ร่างเดิมปีนี้อายุ24 ปี สวีเม่าหนิงอายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปี ปัจจุบันอายุ 23 ปีแล้ว
คนตระกูลสวีมักจะแต่งงานกันช้านอกจากพี่ชายคนโตที่แต่งงานมีลูกแล้ว พี่รองที่อายุยี่สิบเจ็ดปีก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นฝั่งเป็นฝาดังนั้นสวีเม่าหนิงที่เพิ่งอายุยี่สิบสามจึงกลมกลืนไปกับพี่ชายคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี
ทว่า...
“อายุก็มากจนมีหลานเรียกว่าคุณน้าแล้วช่วยทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อยได้ไหม”
พอได้ยินคำว่าคุณน้า สวีเม่าหนิงก็รู้สึกสนใจ เขาลากเก้าอี้มานั่งข้างกายสวีหว่านหนิงแล้วถามว่า“ฉันได้ยินพี่รองบอกว่า ต้าชุนกับเยาเม่ยน่าเอ็นดูมาก จริงหรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงใช้สายตาแปลกประหลาดมองเขา“ลูกของฉัน ฉันจะบอกว่าพวกเขาไม่น่าเอ็นดูงั้นหรือ?”
“แล้วเมื่อไรเธอจะพาพวกเขากลับมาที่ปักกิ่งฉันจะบอกให้นะ ฉันเตรียมของขวัญต้อนรับหลานไว้แล้วตอนแรกนึกว่าครั้งนี้เธอจะพาหลานกลับมาด้วยเสียอีกใครจะไปคิดว่าคนเป็นแม่อย่างเธอจะใจร้ายทิ้งลูกวัยแค่ห้าหกขวบเอาไว้ที่บ้านตามลำพัง...”
สวีเม่าหนิงในตอนนี้พูดมากเสียจนสวีหว่านหนิงปวดหูไปหมด
เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพยายามกล่อมตัวเองให้ใจเย็นๆ
“ฉันถามเธออยู่นะทำไมถึงไม่พาหลานๆ กลับมาด้วยล่ะ” สวีเม่าหนิงยื่นมือมาจิ้มตัวสวีหว่านหนิง
เมื่อทนไม่ไหวอีกต่อไปก็ไม่ต้องทนมันแล้ว!
สวีหว่านหนิงลุกพรวดแล้วขยับข้อมือเล็กน้อยจากนั้นเธอก็กระชากคอเสื้อของสวีเม่าหนิงในตอนที่เขาไม่ทันระวังตัว แล้วลากเขาออกไปนอกห้อง
“แม่เรียกนายให้กลับไปกินข้าวที่บ้าน!”
ปัง!
เมื่อเห็นประตูห้องปิดสนิทสวีเม่าหนิงก็ถูปลายจมูกเล็กน้อยพลางบ่นอุบ
“ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปีทำไมกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายขนาดนี้?”
ว่ากันว่าหญิงสาวแถบชนบทนิสัยค่อนข้างดุดันพี่สาวเขาอยู่ที่ชนบทมานาน คงไม่ได้ถูกหล่อหลอมจนเป็นแบบนั้นไปแล้วใช่ไหม?
ในห้องผู้ป่วย
“หมอบอกว่าคุณเพิ่งฟื้นหลังหมดสติไปหลายวันคงทานได้แค่อาหารเหลว เดี๋ยวฉันจะต้มโจ๊กให้คุณกินนะ”
โรงพยาบาลมีหม้อให้ยืมส่วนข้าวเธอหยิบจากช่องมิติได้ทุกเมื่อ ต้มโจ๊กได้สะดวกสบายมาก
“ได้สิรบกวนเธอแล้ว”
“ระหว่างเราไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้น”
“จริงสิ...”
จู่ๆหลินอันก็เอี้ยวตัวมาเปิดตู้หัวเตียงเพื่อหาของ เลยทำให้กระเทือนบาดแผลที่ยังไม่สมานตัวไม่นานนักสีหน้าของเขาก็ซีดเผือดกว่าเดิม
สวีหว่านหนิงรีบประคองตัวให้เขานอนลง“คุณอยากหาอะไร ฉันช่วย”
“ก่อนมาปักกิ่งกล่องไม้ที่เธอฝากฉันมาให้กับแม่ของเธอเดิมทีฉันตั้งใจว่าหลังเสร็จภารกิจนี้จะไปสวัสดีพวกท่านที่บ้านของเธอแต่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันเสียก่อนกล่องไม้น่าจะอยู่ในข้าวของที่ฉันพกติดตัวมาด้วย เธอลองหาดูได้”
สวีหว่านหนิงพบกล่องไม้ในเสื้อของหลินอันอย่างง่ายดาย
ด้านในมีของของร่างเดิมมันคือรูปภาพเก่าซึ่งเต็มไปด้วยรูปภาพของคนตระกูลสวีรวมถึงเหรียญตราเกียรติยศของพ่อสวีและพี่ชายอย่างสวีเม่าเหยียนนอกจากนี้ยังมีที่คาดผมประดับเพชรที่แม่สวีซื้อมาให้จากร้านค้ามิตรภาพก่อนเธอจะเดินทางไปชนบท
ที่คาดผมอันนี้ราคาสูงถึงยี่สิบหยวนเทียบได้กับของแบรนด์เนมในโลกแห่งความจริง
ร่างเดิมได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าไม่ควรแต่งตัวหรูหราจนเกินไป เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่เคยใส่ที่คาดผมอันนี้เลย
หลี่เชี่ยนเชี่ยนรู้ว่าร่างเดิมมีที่คาดผมอันนี้เลยพยายามขอมันจากร่างเดิมหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกร่างเดิมปฏิเสธ
อาจเพราะในจิตใต้สำนึกร่างเดิมไม่ได้เชื่อใจหลี่เชี่ยนเชี่ยนมากเท่ากับที่นิยายเขียนเอาไว้ แต่เป็นเพราะนักเขียนต้องการขับเคลื่อนเรื่องราวร่างเดิมจึงไม่อาจต้านทานการดำเนินเรื่องของนิยายได้ทำได้เพียงคอยประจบเอาใจกู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนเท่านั้น
ก่อนเจอกับคนตระกูลสวีสวีหว่านหนิงอยากจะคืนสิ่งของเหล่านี้ที่ร่างเดิมเก็บซ่อนเอาไว้ให้กับตระกูลสวี
ของทุกชิ้นในกล่องไม้เป็นของที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับร่างเดิม
แต่หลังจากเห็นความฝันเมื่อคืนนี้แล้วสวีหว่านหนิงก็เปลี่ยนใจ
ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากความฝันเธอก็ตั้งใจว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจิตวิญญาณของเธอจะต้องกลายเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายนี้
เธอเป็นทั้งสวีหว่านหนิงในยุค70 และสวีหว่านหนิงในโลกศตวรรษที่ 21
“ฉันจะเอาไปให้แม่ของฉันเอง”
ตอนเที่ยงคนตระกูลสวีแห่กันมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ที่มามีแค่แม่สวีป้าสะใภ้ใหญ่ ป้าสะใภ้รอง และพี่สะใภ้ คนอื่นแยกย้ายกันไปทำงานแล้ว
“เม่าหนิงบอกแม่ว่าหมอกำชับไว้ว่าหลินอันเพิ่งฟื้นคงกินได้แค่อาหารเหลว แม่เลยต้มโจ๊กมาด้วยตอนนี้กำลังอุ่นพอดี ให้เขากินสักหน่อยสิ”
สวีหว่านหนิงประหลาดใจนึกไม่ถึงว่าเด็กน้อยอย่างสวีเม่าหนิงจะจำคำพูดของหมอได้ แถมยังเอาไปบอกแม่อีกด้วย
ดีที่ตอนนี้สวีเม่าหนิงไม่อยู่มิเช่นนั้นสายตาของสวีหว่านหนิงในตอนนี้คงทำให้สองพี่น้องทะเลาะกันอีกยกหนึ่ง
หลินอันมีอาการเกร็งขณะมองสมาชิกตระกูลสวีอย่างเห็นได้ชัดเขาอยากลุกจากเตียงมาทักทาย แต่กลับถูกป้าสะใภ้ใหญ่และป้าสะใภ้รองกดตัวไว้
“ตอนนี้เธอเป็นผู้ป่วยนอนอยู่เฉยๆ เถิด พวกเราไม่ได้ยึดติดกับมารยาทผิวเผินพวกนั้น”
เพราะดูออกว่าหลินอันกำลังอึดอัดสวีหว่านหนิงจึงพยายามคลายบรรยากาศ
“ฉันจะแนะนำให้รู้จักนี่คือป้าสะใภ้ใหญ่ นี่คือป้าสะใภ้รอง และนี่คือแม่ของฉัน หรือก็คือแม่ยายของคุณส่วนทางนี้คือพี่สะใภ้ของฉัน บ้านฉันยังมีคุณลุงอีกสองคนกับพ่อของฉันรวมถึงพี่ชายอีกห้าคน ส่วนน้องชายฉันวันนี้คุณได้เจอแล้ว จริงสิฉันยังมีหลานอีกสองคน พวกเขาเป็นฝาแฝดกัน”
“พวกเราแต่งงานกันแล้วคุณเรียกพวกเขาแบบเดียวกับที่ฉันเรียกได้เลย”
หลินอันกล่าวทักทายทีละคน“สวัสดีครับป้าสะใภ้ใหญ่ สวัสดีครับป้าสะใภ้รอง สวัสดีครับแม่ยายสวัสดีครับพี่สะใภ้”
สวีหว่านหนิงเห็นเขาดูตั้งหลักไม่ทันจึงตบไหล่เขาพลางกลั้นหัวเราะ
“เรียกแม่ยายอะไรกันเรียกแม่สิ”
หลินอันหน้าแดงจนลามไปถึงใบหู“สวัสดีครับแม่”
“จ้ะ!”แม่สวียิ้มกว้าง ก่อนจะขานรับ
ป้าสะใภ้ใหญ่และป้าสะใภ้รองสบตากันยิ้มๆ
หลังจากเห็นอาหนิงกับหลินอันพูดคุยกันแล้วก็รู้ทันทีว่าหลินอันไม่มีทางปฏิบัติตัวไม่ดีกับอาหนิงของพวกเขา
“หลินอันตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”
“ผมสบายดีครับ”หลินอันตอบตามจริง “เพียงแต่หมอกำชับไว้ว่า ตอนนี้คงต้องรักษาร่างกายให้ดีก่อนยังลุกออกจากเตียงไม่ได้ชั่วคราวครับ”
“ถ้าอย่างนั้นพอจะนั่งคุยกับพวกเราสักครู่หนึ่งได้หรือเปล่า”
“ได้ครับ”
สวีหว่านหนิงรู้ดีว่าพวกป้าสะใภ้เตรียมจะสอบปากคำหลินอันแล้ว
ในฐานะสามีของไข่มุกเม็ดงามแห่งตระกูลสวีหลินอันจำเป็นต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้
สวีหว่านหนิงเมินสายตาขอความช่วยเหลือที่หลินอันส่งมาให้เป็นครั้งคราวพลางเดินไปหาเฉินเยี่ยช้าๆ
“พี่สะใภ้พี่ออกมาแบบนี้แล้วสืออันกับสืออี๋ล่ะคะ”
“ฉันส่งพวกเขาสองคนไปที่บ้านแม่แล้วละแม่ฉันช่วยดูแลให้ ลูกของพี่ชายคนรองของฉันอายุใกล้เคียงกับสืออันและสืออี๋ พวกเขาเล่นด้วยกันได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ”
“อาหนิงฉันได้ยินเม่าถิงบอกว่า ต้าชุนกับเยาเม่ยอายุหกถึงเจ็ดขวบแล้วหรือ”
“ต้าชุนเพิ่งอายุครบหกขวบหลังตรุษจีนส่วนเยาเม่ยอายุห้าขวบค่ะ สองคนนี้วันเกิดห่างกันแค่หนึ่งเดือน”
ต้าชุนเกิดวันที่17 กรกฎาคม ส่วนเยาเม่ยเกินวันที่ 24 สิงหาคม
“อายุครบหกขวบแล้วก็ควรเข้าเรียนชั้นประถมเยาเม่ยอายุห้าขวบก็น่าจะเข้าเรียนได้”
“หลังกลับไปมณฑลเฮยคราวนี้ฉันตั้งใจว่าจะหาโรงเรียนให้พวกเขาค่ะ”