ตอนที่ 11 : โจวหยางอ๋องคนเถื่อน
“นี่เ้า!!!”
โจวหยางอ๋องถึงกับเดือดดาลขึ้นมายามเห็นท่าทางเย่อหยิ่งไร้ความเคารพหวาดเกรงเช่นทุกทีจากป๋ายอี้หลิน อีกทั้งยังบังอาจวางก้ามออกคำสั่งไล่คนรั้งคนไม่เกรงใจศักดิ์เชื้อพระวงศ์อย่างเขา
แล้วไอ้ที่บังอาจพูดว่าจะหารือตามประสาคนรักนั่น ผีป่าอันใดสิงให้มาพูด!
“เฮื้อก!!!”
ลู่หลินเองก็ใไม่น้อยยามที่ได้เจอท่าทีขึงขังะโใส่อย่างเกรี้ยวกราด ปฏิกิริยาของร่างกายสั่นกลัวเรียบร้อยแล้ว แต่ความรู้สึกจริงๆ ในหัวคือแปลกใจมากกว่าถึงได้ทำใจดีสู้เสือไม่หลบหน้าแล้วจ้องตากลับไป
‘คนหล่อทำไมดุจัง ไม่คิดอ่อนโยนกับแฟนตัวเองหน่อยรึไง? หรือว่างอนกัน?
ซุนอวี้เซวียนมองท่าทีของคนสองคนอย่างแปลกใจ ในหัวเริ่มตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจไม่ใช่ป๋ายอี้หลินคนเดิมเพราะท่าทีแตกต่างจากตอนก่อนตกหน้าผามากเกินไป แต่จะฟันธงว่าเป็คนใหม่ รูปโฉมก็พิมพ์เดียวกันซะจนไม่น่าจะมีกลอะไรทำให้เลียนแบบได้เหมือนขนาดนี้.....
หรือว่าป๋ายอี้หลินจะเป็พวกใช้วิชามารหรือมนต์ดำจริง?
คนที่หวาดกลัวที่สุดในห้องดูจะเป็เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮยที่ในยามนี้หมอบราบคาบแก้วไปเรียบร้อยแล้วเพราะเกรงกลัวต่ออาญาที่คุณชายของตนกล้าเหิมเกริมออกคำสั่งกับบุตรของฮ่องเต้ได้ถึงเพียงนี้
แม้ที่ผ่านมาเด็กทั้งคู่จะไม่เคยต้องอาญาหรือถูกลงโทษจากคำสั่งของโจวหยางอ๋อง แต่ก็มีหลายครั้งที่คุณชายป๋ายสั่งโบยพวกมันด้วยเหตุผลว่าทำกิริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าโจวหยางอ๋องคนนี้
ก่อนพวกมันทั้งสองคนจะได้มารับใช้คุณชายป๋ายตอนที่มาถึงที่เมืองโจวนี้เมื่อครึ่งปีก่อน ก็เคยได้ยินว่าสมัยก่อนที่ทั้งคู่ยังอยู่ในเมืองหลวงมีเด็กรับใช้หลายคนถูกตีถูกโบยไปจนพิการทำให้อยู่รับใช้ต่อไม่ได้จนต้องเปลี่ยนตัวไป ดังนั้นสำหรับเด็กแฝดแล้ว พวกมันจึงหวาดเกรงท่านอ๋องเป็อย่างมากและหวาดกลัวอย่างที่สุดว่าจะถูกคุณชายป๋ายสั่งโบยอีก…
มายามนี้ กลับเป็คุณชายซะเองที่ทำกิริยาไม่เหมาะสม แบบนี้แล้วจะไม่โดนสั่งลงโทษทั้งนายทั้งบ่าวหรอกเหรอ?
“ป๋ายอี้หลิน... เ้าจะปลีกกล้าขาแข็งเกินไปแล้วกระมั้ง? ...”
โจวหยางอ๋องเอ่ยถามขึ้นมาเสียงเข้ม
เป็ครั้งแรกที่ลู่หลินเห็นชายคนนี้พูดยาวๆ แถมความหมายที่พูดออกมายังเป็การตำหนิคนที่ได้ชื่อว่าเป็คนรักของตัวเองอย่างชัดเจนจนลู่หลินยังรู้สึกขัดใจแทนป๋ายอี้หลินคนงามคนนี้
‘ไอ้คู่นี้มันรักกันด้วยลำแข้งรึไงนะ วางมาดโหดซะขนาดนี้…’
"เอ่อ... ข้าน้อยคิดว่าท่านทั้งสองได้พูดคุยกันหน่อยก็ดูเป็เื่ที่สมควร...ข้าน้อยเองก็จะขอตัวไปตามท่านหมอยากลับมาช่วยดูอาการของท่านด้วย เชิญพวกท่านตามสะดวกเถิด”
อยู่ ๆ ซุนอวี้เซวียนก็กล่าวเปิดช่องไปทางเดียวกับลู่หลินและขอตัวลาออกไปเอง ทั้งยังไม่ลืมลากคู่แฝดขาวดำออกไปด้วย ลู่หลินจึงโล่งใจมาก ที่ในที่สุดก็จะได้มีเวลาอยู่ตามลำพังกับคนสำคัญทั้งที โดยไม่ทันได้สังเกตว่าก่อนซุนอวี้เซวียนจะออกไปได้ส่งสายตามสื่อความนัยอย่างไรกับโจวหยางอ๋อง
เมื่อลู่หลินได้หันมาสบตากับคนที่อยากคุยนักหนา ได้เห็นสีหน้าโกรธขึ้งไร้แววห่วงใย ความรู้สึกที่เคยมั่นใจในความสัมพันธ์แบบคนรักตามบันทึกก็เริ่มสั่นคลอน
‘บ้าจริง… คนอะไรขนาดตอนเกรี้ยวกราดยังหล่อขนาดนี้…’
เมื่อได้สบตาคนรูปงานระดับโจวหยางอ๋อง แม้กายจะยังสั่นเทาอยู่จากความกลัว แต่ดวงตาก็เคลิ้มลอยไปเรียบร้อยแล้ว
‘ไม่ใช่สิ! นี่มันไม่ใช่เวลาจะมาชมคนหล่อนะ’
ลู่หลินยังคนเป็คนสติดีแม้จะบ้องๆ บวมๆ เป็พัก แต่เื่วิเคราะห์สถานการณ์เหตุและผลก็ยังมีอยู่ตามประสาคนช่างคิดช่างสงสัย
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะบอกความจริงทุกอย่างกับโจวหยางอ๋องเพื่อให้อีกฝ่ายหาทางช่วย ด้วยอำนาจและความสามารถระดับท่านอ๋อง การจะสั่งปิดเมืองอพยพคนหนีให้ทันการน่าจะไม่ใช่เื่ยากและเขาก็จะได้กลับไปนอนตีพุงอยู่บ้านชิว ๆ ในอีกแค่ 30 วันหลังจากนี้
แต่ท่าทีของโจวหยางอ๋องที่แสดงออกมาตอนนี้ราวกับไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับป๋ายอี้หลินจริงๆ อย่างที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อยทำให้ลู่หลินนึกลังเลขึ้นมา
เื่การย้อนเวลาเพื่อกลับมาแก้ไขอดีตเป็เื่อัศจรรย์ที่คนอื่นยากจะเชื่อ นอกจากสภาพร่างกายที่ยังสมบูรณ์แม้จะตกมาจากผาแล้วก็ไม่มีอำนาจวิเศษใดๆ มายืนยัน พูดปากเปล่าใครเล่าจะเชื่อถือ…
ท่าทีเหม่อลอยสลับครุ่นคิดของลู่หลินทำเอาโจวหยางอ๋องเริ่มหมดความอดทน
“เ้าโง่หรือไร ถึงได้ทำตัวไม่รู้ความ? หรือแท้จริงคิดเล่นละครอันใดอยู่อีก? เป็คำสั่งจากนายคนใดของเ้ากัน? …”
คำพูดกึ่งกล่าวหาจากร่างสูงทำเอาลู่หลินมีใจฮึดสลัดอาการกลัวออกได้หมด เตรียมพร้อมเต็มที่สำหรับการต่อปากต่อคำ
“ทำไมท่านจึงได้ปากคอเราะร้ายนัก… เป็คนรักกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่คิดถามไถ่แสดงอาการห่วงใยกันบ้าง? หรือแท้จริงแล้วเื่รักใคร่ที่ลือกันจะไม่ใช่เื่จริง?”
“?!!?”
ครานี้โจวหยางอ๋องนับว่าโกรธจนถึงขีดสุดของจริง เมื่อครู่นี้ก็บังอาจวางก้ามออกคำสั่งเขาแล้ว มาตอนนี้ยังคงปฏิบัติท่าทีไร้ความเคารพอยู่อีก กล้ามาทำเล่นละครเป็คนรักเรียกร้องความห่วงใยต่อกัน ทั้งที่ไส้ในเป็คนโเี้เลวทรามเช่นไรนั้นก็รู้กันอยู่ หากไม่สั่งสอนสักหน่อยคงไม่รู้สำนึก
คิดได้ดังนั้นกายสูงใหญ่ก็พุ่งเข้าไปหาคนป่วยทันที พร้อมใช้ฝ่ามือหนาใหญ่เพียงข้างเดียวก็จับล็อกลำคอขาวผ่องได้เกือบมิดแล้วดันไปหาต้นเสาใหญ่กลางห้อง กดมือดันร่างเล็กให้ตรึงติดอยู่กับเสาด้วยท่าทางอันโหดร้าย เตรียมพร้อมเต็มที่หากคนที่เสแสร้งว่าอ่อนแอคิดจะลอบใช้อาวุธลับอย่างมีดหรือเข็มพิษออกมาทำร้ายกันอีกเหมือนที่เคยพยายามมาตลอดในอดีต
“!!! อั๊ก!!!!”
แต่ไม่เพียงจะไม่ถูกตอบโต้ แต่ท่าทางการรับมือต่อความเป็ตายที่กำลังจะมาเยือนของป๋ายอี้หลินคนนี้ก็ยังชวนให้แปลกใจเป็อย่างยิ่ง
“…? …"
ป๋ายอี้หลินตอนนี้ดูราวกับเป็คนอ่อนแอที่ปกป้องตัวเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิงจนไม่คล้ายคนเสแสร้งแสดงละคร แต่เป็เพราะอ่อนแอจริงๆ ถึงได้ดูดิ้นรนแบบทุรนทุราย พยายามดึงมือเขาออกจากลำคอตัวเองให้ได้ทั้งที่ขายังไม่ติดพื้น และเรี่ยวแรงดั่งแมวข่วนหรือจะสู้แรงแม่ทัพเจนศึกอย่างเขาได้?
พฤติกรรมนี้นับว่าแตกต่างจากป๋ายอี้หลินคนเก่าที่แม้จะหวาดกลัวและดูอ่อนแอไร้วรยุทธ์อย่างไรก็มักจะมีเขี้ยวเล็บโหดร้ายซุกซ่อนเอาไว้เตรียมนำออกมาตอบโต้ได้เสมอ
ความแปลกประหลาดนี้ทำให้จากเดิมที่ตั้งใจจะบีบคอให้เจียนตายให้สำนึกกับความผิด มือหนาก็เริ่มคลายออกเล็กน้อยให้พอสูดอากาศต่อชีวิตและโต้ตอบได้ แต่ก็พร้อมจะบีบรัดลำคอน้อยๆ นี่ให้หักลงในทีเดียวหากคิดเล่นลูกไม้ตุกติกอะไรอีก
“บอกมา… เ้าคิดร้ายอันใดอีก… ป๋ายอี้หลิน!”
“….!!!! ….”
ลู่หลินมิใช่คนโง่ แม้จะยังตื่นตระหนกและใอยู่บ้าง แต่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงเกือบถึงชีวิตได้ครู่เดียวก็ตระหนักได้แล้วว่านอกจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไม่ใช่คนรักหวานชื่นกันอย่างที่ร่ำลือแล้ว มิหนำซ้ำยังดูคล้ายจะเป็ศัตรูที่จ้องจะเอาชีวิตกันอีก หัวสมองจึงรีบเร่งประมวลผลหาทางรอดอย่างรวดเร็ว
“ว่าไง? …. ยังคิดจะทำอะไรอีก? ….”
โจวหยางอ๋องเองก็คลายอาการโกรธเกรี้ยวลงได้มากหลังจากที่ลู่หลินนิ่งไป ท่าทีจ้องตาไม่เกรงกลัวแม้ตัวจะยังสั่นไม่หยุด ทำให้นึกอยากลองดูว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน…
“……”
“……”
“ข้า… ข้าความจำเสื่อมั้แ่ตอนที่ตกหน้าผา… ตอนนี้จำอะไรไม่ได้เลย….”
________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 มี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท
E-Book ที่ Meb ภาค 2 มี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท
สำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<