ฟ้ายังไม่สาง หมอกบางๆ ลอยเรี่ยผิวน้ำในบ่อิญญา เฟยหลงลุกขึ้นจากที่นอนใบไม้แห้งอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตาทั้งสองข้างจับจ้องไปที่เงาของคนเฝ้าก้นเหวซึ่งยังนอนหลับนิ่งอยู่ในถ้ำอีกด้าน ลมหายใจของเขาเป็จังหวะสม่ำเสมอ นั่นแปลว่ายังหลับสนิทอยู่ เขาค่อยๆ คลานออกมาทางปากถ้ำ ระวังไม่ให้แม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเองดังผิดจังหวะไปจากปกติ
เขาเดินตรงไปยังบ่อน้ำิญญาคนเดียว มือทั้งสองยังสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้นปนหวาดกลัวที่แอบซ่อนอยู่ลึกๆ อากาศยามเช้ายังคงเย็นจนไอปากลอยเป็ควันจางๆ ทุกครั้งที่หายใจออก แต่เหงื่อกลับซึมออกมาตามฝ่ามือจนเปียกชื้น
สามวัน คนเฝ้าก้นเหวบอกไว้เมื่อคืนว่าพวกเขามีเวลาแค่สามวันในการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือต้องย้ายที่ซ่อน แต่เฟยหลงนอนคิดอยู่ทั้งคืนโดยไม่ได้หลับสักนิด ภาพที่คนเฝ้าก้นเหวต้องยืนขวางโขดหินเผชิญหน้ากับชิงหยวนแทนเขาเมื่อวานยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกเป็ครั้งที่สอง หากเขาแข็งแกร่งขึ้นทันเวลา อย่างน้อยก็คงพอป้องกันตัวเองได้บ้าง คนเฝ้าก้นเหวจะได้ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้เพียงลำพังอีก
จุดปราณสำรองจุดที่สี่ยังไม่เคยถูกแตะต้องเลยสักครั้ง แต่เฟยหลงบอกตัวเองว่าเขาพร้อมแล้ว สามจุดแรกที่เปิดมาต่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี จุดที่สามยังเปิดเร็วกว่าจุดก่อนหน้าด้วยซ้ำ เขานั่งขัดสมาธิลงริมบ่อน้ำ หลับตาลง เริ่มดึงปราณจากผิวน้ำเข้าสู่ร่างกายตามวิธีที่คนเฝ้าก้นเหวเคยสอนไว้ทุกขั้นตอน เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่รอจังหวะที่ร่างกายพร้อมจริงๆ ไม่ฟังลมหายใจของตัวเองอย่างละเอียดเหมือนที่เคยฝึกมา ใจที่ร้อนรนอยากพิสูจน์ตัวเองเร่งให้เขาดึงปราณเข้ามาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ปราณไหลบ่าเข้าสู่จุดที่สี่อย่างรุนแรงเกินควบคุม
ความเ็ปวาบขึ้นจากกลางอกทันที เหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจากด้านในพร้อมกันทุกทิศทาง เฟยหลงอ้าปากจะร้องแต่สิ่งที่พุ่งออกมาแทนเสียงกลับเป็เืสดสีแดงเข้ม เขาล้มคว่ำหน้าลงกับพื้นหินข้างบ่อน้ำ มือกำแน่นที่หน้าอกจนเล็บจิกลงไปในเนื้อตัวเอง สายตาเริ่มพร่ามัวจนมองไม่เห็นอะไรชัดเจน
“เ้าทำอะไรของเ้า!”
เสียงคนเฝ้าก้นเหวดังขึ้นพร้อมกับร่างที่พุ่งเข้ามาถึงตัวเฟยหลงเร็วยิ่งกว่าที่ตาจะตามทัน มือของเขากดลงที่หลังเฟยหลงทันทีส่งปราณเข้าไปประคองเส้นทางที่กำลังจะแตกให้กลับมานิ่งอีกครั้งอย่างเร่งด่วน สีหน้าเคร่งเครียดจนซีดขาวอย่างที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดหลายสิบวันที่อยู่ด้วยกัน หยาดเหงื่อบนหน้าผากของเขาไหลลงมาเป็ทาง ปราณของเขาเองก็ถูกดึงออกไปมากจนแขนที่กดอยู่บนหลังเฟยหลงเริ่มสั่นเบาๆ แต่ก็ไม่ยอมถอนออกแม้แต่วินาทีเดียว จนกว่าจะแน่ใจว่าเส้นทางจุดที่สี่นิ่งสนิทแล้วจริงๆ
—
เมื่อความเ็ปค่อยๆ จางลง เฟยหลงนอนพิงโขดหินอยู่ ริมฝีปากยังเปื้อนเื สายตาไม่กล้าสบกับคนเฝ้าก้นเหวตรงหน้าลมหายใจยังคงถี่และตื้น
“บอกข้ามาว่าเ้าคิดอะไรอยู่” คนเฝ้าก้นเหวถามเสียงเ็ายิ่งกว่าปกติ ไม่มีร่องรอยของความปลอบใจแม้แต่น้อย มือที่เพิ่งช่วยประคองปราณของเฟยหลงยังคงวางอยู่บนไหล่ ราวกับยังไม่วางใจปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ตามลำพัง
“ข้า…ข้าอยากเปิดจุดที่สี่ให้เร็วที่สุด” เฟยหลงตอบเสียงแหบพร่า “หากข้าแข็งแกร่งขึ้นทัน อย่างน้อยข้าก็จะไม่ต้องให้ท่านเสี่ยงชีวิตแทนข้าอีก เหมือนที่ท่านทำเมื่อวาน”
“เ้าคิดว่าความแข็งแกร่งที่เร่งรีบแบบนี้จะช่วยอะไรได้หรือ” คนเฝ้าก้นเหวสวนกลับทันที น้ำเสียงเข้มขึ้นทีละคำจนแทบสั่น “จุดปราณสำรองแต่ละจุดต้องเปิดตามจังหวะที่ร่างกายพร้อมจริงๆ เ้าดึงปราณเข้าไปเร็วเกินกว่าที่เส้นทางจะรับได้ หากข้ามาช้ากว่านี้แม้เพียงครึ่งลมหายใจ เส้นทางจุดที่สี่ของเ้าอาจแตกถาวรเหมือนเส้นทางลัดเดิมที่ถูกพิษทำลายไปแล้ว แล้วครั้งนี้จะไม่มีบ่อน้ำิญญาไหนช่วยเ้าไว้ได้อีก”
เฟยหลงนิ่งไป มือที่ยังสั่นอยู่กำแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาว เขาไม่เคยคิดไปถึงจุดนั้นเลย คิดแต่เพียงว่าต้องเร็วกว่านี้ ต้องแข็งแกร่งกว่านี้ให้ทันเวลาสามวันที่เหลืออยู่
“ท่านสอนข้ามาตลอดว่าต้องอดทน ต้องฟังร่างกายตัวเอง” เฟยหลงกล่าวเบาๆ สายตาจ้องมองพื้นดินใต้ตัว “แต่พอถึงเวลาที่ต้องเลือกจริงๆ ข้ากลับทำเหมือนเดิมอีก… เหมือนตอนที่ข้ายังหยิ่งผยองอยู่บนสำนักไม่มีผิด”
คนเฝ้าก้นเหวไม่ตอบทันที เขาลุกขึ้นเดินไปนั่งลงข้างบ่อน้ำิญญา สายตามองผิวน้ำนิ่งที่เริ่มสะท้อนแสงยามเช้าอยู่นาน ก่อนจะเปิดปากด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิมมาก เบาจนเฟยหลงต้องเงี่ยหูฟัง
“ศิษย์รักของข้าคนก่อนก็เร่งรีบแบบเ้าเป๊ะ” เขาพูดขึ้นช้าๆ ราวกับกำลังขุดความทรงจำที่ฝังลึกขึ้นมาทีละชั้น “เขาอยากพิสูจน์ตัวเองให้ทันเวลา อยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาคู่ควรกับตำแหน่งที่ได้มา จึงเร่งเปิดจุดปราณทุกจุดเร็วกว่าที่ควรจะเป็รากฐานของเขาจึงไม่มั่นคงพอั้แ่ต้น วันที่ถูกคนที่เขาไว้ใจที่สุดทรยศจริงๆ เขาจึงต้านทานไม่ไหวแม้แต่น้อย ทั้งที่ฝีมือด้านกระบวนท่าของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย”
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองคนเฝ้าก้นเหว เพิ่งเข้าใจว่าทำไมเขาถึงระวังเื่ความเร่งรีบของเฟยหลงมากเป็พิเศษเสมอมา ทำไมทุกครั้งที่เฟยหลงอยากเร่งฝึกให้เร็วขึ้น คนเฝ้าก้นเหวถึงยับยั้งไว้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นผิดปกติ
“ข้าไม่อยากเห็นเ้าตายเพราะเหตุผลเดียวกับที่เขาตาย” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวจบพร้อมหันมามองเฟยหลงตรงๆ เป็ครั้งแรกนับั้แ่เริ่มเล่า “ฉะนั้นไม่ว่าเ้าจะกลัวแค่ไหน ไม่ว่าเวลาจะเหลือน้อยแค่ไหน ห้ามเร่งอีกเป็อันขาด เ้าจะแลกความปลอดภัยของตัวเองด้วยความหวังดีที่ผิดที่ผิดทางไม่ได้”
—
“แล้วเื่สามวันเล่า” เฟยหลงถามหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง แม้ร่างกายยังอ่อนล้า “ท่านตัดสินใจหรือยังว่าจะอยู่ต่อหรือย้ายข้าไปที่อื่น”
“ยัง” คนเฝ้าก้นเหวตอบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
เฟยหลงกัดริมฝีปาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดสิ่งที่คิดไว้ทั้งคืนออกมาทีละคำ “ข้าอยากอยู่ต่อ”
คนเฝ้าก้นเหวเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่พูดอะไรทันที เพียงรอฟังด้วยสายตานิ่ง
“ข้าไม่ได้พูดเพราะดื้อรั้นเหมือนเดิม” เฟยหลงรีบอธิบายเมื่อเห็นคนเฝ้าก้นเหวยังไม่แสดงท่าทีคัดค้าน “หากเราหนีไปตอนนี้เท่ากับเรายอมรับว่าข้าอ่อนแอเกินกว่าจะรับผิดชอบความผิดพลาดของตัวเองตลอดไป ท่านต้องคอยแบกรับแทนข้าไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น แต่หากเราอยู่ต่อ อย่างน้อยข้าจะได้ใช้เวลาที่เหลือฝึกให้แข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ตามจังหวะที่ท่านสอน ไม่ใช่เร่งแบบเมื่อครู่นี้อีก ข้าแค่ไม่อยากหนีไปโดยไม่ได้ลองสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้นเลยสักครั้งในชีวิต”
คนเฝ้าก้นเหวมองหน้าเฟยหลงนิ่งอยู่นาน สายตาที่เคยมองด้วยความกังวลค่อยๆ เปลี่ยนเป็บางอย่างที่ใกล้เคียงกับความประหลาดใจปนภาคภูมิใจแฝงอยู่ลึกๆ นี่ไม่ใช่คำพูดของเด็กหนุ่มหยิ่งผยองที่เขาช่วยขึ้นมาจากก้นเหวเมื่อหลายสิบวันก่อนอีกแล้ว
“เ้าเปลี่ยนไปจริงๆ” เขาพูดเบาๆ เกือบเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเฟยหลง “แต่การเปลี่ยนนิสัยกับการมีฝีมือพอจะป้องกันตัวเองได้จริง เป็คนละเื่กัน สามวันไม่พอให้เ้าแข็งแกร่งพอจะรับมือกับคนระดับชิงหยวนได้หรอก”
“ข้ารู้” เฟยหลงตอบทันที “ข้าไม่ได้คิดจะสู้กับเขาตัวต่อตัว ข้าแค่อยากให้ท่านไว้ใจข้าอีกสักครั้งว่าข้าจะไม่ทำตัวเป็ภาระให้ท่านต้องเสี่ยงเพียงลำพังอีก”
คนเฝ้าก้นเหวถอนหายใจยาว สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เฟยหลงราวกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดนั้นอยู่ในใจ “หากจะอยู่ต่อจริง สามวันนี้เ้าต้องทำตามที่ข้าสั่งทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ ฝึกท่าประคองปราณให้มั่นก่อน ไม่ใช่ฝึกเปิดจุดใหม่ ให้เส้นทางจุดที่สี่นิ่งสนิทเสียก่อน แล้วค่อยว่ากันเื่ต่อไป เ้าตกลงไหม”
“ตกลง” เฟยหลงตอบทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ก่อนที่คนเฝ้าก้นเหวจะทันพูดอะไรต่อ เสียงหวีดแหลมของนกเหยี่ยวสีเทาที่เกาะอยู่บนยอดผาสูงเหนือหุบเหวก็ดังขึ้นถี่รัวติดต่อกันสามครั้ง ผิดจากจังหวะปกติที่มันเคยส่งเสียงอย่างสิ้นเชิง
สีหน้าคนเฝ้าก้นเหวเปลี่ยนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนเร็วราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปยังทิศทางปากทางเข้าหุบเหว มือข้างหนึ่งกวาดเฟยหลงให้ถอยหลังเข้าไปหลบด้านหลังตัวเองโดยอัตโนมัติ
“นั่นคือสัญญาณเตือนภัยที่ข้าฝึกมันไว้รอบหุบเหว” เขากล่าวเสียงแข็ง แต่ละคำเรียบเย็นราวกับถูกควบคุมไว้อย่างสุดกำลัง“มันไม่เคยส่งเสียงแบบนี้มาก่อนตลอดหลายสิบปีที่ข้าอยู่ที่นี่ นั่นแปลว่ามีคนบุกเข้ามาในเขตหุบเหวแล้วจริงๆ”
เฟยหลงรู้สึกเืในร่างกายเย็นวาบ หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเองในหู “แต่ผู้าุโคนนั้นบอกว่าจะรออีกสามวันไม่ใช่หรือ เขายังไม่น่ากลับมาเร็วขนาดนี้”
“ใช่” คนเฝ้าก้นเหวตอบพลางดึงเฟยหลงให้ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว สายตาไม่ละจากทางเข้าหุบเหวแม้แต่วินาทีเดียว น้ำเสียงเ็าที่สุดเท่าที่เฟยหลงเคยได้ยินจากปากคนเฝ้าก้นเหวตลอดหลายสิบวันที่ผ่านมา
“เร็วเกินไปมาก… เขาไม่ได้มาคนเดียวแน่นอน”
ลมเช้าพัดผ่านหุบเหวแรงขึ้นผิดปกติ ใบไม้แห้งรอบบ่อน้ำิญญาปลิวว่อนราวกับััได้ถึงความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวเฟยหลงกำมือแน่นจนเจ็บ หัวใจเต้นรัวถี่ ไม่รู้ว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอะไร แต่รู้แน่ชัดเพียงข้อเดียวว่าครั้งนี้เขาจะไม่หลบซ่อนอยู่หลังโขดหินเฉยๆ อีกต่อไป