ความเงียบสงัดแผ่ซ่านเข้าปกคลุมซากปรักหักพังของตำหนักหยกเย็น แสงจันทร์วันเพ็ญที่เคยถูกบดบังด้วยม่านหมอกโลหิตสิบหกปี บัดนี้สาดส่องลงมากระทบเศษอิฐเศษปูนและคราบเถ้าถ่านอันเป็สิ่งหลงเหลือเดียวของอัครมเหสีมู่หรงเสวี่ย หลินเฟิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางลานศิลาขาว ควันสีขาวบริสุทธิ์จากเพลิงสัจธรรมยังคงระเหยออกจากใบกระบี่เพลิงมรรคาช้า ๆ ก่อนที่เขาจะสะบัดมือคราหนึ่ง ส่งเสียง *ฟุ่บ* กระบี่วิเศษเล่มนั้นก็เลื่อนไหลเข้าฝักที่ข้างเอวอย่างแเี
หลินเทียนห่าวยืนมองขี้เถ้าที่ลอยไปตามกระแสลมยามค่ำคืน ลมหายใจของอดีตแม่ทัพใหญ่ยังคงสั่นสะท้าน ความแค้นที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนานนับพันราตรีได้รับการปลดปล่อย ทว่าแววตาของเขากลับไม่ได้มีเพียงความโล่งใจ แต่มันแฝงไปด้วยความกังวลอันลึกล้ำเมื่อหันไปมองทิศเหนือของพระราชวัง
"เฟิงเอ๋อร์... เ้าััได้ใช่หรือไม่?" หลินเทียนห่าวเอ่ยเสียงต่ำ มืออันผอมแห้งเอื้อมไปจับบ่าของลูกชายเบา ๆ "กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตำหนักัอุดร... มันไม่ใช่กลิ่นอายของมนุษย์ทั่วไปแล้ว"
หลินเฟิงขยับหน้ากากเหล็กเล็กน้อย แววตาสีทองภายใต้เงากระบังหน้าทอประกายลึกล้ำดั่งดวงดารา "ครับท่านพ่อ มันเข้มข้น ร้อนแรง ทว่ากลับเย็นเยียบในเวลาเดียวกัน... นี่คือกลิ่นอายของ 'ปราณัจักรพรรดิกลืนเทวะ' วิชาต้องห้ามที่ราชวงศ์มู่หรงสายหลักพยายามปิดบังโลกหล้ามาตลอดหลายร้อยปี ดูเหมือนว่าเสด็จลุงของข้า หรือองค์จักรพรรดิมู่หรงคัง จะก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้ว"
ตามบันทึกโบราณของอาณาจักรต้าเซี่ย ราชวงศ์มู่หรงแบ่งออกเป็สองสายหลัก คือสายบริหาร (สายของจักรพรรดิมู่หรงคัง) และสายโอสถ/ค่ายกล (สายของอัครมเหสีมู่หรงเสวี่ย) แม้สิบหกปีก่อนพวกมันจะร่วมมือกันล้างบางตระกูลหลินเพื่อแย่งชิงศิลาสามภพ ทว่าภายในกลับมีการหักหลังและชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลา
มู่หรงเสวี่ยเลือกที่จะหลอมรวมสายเืวิหคน้ำแข็งเพื่อหวังบรรลุ์ด้วยพลังธรรมชาติดิบ ทว่าจักรพรรดิมู่หรงคังกลับเลือกหนทางที่หลากหลายและบ้าคลั่งยิ่งกว่า นั่นคือการใช้ **"สายแร่ปราณัใต้พิภพ"** ของเมืองหลวง ผนวกรวมเข้ากับดวงจิติญญาของตนเอง เพื่อแปรเปลี่ยนกายาเนื้อให้กลายเป็ภาชนะรองรับพลังแห่งปฐี
*ครืนนนนนนนนน...*
เสียงครางต่ำของผืนดินดังมาจากทิศเหนือ รอยแยกขนาดใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นศิลาขาว ไล่ระดับขยายตัวมาจากตำหนักัอุดร แสงสีทองหม่นหมองแฝงไอสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาจากรอยแยกเ่าั้ ราวกับมีัั์ใต้พิภพกำลังพยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาสู่โลกเบื้องบน
"พวกเราต้องไปที่นั่น" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ "หากปล่อยให้มันหลอมรวมปราณัเสร็จสิ้น เมืองหลวงตี้ตูทั้งเมืองจะกลายเป็เพียงดินแดนที่ตายแล้ว เพราะพลังชีวิตของผืนดินจะถูกมันสูบกลืนไปจนหมด"
หลินเฟิงย่อตัวลงประคองหลินเทียนห่าวขึ้นหลังอีกครั้ง แม้บิดาจะอยากให้เขาปล่อยตนไว้เพื่อไม่ให้เป็ภาระ แต่เด็กหนุ่มรู้ดีว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีที่ใดปลอดภัยตราบใดที่จักรพรรดิคลั่งยังไม่ดับสูญ ร่างของทั้งสองทะยานเป็สายแสงสีทองแดง พุ่งข้ามหลังคาตำหนักที่พังทลาย มุ่งตรงสู่ใจกลางความมืดมิดทางทิศเหนือ
ระเบียงทางเดินที่มุ่งสู่ตำหนักัอุดรเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัว ซากศพของทหารองครักษ์เสื้อแพรนอนเกลื่อนกลาด ทว่าพวกมันไม่ได้ตายด้วยาแจากอาวุธ ร่างกายของทหารเ่าั้แห้งเหี่ยวปานมัมมี่ ิัติดกระดูก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง ราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมดสิ้นในอึดใจ
"นี่คือฝีมือของมู่หรงคัง..." หลินเทียนห่าวเอ่ยด้วยความอนาถใจ "มันไม่เว้นแม้กระทั่งทหารที่จงรักภักดีต่อมันเอง"
*วิ้งงงงง!*
ทันใดนั้น เบื้องหน้าของหลินเฟิงพลันปรากฏแท่งศิลาหยกดำขนาดั์เก้าแท่ง พุ่งทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน ล้อมรอบสองพ่อลูกไว้เป็วงกลม บนพื้นผิวศิลาแต่ละแท่งสลักลวดลายดวงดาราเก้าดวงที่ส่องแสงสีม่วงคล้ำ บรรยากาศรอบด้านพลันหนักอึ้งขึ้นนับหมื่นเท่า แรงกดดันมหาศาลบีบอัดจนเสียงกระดูกของคนธรรมดาอาจแหลกเหลวได้ในทันที
"ค่ายกลศิลาเก้าดารา... วิชาปิดตายของราชวงศ์" หลินเฟิงหยุดฝีเท้าลง เนตรมรรคาไร้ลักษณ์หมุนวนมองดูโครงสร้างอักขระ "ค่ายกลนี้มีความหลากหลายในการแปรเปลี่ยนพลัง มันใช้หลักการของดวงดาวดึงดูดและผลักดัน หากเราใช้แรงกระแทกทางกายภาพ พลังจะสะท้อนกลับมาเป็สองเท่า"
"ฮ่า ๆ ๆ... เ้าเด็กเหลือขอ คิดจะผ่านทางนี้ไปหาฝ่าางั้นรึ? จงฝันไปเถอะ!" เสียงแหบแห้งดังมาจากยอดศิลาหยกดำร่างเงาสี่สายปรากฏตัวขึ้น พวกมันคือ **"สี่ราชครูผู้คุ้มกฎ"** ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่์ที่เหลืออยู่ของราชวงศ์
พวกมันสวมชุดคลุมสีเทา ใบหน้าซูบซีด ในมือถือฉัตรทองคำและระฆังทองเหลืองที่แผ่กลิ่นอายอัปมงคล
"พวกเ้าสี่คน คิดว่าจะหยุดข้าได้ด้วยเศษหินเหล่านี้งั้นหรือ?" หลินเฟิงเอ่ย นำเสียงไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย
"อย่าโอหัง! ค่ายกลเก้าดารานี้เชื่อมต่อกับพลังปราณัของฝ่าา ยามนี้ต่อให้เ้ามีพลังระดับ์ ก็ไม่มีวันพังมันได้!" ราชครูผู้เป็หัวหน้าตวาดยืน พร้อมทั้งสั่นระฆังในมือ
*แก๊งงงงงงง!*
คลื่นเสียงสีม่วงคล้ำพุ่งออกจากระฆัง กระแทกเข้าสู่ทะเลิญญาของหลินเฟิงโดยตรง มันคือการโจมตีทางจิติญญาที่รุนแรง หวังจะทำให้สมองของเด็กหนุ่มะเิออก
หลินเฟิงไม่แม้แต่จะกระพริบตา ทะเลิญญาร้อยส่วนของเขามีความมั่นคงดั่งภูผาพระสุเมรุ คลื่นเสียงอัปมงคลเ่าั้เมื่อก้าวเข้าสู่รัศมีสามวาของเขา กลับถูก **"กฎแห่งสัจธรรมอนัตตา"** สลายทิ้งกลายเป็เพียงสายลมอ่อน ๆ
"ในเมื่อค่ายกลนี้พึ่งพิงพลังดึงดูดของดวงดาว... เช่นนั้นข้าก็จะใช้ศาสตร์แห่งการผกผันดึงดูดพวกเ้าลงมาเอง"
หลินเฟิงยกมือขวาขึ้นฟ้า นิ้วทั้งห้าควบแน่นด้วยอักขระมรรคาภพสีทองคำ ทันใดนั้น วงล้อแสงสีทองขนาดเล็กเก้าวง ปรากฏขึ้นเหนือยอดศิลาหยกดำทั้งเก้าแท่งดั่งดวงอาทิตย์ดวงเล็ก **"วิชายุทธ์สลับลักษณ์: พลิกผันดารา!"**
*ครืนนนนนนนนน!*
พลังดึงดูดของค่ายกลที่เคยบีบอัดลงสู่พื้น พลันกลับทิศทางพุ่งย้อนขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที ศิลาหยกดำทั้งเก้าแท่งเริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง ลวดลายดวงดาวสีม่วงแปรเปลี่ยนเป็สีทองคำบริสุทธิ์ด้วยการแทรกซึมของอักขระมรรคาภพ พลังสะท้อนกลับอันมหาศาลทำให้สี่ราชครูที่อยู่บนยอดศิลาหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความใ
"เกิดอะไรขึ้น?! พลังของค่ายกลควบคุมไม่ได้แล้ว!"
"อ๊ากกกกกก!"
แรงดึงดูดที่พลิกผันบีบอัดร่างของสี่ราชครูเข้าหาศิลาหยกดำอย่างรุนแรง ร่างของพวกมันถูกตรึงติดกับแท่งหิน ราวกับมีมือล่องหนนับหมื่นมากดทับไว้ ไม่ว่าพวกมันจะะเิปราณครึ่งก้าวสู่์ออกมาเพียงใด ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการของค่ายกลที่พวกมันสร้างขึ้นเองได้
*ปัง ปัง ปัง ปัง!*
ศิลาหยกดำเก้าแท่งะเิออกพร้อมกัน กลายเป็เศษหินและฝุ่นผงกระจายไปทั่วบริเวณ ร่างของสี่ราชครูแหลกเหลวกลายเป็ก้อนเนื้อร่วงหล่นลงพื้น สิ้นชีพตักษัยไปพร้อมกับค่ายกลที่ภาคภูมิใจ โดยที่หลินเฟิงไม่ได้ออกแรงก้าวเดินทำลายแม้แต่ก้าวเดียว
"ศาสตร์ควบคุมค่ายกลของเ้า... บรรลุถึงขั้นสรรพสิ่งเป็ดั่งใจนึกแล้วรึเฟิงเอ๋อร์..." หลินเทียนห่าวอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ พร์ของลูกชายคนนี้มันเกินกว่าคำว่าอัจฉริยะไปไกลแสนไกล
"ทางเปิดแล้วครับท่านพ่อ ไปกันต่อเถอะ" หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบ ฝีเท้ายังก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงดั่งราชันผู้ไร้พ่าย
เบื้องหน้าของทั้งสองคือ **"ตำหนักัอุดร"** ตัวตำหนักสร้างจากไม้สักทองพันปีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทว่ายามนี้ สภาพของมันกลับดูน่าเกลียดน่ากลัว แผ่นกระเื้ัคาสีทองถูกย้อมไปด้วยเส้นเืสีดำสนิทที่เต้นตุบ ๆ ราวกับว่าตำหนักทั้งหลังได้กลายเป็สิ่งมีชีวิตประเภทอสูรกายไปแล้ว
ที่ลานกว้างหน้าตำหนัก ร่างของชายผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นัหยกเขียว ชายผู้นั้นสวมชุดฉลองพระองค์จักรพรรดิสีเหลืองทอง ทว่ายามนี้เสื้อผ้ากลับฉีกขาดจนเห็นแผ่นอก บนิัของมันสลักด้วยอักขระัดำนับหมื่นตัว เส้นเืตามร่างกายขยายใหญ่จนเห็นปราณสีทองเข้มไหลเวียนอยู่ภายใน ดวงตาทั้งสองข้างไม่มีตาขาว มีเพียงความมืดมิดและลูกตาสีทองดั่งงูพิษ
มันคือ **"จักรพรรดิมู่หรงคัง"** ประมุขแห่งแผ่นดินต้าเซี่ย!
กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมันยามนี้ ทรงพลังและบ้าคลั่งยิ่งกว่ามู่หรงเสวี่ยหลายเท่า... **ระดับ์ขั้นกลางอย่างแท้จริง!** พลังของมันทำให้พื้นที่รัศมีร้อยวารอบตัวบิดเบี้ยวจนเกิดเป็ภาพเงาของัดำั์ที่กำลังอ้าปากกลืนกินแสงจันทร์
"หลินเทียนห่าว... หลินเฟิง... พวกเ้ามาถึงที่นี่จนได้" มู่หรงคังเอ่ยเสียงต่ำลึก ทว่ามีกระแสเสียงสะท้อนดั่งัคำรามดังก้องในหัวของทุกคน "มู่หรงเสวี่ยและพวกสุนัขรับใช้สายรองคงตายหมดแล้วสินะ... ช่างเป็พวกขยะที่ไร้ประโยชน์จริง ๆ"
"มู่หรงคัง!" หลินเทียนห่าวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "เ้าทำลายราชวงศ์ ทำลายอาณาจักร และทำลายพี่น้องตระกูลหลิน เพื่อแลกกับพลังอสูรเช่นนี้น่ะรึ?!"
มู่หรงคังหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของมันทำให้หน้าต่างตำหนักัะเิแตกกระจาย "พลังอสูรงั้นรึ? โง่เง่า! นี่คือพลังแห่งปฐีที่แท้จริง! ตราบใดที่ข้าหลอมรวมปราณัใต้พิภพสำเร็จ ข้าจะเป็ะ แผ่นดินต้าเซี่ยแห่งนี้จะเป็ของข้าตลอดกาล และพวกตระกูลหลินอย่างพวกเ้า... ก็เป็ได้แค่ปุ๋ยรองแท่นบัลลังก์ของข้าเท่านั้น!"
มันลุกขึ้นยืนช้า ๆ แขนทั้งสองข้างกางออก ปราณัดำปะทุขึ้นฟ้ากลายเป็เสาพลังงานขนาดั์ ทะลวงเมฆหมอกจนเกิดเป็วังวนสีดำขนาดลี้เหนือวังหลวง
"หลินเฟิง... เ้ามีความลับของมรรคาภพ จงส่งมันมาให้ข้าซะดี ๆ แล้วข้าจะประทานความตายที่ไร้ความทรมานให้พวกเ้าพ่อลูก!"
หลินเฟิงปล่อยหลินเทียนห่าวลงยืนข้างหลังอย่างนิ่มนวล มือขวาจับด้ามกระบี่เพลิงมรรคาช้า ๆ สายตาสีทองจ้องลึกเข้าไปในดวงตามืดมิดของจักรพรรดิคลั่ง
"มู่หรงคัง... บัลลังก์ที่สร้างบนกองเืของคนตระกูลหลิน วันนี้ข้าจะทุบมันให้แหลกเป็ผง และหัวของเ้า... จะเป็สิ่งสุดท้ายที่ประดับวังหลวงแห่งนี้!"
มหาศึกนัดสุดท้ายเพื่อตัดสินชะตากรรมของอาณาจักรต้าเซี่ย กำลังจะะเิขึ้นภายใต้สายหมอกัทมิฬ และค่ำคืนอันยาวนานนี้กำลังจะเดินหน้าเข้าสู่บทสรุปที่แท้จริง!