หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อพลันบีบรัดแน่นหยดน้ำตาไหลร่วงลงจากดวงตาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขารีบเบือนหน้าหนีพยายามข่มอารมณ์อย่างสุดความสามารถ ทว่าร่างกายกลับยังสั่นเทาไม่หยุด
จี้ทิงก้าวขึ้นบันไดไปอีกสองขั้นอย่างทุลักทุเลแม้จี้เยี่ยนจื๋อจะหันหน้าหนีไปแล้ว แต่ทว่ามือที่ขยุ้มคอเสื้อเขากลับลืมคลายออกส่งผลให้จี้ทิงต้องจำใจค้อมตัวอยู่ในท่าทางที่แสนอึดอัด
ผ่านไปสักพักมือใหญ่ที่ลำคอจึงค่อยๆ คลายออกช้าๆ
“ที่นายพูดมาเมื่อกี้ มีเรื่องไหนหลอกฉันไหม” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อแหบพร่าปลายประโยคยังแฝงร่องรอยเจือสะอื้น
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“มีเรื่องหนึ่งที่ผมหลอกพี่จริงๆ”
จี้เยี่ยนจื๋อโกรธจนหน้ามืดรีบสะบัดหน้ากลับมาทันที “นาย!”
“กระจกธรรมดามองไม่เห็นออติแคปซูลหรอกครับ มันอยู่ตรงฐานกะโหลกถ้าอยากเห็นคงต้องผ่าพิสูจน์อย่างเดียว” เขาชี้ประกอบพลางเอ่ยเสริม“แต่เรื่องส่วนประกอบของออติแคปซูลที่ผมบอกไปผมไม่ได้โกหกเลยแม้แต่คำเดียว”
ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นระริกเพียงแผ่วเบาทว่ายังคงรักษาท่าทีเย็นชาและแข็งกร้าว “จี้ทิงฉันไม่ต้องการความสงสารอันไร้ค่าแบบนี้จากนาย”
“นั่นไม่ใช่ความสงสาร” จี้ทิงสบตาเขาแววตาคู่นั้นสงบนิ่งและกระจ่างใส “มันคือความลับที่ล้ำค่าที่สุดของเด็กทุกคนในโลกใบนี้ที่ต้องสูญเสียแม่ไป”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ความอับอายและโกรธเคืองที่ซ่อนลึกอยู่ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อก็พังทลายลงในชั่วพริบตาก่อนจะค่อยๆ สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่แฝงมากับของขวัญชิ้นนี้
มันไม่ใช่การฉวยโอกาสเยาะเย้ยและไม่เกี่ยวข้องกับความเวทนาจี้ทิงเพียงแต่ใช้ความพยายามปลอบโยนเขาในแบบฉบับของตนเองเท่านั้นเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อก็เบือนหน้าหนีอย่างขัดเขิน “ไปเก็บของกลับมาซะ”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ“พี่เป็นคนปัดมันทิ้งเองนะครับ”
“จะเก็บไม่เก็บ?” จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาทำท่าทางดุดันอีกครั้ง
จี้ทิงทำท่าเหมือนจะแย้งแต่ก็เม้มปากเงียบไป[ช่างเถอะ ถือว่าวันนี้ยอมให้จี้เยี่ยนจื๋อวันหนึ่งแล้วกัน]
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียง‘เฮอะ’ ในใจใครต้องการให้ไอ้คนซื่อบื้ออย่างนายมายอมให้กัน
จี้ทิงหันหลังเดินลงบันไดไปเขาหาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาจากข้างโซฟา
“แตกรึเปล่า” จี้เยี่ยนจื๋อชะโงกหน้าลงมาจากราวบันได
จี้ทิงลองเขย่าดูไม่ได้ยินเสียงเศษแตกข้างใน “ดูเหมือนจะไม่แตกครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อเดินลงจากบันไดและคว้าของขวัญไปจากมือเขาพลางกวาดสายตามองอย่างนึกรังเกียจ“ห่อได้ห่วยแตกชะมัด”
“ก็ขี้เหร่จริงๆ นั่นแหละครับ” จี้ทิงยอมรับตามตรงเสมอเขาไม่ใช่พวกที่จะมาฝืนยกยอของที่ตัวเองทำขึ้นมา
จี้เยี่ยนจื๋อชี้ไปยังริบบิ้นสีเหลืองสดพลางติติงไม่หยุดปาก “คราวหลังอย่าใช้สีนี้ฉันไม่ชอบ แล้วก็นี่ กระดาษห่อลายเลอะเทอะชะมัด ดูไม่ได้เลย”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย“ยังมีคราวหลังอีกเหรอครับ?”
ครั้งนี้ก็แล้วไปเถอะถือเสียว่าเขาทำเพื่อชดเชยแทนเจ้าของร่างเดิมแต่จะมีใครอยากได้รับของขวัญในวันครบรอบวันตายของแม่ตัวเองกันเล่า
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ“ปีหนึ่งนายเอาเงินจากซื่อลี่ไปตั้งเท่าไหร่แค่ซื้อของขวัญวันเกิดให้ฉัน นายจะงกไปถึงไหน?”
ลมหายใจของจี้ทิงสะดุดไปชั่วขณะเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันเกิดของจี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นวันเดียวกับวันครบรอบวันตายของแม่แท้ๆ
จี้เยี่ยนจื๋อมองเห็นดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและทำตัวไม่ถูกของอีกฝ่ายดูไปแล้วเหมือนลูกแมวน้อยที่ถูกแกล้งดีดหน้าผาก ครั้งนี้คงเป็นความสงสารจริงๆแล้วสิ
จี้เยี่ยนจื๋อเหยียดริมฝีปากอย่างเย็นชาก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟต์ “ถ้าไม่ง่วงก็ไปรอฉันที่ห้องดูหนัง”
จี้ทิงกะพริบตาถี่ๆ“ไปทำไมครับ?”
“อยากไปก็ไป ไม่ไปก็ช่าง”
...
สิบห้านาทีต่อมาจี้เยี่ยนจื๋อก็เดินเข้ามาพร้อมถุงขนมขนาดใหญ่
ทันทีที่เห็นจี้ทิงเขาก็ยัดของเหล่านั้นใส่มืออีกฝ่ายพลางเอ่ยเสียงเรียบ“เดี๋ยวนายก็นั่งกินพวกนี้ไปเงียบๆ ไม่ต้องมองหน้าจอ”
จี้ทิงมองกองขนมในอ้อมกอดพลางเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ“ถ้าไม่ต้องดู แล้วพี่เรียกผมมาทำไมครับ?”
“สั่งให้กินก็กินไป อย่าพูดมากหน่า”
มืออีกข้างของจี้เยี่ยนจื๋อถือกล่องสีเทาตุ่นๆเขาบอกให้จี้ทิงหาที่นั่งเอาเอง ส่วนตัวเองเดินหายเข้าไปในห้องควบคุมการฉาย
เพียงไม่นานจอภาพก็สว่างขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อเดินออกมาปรายตามองครู่หนึ่ง
ปกติเขาแทบไม่เคยย่างกรายมาที่นี่เมื่อเห็นหน้าจอติดจึงทึกทักเอาเองว่าเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้วเขาจึงเดินกลับมานั่งข้างจี้ทิง
พอหย่อนก้นลงนั่งเขาก็พบว่าจี้ทิงกำลังง่วนอยู่กับปุ่มอะไรบางอย่างตรงที่พักแขน
“หาอะไรของนาย”
จี้ทิงขะมักเขม้นอยู่กับปุ่มกดพลางตอบว่า“วันนี้ผมนั่งรถมาทั้งวัน รู้สึกปวดเอวเลยอยากจะปรับพนักพิงไปข้างหลังหน่อยครับ”
“เรื่องมาก…”
จี้เยี่ยนจื๋อยังพูดไม่ทันขาดคำทันใดนั้นหน้าแข้งของเขาก็ถูกบางอย่างที่ยื่นออกมาล็อกไว้แน่นจากนั้นที่นั่งของเขาก็เริ่มยกตัวสูงขึ้นช้าๆดูราวกับฮ่องเต้ที่กำลังเสด็จขึ้นครองราชย์
จี้ทิงมองดูเขาที่สูงขึ้นเรื่อยๆด้วยความสับสน ก่อนจะมีเสียงตวาดดังลั่นมาจากด้านบน “จี้ทิง!นายกดโดนปุ่มอะไร!”
จี้ทิงเองก็ไม่รู้ในขณะที่เขากำลังพยายามหาปุ่มเดิม ระบบนวดของเก้าอี้ก็เริ่มทำงานเองโดยอัตโนมัติ
แรงนวดมหาศาลกระแทกผ่านแผ่นหลังจนหน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นสะเทือนทุกคำพูดที่เปล่งออกมาจึงสั่นเครือตามจังหวะเครื่อง “รีบ...ปิด... อึก... ให้... ฉัน... เดี๋ยว... อึก... นี้...!”
จี้ทิงกดทุกปุ่มที่มีจนครบหลายต่อหลายรอบก่อนจะเม้มปากแล้วเงยหน้าขึ้น “จี้เยี่ยนจื๋อเก้าอี้ตัวนี้… สงสัยมันจะพังแล้วครับ”
“นาย... อึก... แค่ปิด... ยังปิด... ไม่เป็น... หรือไง... อึก...!” นอกจากจะถูกทุบหลังแล้วทั่วทั้งร่างยังถูกบีบอัดอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถขยับเขยื้อนนิ้วได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว
“รอเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปหาสวิตช์ไฟรวม”
จี้ทิงรีบก้าวออกจากห้องดูหนังลงไปยังชั้นใต้ดินชั้นสองเพื่อเข้าไปยังห้องควบคุมไฟฟ้าเขาไล่หาจนเจอปุ่มของห้องดูหนังท่ามกลางแผงสวิตช์ เมื่อกดปิดเสร็จก็รีบวิ่งเหยาะๆกลับไป
ภายในห้องมืดสนิท จี้ทิงไม่ได้พกโทรศัพท์มาด้วยจึงต้องคลำทางเข้าไปอย่างทุลักทุเล
“จี้เยี่ยนจื๋อ พี่ลงมาหรือยังครับ?”
ความเงียบปกคลุมอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนที่เสียงกัดฟันกรอดของอีกฝ่ายจะดังขึ้น “นายคิดว่ายังไงล่ะ”
จี้ทิงเงยหน้ามองตามเสียงรูม่านตาของเขาเริ่มปรับสภาพเข้ากับความมืดได้บ้างแล้วท่ามกลางแสงรำไรที่ลอดเข้ามาจากโถงทางเดินจี้เยี่ยนจื๋อดูราวกับราชาผู้โดดเดี่ยวในยามบ่ายคล้อยที่ถูกตรึงไว้บนบัลลังก์สูงตระหง่าน
จี้ทิงเอื้อมมือไปกะจะคว้าขาเขาไว้แต่พบว่ามันถูกถุงลมนวดรัดไว้แน่นจนขยับไม่ได้
“นายจะไปยุ่งกับปุ่มพวกนั้นทำไม!” จี้เยี่ยนจื๋อแผดเสียงอย่างเหลืออด“ถ้าอยากลองก็น่าจะไปลองกับเก้าอี้ของตัวเองสิ!”
จี้ทิงไม่รู้มาก่อนว่าปุ่มของเก้าอี้นี้ถูกออกแบบมาให้สวนทางกันจึงทำได้เพียงบอกว่า “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”
“หาทางแก้ให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
จี้ทิงครุ่นคิด“ให้ผมไปเรียกอาหยางไหมครับ?”
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว นายจะไปปลุกคนอื่นเพราะความผิดของตัวเองงั้นเหรอมีสามัญสำนึกบ้างไหม?” ที่จี้เยี่ยนจื๋อพูดแบบนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพราะไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพอันน่าอัปยศของตัวเองต่างหาก
จี้ทิงไม่ได้ตอบโต้หันหลังเดินออกไปอีกรอบ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ จี้ทิง... จี้ทิง!”
ครู่ต่อมาไฟในห้องดูหนังก็สว่างจ้าขึ้นกะทันหัน พร้อมๆกับที่เก้าอี้นวดเริ่มบรรเลงจังหวะทุบราวกับกลองอีกครั้ง
เมื่อจี้ทิงเดินกลับมาพร้อมของในมือเก้าอี้ตัวนั้นก็ตีลังกากลับหัวไปแล้วหนึ่งร้อยแปดสิบองศาจี้เยี่ยนจื๋ออยู่ในสภาพหน้าทิ่มลงพื้นขาชี้ฟ้าร่างทั้งร่างถูกทุบกระหน่ำจนสั่นเป็นกลองชุด
แม้จะดูไม่สุภาพนักแต่จี้ทิงก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้ากลั้นยิ้ม
“นาย... อึก... กำลัง... หัวเราะ... เยาะฉัน... อึก... อยู่ใช่ไหม...!”