กระเบื้องยางหน้าห้องฉุกเฉินส่งเสียงดังเอี๊ยดทุกครั้งที่รถเข็นเปลเตียงคนป่วยถูกเข็นผ่านกลิ่นของไอโอดีน แอลกอฮอล์และความอับชื้นจากการทำความสะอาดที่ไม่เคยเสร็จสิ้นลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่เย็นชืด
กู้เหยียนโจวยืนพิงผนังกระเบื้องสีขาวด้านหลังสเตชันพยาบาล
เขาเพิ่งถอดหน้ากากอนามัยที่ชุ่มไปด้วยคราบเืกำเดาทิ้งมันลงในถังขยะติดเชื้ออย่างลวกๆ ลำคอของเขาแห้งผากรสปร่าของยาพาราเซตามอลที่กลืนลงไปดิบๆ เมื่อยี่สิบนาทีก่อนยังคงติดอยู่ที่โคนลิ้น
อาการปวดกระบอกตาทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเบลอเป็ระยะชายหนุ่มยกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ขึ้นนวดหว่างคิ้วอย่างหนักหน่วงพยายามเรียกสติที่กระจัดกระจายให้กลับเข้าที่
"หมอกู้" พยาบาลหัวหน้าวอร์ดเดินเข้ามาหา"เคสอุบัติเหตุรถชนบนทางด่วนเพิ่งเข้ามารวดเดียวสามราย คุณไปพักเถอะเดี๋ยวหมอเวรบ่ายสองคนจัดการต่อเอง"
"ผมยังไหว" เขาตอบ เสียงแหบแห้งจนแทบไม่มีน้ำหนัก
พยาบาลถอนหายใจ
"คุณเพิ่งเืกำเดาไหล มือคุณยังสั่นอยู่เลย ไปนอนพักที่ห้องเวรเถอะค่ะขืนคุณล้มพับไปอีกคน วอร์ดนี้ได้วุ่นวายของจริงแน่"
กู้เหยียนโจวลดมือลง เขามองมือขวาของตัวเองนิ้วมือของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้มันเป็อาการล้าของกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนักเกินขีดจำกัดบวกกับภาวะพร่องพลังงานชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ โดยไม่โต้แย้งอีก เขาไม่ได้รู้สึกอยากเสียสละเขาเพียงแค่ไม่มีแรงจะเถียง
เขาเดินลากเท้ากลับเข้าไปในห้องพักแพทย์ บานพับประตูเหล็กส่งเสียงดังแกรก
กู้เหยียนโจวทิ้งตัวลงบนเตียงพับตัวเล็กริมผนัง เขาไม่ได้ถอดรองเท้าไม่ได้ปลดกระดุมเสื้อสครับ ชายหนุ่มเพียงแค่นอนหงาย หลับตาลงปล่อยให้ร่างกายที่หนักอึ้งจมลงไปกับฟูกแข็งๆ
ในหัวของเขายังคงมีเสียงวิ้งๆ แหลมเล็กดังค้างอยู่มันเป็เสียงของระบบประสาทที่ทำงานผิดปกติผสมกับเสียงล้อรถไฟใต้ดินที่บดกับรางเมื่อวานนี้
เขาขยับตัวตะแคงข้าง ยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากความหนาวเย็นจากสภาพอากาศภายนอกดูเหมือนจะแทรกซึมเข้ามากัดกินกระดูกแม้ในห้องพักจะมีเครื่องทำความร้อนก็ตาม เขานึกถึงกลิ่นทินเนอร์จางๆและความอบอุ่นจากแก้วกระดาษที่แกลเลอรีมันเป็เพียงภาพจำทางประสาทััที่แวบเข้ามาในห้วงความคิดที่ว่างเปล่าไม่มีความหมาย ไม่มีความโรแมนติก มีเพียงความ้าที่จะหลุดพ้นจากความอ่อนล้านี้
...
ในแกลเลอรีศิลปะย่านเรือนสี่ประสาน
เครื่องทำความร้อนตัวเก่าตรงมุมห้องยังคงส่งเสียงครางหึ่งๆสลับกับเสียงสั่นกึกๆ อย่างน่ารำคาญมันพ่นลมอุ่นที่เจือด้วยกลิ่นฝุ่นไหม้ออกมาปะทะอากาศเย็นเยียบในร้าน
เคทนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้บนโต๊ะเต็มไปด้วยเศษกระดาษใบเสร็จและกล่องพัสดุลังกระดาษยับย่นที่พนักงานเพิ่งนำมาส่งหญิงสาวกำลังใช้คัตเตอร์กรีดเทปกาวที่ปิดผนึกกล่องเสียงใบมีดกรีดผ่านกระดาษดังแคว่ก
เธอปวดไหล่
กล้ามเนื้อบริเวณสะบักหลังตึงรั้งจนปวดร้าวลามไปถึงท้ายทอยอาการปวดนี้รุนแรงขึ้นทุกครั้งที่เธอขยับแขนเคทขยับคอหมุนไปมาจนเกิดเสียงลั่นกรอบแกรบ หญิงสาวถอนหายใจเอื้อมมือไปหยิบกาแฟอเมริกาโน่เย็นที่น้ำแข็งละลายจนหมดแล้วขึ้นมาดูดรสชาติของมันจืดชืดและมีกลิ่นเหม็นไหม้ของเมล็ดกาแฟคั่วเข้ม
ในกล่องพัสดุคือสีน้ำมันหลอดใหม่ที่เธอสั่งไว้ั้แ่สัปดาห์ก่อน
เคทหยิบหลอดสีออกมาทีละหลอด วางเรียงบนโต๊ะอย่างไม่เป็ระเบียบนักเธอตั้งใจจะใช้สีพวกนี้วาดภาพชิ้นใหม่ ภาพที่สะท้อนถึงพื้นที่ว่างเปล่าและการรอคอยแต่เมื่อเธอหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มสีขาว อาการปวดแปลบที่ข้อเท้าซ้ายก็แล่นจี๊ดขึ้นมารองเท้าผ้าใบส้นหนาที่สวมอยู่เสียดสีกับพลาสเตอร์ยาที่แปะทับรอยถลอกตรงส้นเท้า
เธอวางพู่กันลงบนจานสีดังแปะ
เคทลุกขึ้นยืน เดินไปที่เครื่องทำความร้อนกดปุ่มปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอีกสิบองศาหวังจะขับไล่ความหนาวเย็นที่ทำให้แผลของเธอเ็ปมากขึ้นเสียงพัดลมฮีตเตอร์ทำงานหนักขึ้นจนเกิดเสียงหอนดังลั่น
หญิงสาวยืนกอดอกมองเครื่องจักรที่กำลังส่งเสียงดังน่ารำคาญเธอไม่ได้นึกถึงผู้ชายในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลไม่ได้สนใจการมีอยู่ของใครบางคนที่เคยร่วมเผชิญความหนาวเหน็บกับเธอ
สิ่งเดียวที่เคทรับรู้ในตอนนี้คือความเหนื่อยล้าทางกายภาพและความหงุดหงิดที่ต้องทนกับความไม่สะดวกสบายของชีวิตประจำวัน
เธอตัดสินใจปิดสวิตช์เครื่องทำความร้อน
ความเงียบทิ้งตัวลงครอบงำแกลเลอรีในทันทีมันไม่ใช่ความเงียบที่สงบหรือสวยงาม มันเป็ความเงียบที่หนักอึ้งและอึดอัดเคทเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ จ้องมองหลอดสีน้ำมันที่วางกระจัดกระจายปล่อยให้ความหนาวเย็นกลับมาเยือนอีกครั้ง แลกกับการไม่ต้องทนฟังกวนประสาท
...
เวลาสิบหกนาฬิกาสี่สิบห้านาที บนชั้นสี่สิบห้าของอาคารสำนักงานใหญ่ ShenConsortium
แสงไฟหลอดนีออนบนเพดานส่องสว่างจนแสบตาอากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวถูกควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบสององศาเซลเซียสอย่างแม่นยำแต่มันกลับทำให้เยื่อบุจมูกและลำคอแห้งผาก
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งหลังตรงพิงพนักเก้าอี้หนังแท้
แฟ้มเอกสารสัญญาฉบับแก้ไขใหม่เพิ่งถูกนำมาวางบนโต๊ะชายหนุ่มกำลังใช้ปากกาหมึกซึมด้ามทองคำเซ็นชื่อลงในช่องว่างด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอและรวดเร็ว
เขาขมวดคิ้วมือขวาที่ถือปากกาอยู่มีอาการสั่นเทาแ่เบาจนแทบสังเกตไม่ได้ อาการปวดหัวเต้นตุบๆที่ขมับขวาซึ่งเริ่มเป็มาั้แ่เช้าทวีความรุนแรงขึ้นจนกระบอกตาร้อนผ่าวเขาปวดกรามจากการขบกัดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัวมาตลอดบ่าย
เขาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกาแฟเอสเปรสโซ่ที่เลขาเพิ่งนำมาวางเปลี่ยนให้มันเป็แก้วที่ห้าของวันแล้ว
ชายหนุ่มกระดกกาแฟขมจัดลงคอไม่สนใจความร้อนที่ลวกปลายลิ้นจนชา เขากระแทกถ้วยลงบนจานรอง เลื่อนมือไปจับเมาส์เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ เรียกดูตารางหุ้นดึงตัวเองกลับเข้าสู่หน้ากระดานเทรดที่เต็มไปด้วยตัวเลขสีแดงและสีเขียวกะพริบไหวบังคับสายตาให้กวาดอ่านข้อมูลการลงทุนอย่างบ้าคลั่ง
ติ๊ด...ติ๊ด...
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างคีย์บอร์ดเสิ่นเยี่ยนฉือเหลือบมองหน้าจอ มันเป็ข้อความจากเลขาแจ้งกำหนดการประชุมด่วนในอีกสิบห้านาทีข้างหน้า
เขาไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูรายละเอียดชายหนุ่มเพียงแค่จ้องมองแสงสว่างจากหน้าจอที่ค่อยๆ หรี่ลงจนดับวูบไป
ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกแต่ยิ่งเขาพยายามควบคุมทุกอย่างมากเท่าไหร่ร่างกายของเขาก็ยิ่งประท้วงด้วยความอ่อนล้าและความปวดร้าว
เสิ่นเยี่ยนฉือกระแทกสันมือลงบนโต๊ะกระจกเบาๆหนึ่งครั้งเพื่อเรียกสติ บังคับสายตาให้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรสีดำบนหน้ากระดาษสีขาวพยายามอย่างหนักที่จะบังคับให้ระบบการประมวลผลที่กำลังทำงานบกพร่องกลับมาใช้งานได้ตามปกติ