย่างนั้น เขายังอยากขึ้นไปแตะศิลานั้นอีกสักครั้ง
เพราะตราบใดที่ยังไม่ตาย เขายังไม่้ายอมรับว่าตนเกิดมาเพื่อเป็เศษสวะจริง ๆ
เขาก้าวขึ้นสู่แท่นหิน
ผู้คนจ้องมอง บางคนหัวเราะ บางคนรอดูความอัปยศ บางคนแม้ไม่หัวเราะแต่สายตาก็เต็มไปด้วยความเวทนา
หลงซิงเฉินยกมือขึ้น วางฝ่ามือลงบนศิลาทดสอบปราณ
เงียบ ..!!
ไม่มีแสง..!!
ศิลานิ่งสนิทราวก้อนหินธรรมดา
เงียบอยู่สามลมหายใจ
แล้วก็ยังคงเงียบ
เสียงหัวเราะะเิขึ้นทั่วลาน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
“เป็อย่างไรเล่า! ข้าบอกแล้ว!”
“กระทั่งศิลาทดสอบยังรังเกียจเ้า!”
ผู้เฒ่าหมู่บ้านถอนหายใจลึก ดวงตาเต็มไปด้วยความเสียดาย เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าวออกมาอย่างจำใจ
“ชีพจรพิการ… ไม่สามารถกักเก็บปราณ”
เพียงประโยคนั้น ความหวังเสี้ยวสุดท้ายที่หลงซิงเฉินพยายามเกาะเกี่ยวไว้ก็เหมือนถูกเหยียบแตกอีกครั้ง
ทว่าเขายังไม่ทันดึงมือกลับ จ้าวเหิงก็หัวเราะเยาะพลางก้าวขึ้นมาบนแท่นหินทันที
“ข้าคิดว่าเ้าควรยอมรับเสียที” จ้าวเหิงกล่าวเ็า “ชื่อซิงเฉินของเ้า ช่างน่าขันสิ้นดี ดวงดาว? คนอย่างเ้าคู่ควรหรือ?”
หลงซิงเฉินหันมองเขา ดวงตานิ่งเย็น
“ข้าคู่ควรหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับเ้า”
น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่ชัดเจนพอให้คนใกล้เคียงได้ยิน
บรรยากาศพลันแข็งค้าง
จ้าวเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าก็แดงก่ำด้วยโทสะ
“สวะอย่างเ้า กล้าพูดกับข้าเช่นนี้?”
หลงซิงเฉินไม่ตอบ เขาเพียงดึงมือออกจากศิลาทดสอบและก้าวจะลงจากแท่น
การเพิกเฉยนั้นยิ่งเหมือนน้ำมันราดลงบนไฟ
“หยุด!”
จ้าวเหิงพุ่งมาขวางหน้าเขา ก่อนจะผลักไหล่หลงซิงเฉินอย่างแรง
แม้ร่างของหลงซิงเฉินจะซูบผอม แต่เขาเกร็งตัวต้านไว้ได้เพียงก้าวถอยหนึ่งก้าว มิได้ล้มลงตามที่อีกฝ่ายคาดคิด
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบา ๆ
จ้าวเหิงยิ่งเสียหน้า
“ดี… สวะอย่างเ้ากล้าขัดขืนแล้วหรือ?”
พูดจบ เขายกมือขึ้นตบฉาดลงมา
ป้าบ!
เสียงดังะเืลาน
หลงซิงเฉินถูกตบจนมุมปากแตก เืสีแดงไหลซึมออกมา แต่เขากลับไม่ล้ม เพียงหันหน้ากลับมาอย่างช้า ๆ ดวงตาคู่เดิมฉายประกายเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
นั่นเป็สายตาที่แม้จ้าวเหิงจะพยายามไม่สนใจ แต่ในส่วนลึกกลับรู้สึกราวถูกอะไรบางอย่างทิ่มแทง
“จ้องข้าอีกสิ” จ้าวเหิงแค่นหัวเราะ “ข้าชอบให้สวะมองข้าด้วยสายตาแบบนี้ที่สุด เพราะยิ่งมอง… เ้าก็ยิ่งไม่มีวันทำอะไรข้าได้”
ฝูงชนรอบลานบางส่วนเริ่มส่งเสียงเชียร์ บางคนหัวเราะคึกคะนอง บางคนถอยออกมาเพื่อดูเื่สนุกตรงหน้า
ผู้เฒ่าหมู่บ้านขมวดคิ้ว “พอได้แล้ว วันนี้เป็วันทดสอบ มิใช่วันก่อเื่”
จ้าวเหิงหันไปคารวะอย่างลวก ๆ “ท่านผู้เฒ่า ข้าเพียงอบรมสวะผู้หนึ่งให้รู้ที่ต่ำที่สูง”
พูดจบ เขาหันกลับมากระซิบใกล้หูหลงซิงเฉินด้วยเสียงที่มีเพียงคนใกล้ที่สุดจึงได้ยิน
“อีกไม่กี่วันสำนักกระบี่เมฆาจะมาคัดเลือกคน เ้าอยากให้ทุกคนเห็นหรือไม่ว่าสวะอย่างเ้าต่ำต้อยเพียงใด?”
หลงซิงเฉินยืนเงียบ เืที่มุมปากยังคงไหล
เขาไม่ตอบ ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว
แต่เพราะเขารู้ดีว่า ณ เวลานี้ ตนไร้หนทางตอบโต้
โลกใบนี้ไม่เคยยุติธรรม
ผู้ชนะคือผู้แข็งแกร่ง
ส่วนผู้แพ้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูด..
จ้าวเหิงยิ้มมุมปากเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบงัน เขาจึงรวบพลังไว้ที่ฝ่าเท้าทันที
“ลงไปคุกเข่าที่พื้นเสีย!”
ตูม!
เท้าของเขาถีบออกอย่างรุนแรง อัดลงตรงหน้าอกหลงซิงเฉินเต็มแรง
คราวนี้หลงซิงเฉินต้านไว้ไม่ได้ ร่างของเขากระเด็นลอยออกจากแท่นหินอย่างน่าเวทนา กลิ้งไปหลายตลบตามเนินหินที่ทอดลงจากลานฝึก
เสียงร้องใดังขึ้นรอบด้าน บางคนหัวเราะด้วยความสะใจ บางคนชะงักงัน
หลงซิงเฉินพยายามใช้มือยันพื้น แต่แรงส่งมหาศาลทำให้ร่างของเขายังกลิ้งไถลต่อไป กระแทกกับก้อนหินครั้งแล้วครั้งเล่า เสื้อผ้าฉีกขาด ิัถลอก เืไหลเป็ทาง
ด้านล่างของลานฝึกคือแนวโขดหินคดเคี้ยว และถัดลงไปอีกคือเขตอันตรายซึ่งชาวบ้านหลีกเลี่ยงไม่กล้าเข้าใกล้
โพลงมรณะ..!!
เหวลึกสีดำมืดที่ตั้งอยู่หลังหมู่บ้านมาแต่า ไม่มีผู้ใดทราบว่ามันลึกเพียงใด มีเพียงตำนานเล่าว่าด้านล่างเต็มไปด้วยภูตผี อสูรร้าย และไอแห่งความตาย ผู้ใดตกลงไป ไม่มีวันกลับขึ้นมาได้แม้แต่ศพ
ผู้คนบนลานฝึกเบิกตากว้าง
“ระวัง!”
“เขากำลังจะตกลงไป!”
“จ้าวเหิง เ้าหยุดเร็ว!”
แต่ทุกอย่างสายไปแล้ว
หลงซิงเฉินกลิ้งผ่านแนวหินก้อนสุดท้าย พื้นดินใต้ร่างหายวับ กลายเป็ช่องว่างมืดดำไร้ก้นบึ้ง
ร่างของเขาร่วงลงไป
ร่วง… ลงไปอย่างรวดเร็ว
สายลมเย็นเยียบจากเหวพุ่งปะทะใบหน้าเหมือนคมมีดนับหมื่น เขาได้ยินเสียงร้องใของผู้คนเบื้องบนห่างออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เหลือเพียงเสียงลมโหยหวนและความมืดอันไร้สิ้นสุด
นี่หรือ… จุดจบของข้า..!!