ใบหน้าของผู้ประกาศราชโองการดูไม่สู้ดีนักเขามองกู้ชิงเฉิงอย่างกราดเกรี้ยวแน่นอนว่าเขาย่อมรู้ดีว่ายามนี้องค์รัชทายาทไม่ได้ประทับอยู่ที่แห่งนี้มีเพียงพระชายาและซือจื่อตัวน้อย ฮ่องเต้จึงฉวยโอกาสนี้จับกุมสองแม่ลูกเพื่อข่มขู่องค์รัชทายาท แต่ทว่าพระชายากลับไม่หลงกลและไม่ยอมไปเช่นนั้นก็จำต้องลงมือ
เขาหันไปกวักมือเรียกองครักษ์ที่อยู่เบื้องหลัง“ไป! ไปสอนพระชายาว่าควรรับราชโองการอย่างไร”
องครักษ์สองคนก้าวไปข้างหน้าตั้งใจจะควบคุมกู้ชิงเฉิงไว้คนละข้าง เพื่อให้นางรับราชโองการอย่างสงบเสงี่ยม
แต่ก่อนที่มือของคนทั้งสองจะสัมผัสแขนของกู้ชิงเฉิงกู้ชิงเฉิงก็เหวี่ยงคนทั้งคู่กระเด็นออกไปเสียแล้วทั้งยังมองพวกเขาด้วยสีหน้าขยะแขยง
“เจ้า! เจ้ากล้าลงมือได้อย่างไร…” ขันทีผู้ประกาศราชโองการไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อนในสายตาของเขา เพียงได้ยินคำว่า "ราชโองการมาถึงแล้ว"ทุกคนก็ควรจะคุกเข่ารับราชโองการด้วยความนอบน้อมไม่ว่าในราชโองการจะมีสิ่งใด ก็ควรจะยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไขแต่สตรีผู้นี้กลับยังไม่ทันได้ฟังราชโองการจบ ก็สามารถต่อรองและขัดจังหวะเขาได้ช่างน่าตายนัก นางไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย สมควรได้รับการอบรมเสียบ้าง
“ทหาร จัดการ!” ขันทีผู้ประกาศราชโองการโกรธจัดจนหายใจไม่ทั่วท้องเขาไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป จึงสั่งให้องครักษ์ทั้งหมดบุกขึ้นไปพร้อมกันแต่เขากลับหลงลืมไปสนิทว่าที่นี่คือตำหนักขององค์รัชทายาท
‘เพียะๆๆ!’ เฟิงเจ๋อเดินออกมาเขาโค่นล้มองครักษ์ที่ล้อมกู้ชิงเฉิงทีละคน แล้วโยนพวกเขาออกไปจากนั้นเขาก็ชักกระบี่ออกมา จี้ไปที่ขันทีผู้ประกาศราชโองการพลางเอ่ยว่า “อยากตายหรืออย่างไร?”
ท่าทางของเขานั้นดูดุดันราวกับเทพสังหารทำให้ผู้คนต้องรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกคราวนี้ขันทีผู้ประกาศราชโองการตกใจจนตัวสั่นงันงกเขารีบสั่งการให้องครักษ์ที่ถูกทำร้ายจนหน้าตาบวมช้ำหนีออกจากจวนองค์รัชทายาทในทันที
“พระชายา ฮ่องเต้คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆกระหม่อมว่า…พระชายาควรออกจากเมืองหลวงไปหลบซ่อนตัวเสียก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”เฟิงเจ๋อเองก็รู้สึกโกรธเคืองไม่น้อยโม่อวี้เฉินนำทัพออกศึกอย่างกล้าหาญ แต่ฮ่องเต้กลับมาจัดการกับพระชายาอยู่ที่นี่การกระทำเช่นนี้ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก
“ฮ่องเต้ผู้นี้เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาชินเสียเถอะ ข้าไปไม่ได้เจ้าจงไปอันหยวนถัง ไปจัดการเรื่องทางนั้นให้เรียบร้อยข้าจะส่งข่าวไปบอกพวกเขาด้วยเช่นกัน ให้พวกเขาอย่าปะทะกับคนของฮ่องเต้” สิ่งที่กู้ชิงเฉิงเป็นห่วงมากที่สุดคืออันหยวนถังเพราะอันหยวนถังเป็นที่เปิดเผย มีแต่คนชรา คนป่วย และคนพิการยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังรู้ว่าอันหยวนถังเป็นของกู้ชิงเฉิงหากเขานำคนเหล่านี้มาข่มขู่ นางก็จำต้องยอมศิโรราบแต่โดยดี
“แต่ว่า…” เฟิงเจ๋อยิ่งเป็นห่วงกู้ชิงเฉิงมากยิ่งขึ้นคนในวังหลวงเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้ที่เขมือบคนโดยไม่คายกระดูกฆ่าคนโดยไม่ให้เลือดตกยางออก น่ากลัวเป็นที่สุดและก่อนหน้านี้เฟิงฮ่วนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจดี ลูกสมุนตัวเล็กๆ พวกนี้ยังไม่ใช่คู่มือของข้าหรอก”กู้ชิงเฉิงไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ “ข้าเป็นพระชายาแม้จะฆ่าพวกเขา พวกเขาก็ได้แต่กล้ำกลืนความเจ็บช้ำไปเสีย” ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่ได้ลงมือด้วยตัวเองการที่นางจะฆ่าคนสองคนก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่
เฟิงเจ๋อเห็นว่านางยืนกรานหนักแน่นจึงได้แต่เก็บสัมภาระและออกเดินทางในทันที
สวีอิ่นชิงไม่ได้จากไปไหนเขายังคงคอยคุ้มกันกู้ชิงเฉิงและกู้จิ่งเซวียนอยู่ในเงามืดมาโดยตลอดหากกู้ชิงเฉิงเพลี่ยงพล้ำ เขาย่อมจะเข้าช่วยเหลืออย่างแน่นอน
สำหรับคนในราชวงศ์เหล่านี้แล้วสวีอิ่นชิงเกลียดชังเข้ากระดูกดำ แต่เพื่อกู้ชิงเฉิงเขาจึงอดกลั้นความกระหายในการสังหาร เกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้กับนาง
--------
หลายวันต่อมาผู้คนจากในวังก็ยังคงมาเชิญกู้ชิงเฉิงทุกวัน และทุกครั้งกู้ชิงเฉิงก็มักจะตีพวกเขาจนหน้าตาบวมช้ำ แล้วให้พวกเขากลับไปรายงานผล
“ยายเด็กบ้านี่ช่างเหลือทนนัก” ฮ่องเต้ฉินทุ่มหนังสือในมือลงอย่างเดือดดาลกัดฟันแน่นด้วยความโกรธแค้น กู้ตงหลิงตายไปแล้วเช่นนั้นการที่กู้ชิงเฉิงผู้เป็นน้องสาวจะมาแทนที่นาง ก็สมเหตุสมผลอยู่บ้าง
สวีอิ่นชิงได้ส่งคนเพิ่มจำนวนหนึ่งไปคุ้มกันตำหนักบูรพาหากยามที่กำลังคนขององค์รัชทายาทไม่อาจต้านทานไว้ได้เขาจึงค่อยลงมือก็ยังไม่ทันสาย
“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ ด้านนอกมีคนขอเข้าพบ” ขณะนั้นหัวหน้าพ่อบ้านก็ก้าวเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลยามนี้ผู้คนจากวังหลวงมาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้งจนพวกเขากริ่งเกรงองค์รัชทายาทไม่ได้ประทับอยู่ ณ ที่นี้การรังแกหญิงหม้ายและบุตรชายกำพร้าเช่นนี้ช่างเกินเลยไปยิ่งนักแต่พวกบ่าวไพร่ก็ทำได้เพียงเก็บความโกรธไว้ในใจ ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
“ผู้ใดกัน? หากเป็นคนจากวังหลวง ให้ขับไล่ออกไปเสียไม่ต้องไว้หน้า” กู้ชิงเฉิงกำลังจับมือเล็กๆของกู้จิ่งเซวียนสอนเขาจับพู่กันและวาดเส้นสาย
“เป็นคุณชายเกอจวิ้นพ่ะย่ะค่ะ” เสียงหัวหน้าพ่อบ้านแผ่วลงหลายส่วนหากองค์รัชทายาทประทับอยู่ในตำหนัก เกรงว่าจะไม่อนุญาตให้เกอจวิ้นเข้ามาเป็นแน่
กู้ชิงเฉิงลังเลเพียงครู่หนึ่ง“ให้เขาไปรอที่ห้องโถงรับรองเถิด”
เมื่อหัวหน้าพ่อบ้านถอยออกไปกู้ชิงเฉิงจึงหันไปมองยังมุมมืด “สวีอิ่นชิงฝากเจ้าดูแลเซวียนเอ๋อร์ด้วย”
“นายหญิงโปรดวางใจ ข้าจะคุ้มครองคุณชายน้อยให้ปลอดภัยอย่างแน่นอน” สวีอิ่นชิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น สำหรับเกอจวิ้นแล้วเขาไม่ได้วิตกกังวลอันใด เมื่อครั้งอยู่เมืองอี๋สุ่ย เกอจวิ้นผู้นี้คอยช่วยเหลือกู้ชิงเฉิงมาโดยตลอด พวกเขาทุกคนต่างรับรู้
เกอจวิ้นดูอิดโรยเล็กน้อยใบหน้าไม่ได้ดูดีนัก
“ชิงเฉิง ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” เกอจวิ้นสำรวจกู้ชิงเฉิงใบหน้าเต็มของเขาไปด้วยความกังวล “ขออภัยช่วงหลายวันที่ผ่านมาข้ายุ่งวุ่นวายนัก จึงไม่อาจมาเยี่ยมท่านได้” เขามีความจริงใจต่อนางอย่างเปี่ยมล้น ปราศจากความเสแสร้งแม้แต่น้อยเมื่อนึกถึงวันที่กู้ชิงเฉิงกล่าวความไม่เป็นธรรมแทนตระกูลเกอในท้องพระโรงใจเขาก็พลันเต็มเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก คุณชายเกอจวิ้น อย่าได้กล่าวคำขอโทษเลยเพราะท่านไม่ได้ติดค้างข้า” กู้ชิงเฉิงโบกมือปฏิเสธอย่างเร่งรีบ“ช่วงนี้...ท่านสบายดีหรือ?”
อันที่จริงแล้วเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นกับหลิงหยาง เกอจวิ้นผู้นี้ก็เกลียดชังราชวงศ์เข้ากระดูกดำเพราะฮ่องเต้ฉินกลับลงมือทำร้ายหลิงหยางนี่เป็นการเพิ่มพูนความแค้นให้มากยิ่งขึ้นไปอีกเกอจวิ้นผู้นี้ยังไม่ทราบถึงชาติกำเนิดของตน ไม่ทราบว่าเหตุใดตระกูลเกอจึงคิดก่อกบฏเมื่อครั้งอดีตเรื่องราวเหล่านั้นช่างยากจะรับไหวกู้ชิงเฉิงหวังให้เกอจวิ้นไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ไปตลอดกาลถูกบดบังไว้ใต้ความมืดมิด เพราะความจริงช่างเจ็บปวดนัก
เกอจวิ้นมองดูนิ้วมือเรียวขาวของนางปลายนิ้วดุจหน่อไม้ที่กดลงบนข้อมือของเขา ทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นมากเขายิ้มอย่างฝืนๆ “วางใจเถิด ข้าไม่เป็นไรบัดนี้หลิงหยางก็ยอมรับความจริงแล้ว เพียงแต่ฮองเฮา…”
ฮ่องเต้ฉินยังคงคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมจึงยังคงมอบเกียรติยศที่สมควรแก่ฮองเฮาเพียงแต่กู้ตงหลิงกลับสิ้นชีวิตอย่างน่าอนาถซึ่งเป็นสิ่งที่กู้ชิงเฉิงปรารถนาจะเห็นยิ่งนัก
ก่อนสิ้นใจฮองเฮาได้ช่วยนางไว้มากโข ได้กำจัดศัตรูของนางให้พ้นทาง เมื่อครั้งอดีตฮองเฮาได้ปกป้องเกอจวิ้นและหลิงหยางไว้ คาดว่าฮองเฮาคงรู้สึกเสียดายแทนตระกูลเกอตลอดชีวิตที่ซื่อสัตย์ภักดี แต่กลับต้องจบลงด้วยชะตากรรมเช่นนี้ ช่างน่าเศร้าน่าชิงชัง และน่าเจ็บใจนัก
“โปรดระงับความโศกเศร้าเถิด” กู้ชิงเฉิงทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเรื่องราวล้วนยากจะคาดเดา
“แม่ทัพไป๋ทราบถึงสถานการณ์ของท่านหรือไม่?” เกอจวิ้นพลันปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นแล้วเอ่ยถาม “การกระทำของฝ่าบาทเช่นนี้กำลังท้าทายตระกูลไป๋อยู่”
“อืม ชนเผ่าซงหนูรุกราน ตระกูลไป๋ย่อมไม่อาจขาดได้” กู้ชิงเฉิงไม่ได้วิตกกังวลเรื่องตำหนักบูรพาเท่าไรนักครั้งนี้ชนเผ่าซงหนูมาอย่างดุดัน ทำให้ผู้คนต่างกังวลยิ่งนักตระกูลไป๋ย่อมไม่ถอยร่นในยามเช่นนี้เกอจวิ้นจึงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ฉินจึงไม่เกรงกลัวอันใดเลย
“ท่านต้องระมัดระวังให้มาก ห้ามเข้าวังหลวงโดยเด็ดขาด” เกอจวิ้นกำชับแล้วกำชับเล่า