ตอนที่ 1 (4)
หนึ่งทุ่มกว่าแล้ว ผมถึงประตูหน้าบ้าน เพิ่งจะจอดรถมอเตอร์ไซค์ไปได้สักครู่ พี่ใหญ่ก็ออกมาช่วยแกะกระเป๋าให้ผม
“นายทำไมมาช้าจัง” พี่ใหญ่บ่นอุบอิบ หยิบกระเป๋าของผมลากเข้าไปในบ้าน
“รถติดน่ะ รถติด” ผมยิ้มพลางพูดขึ้น
บ้านเกิดทรงเก่าๆ แสงไฟสลัวที่เล็ดลอดออกมาจากด้านใน ผมมองไปที่ด้านหลังของพี่ใหญ่ขณะที่เขาก้าวเข้าไปในบ้าน และก้าวเท้าไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
นี่เป็บ้านของผม
นี่ไม่ใช่บ้านของผม
ความคิดของผมสั่นคลอน สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนเล็กน้อย เฉ่าเหมยประจำที่อยู่ด้านหลังของผม เป็เพราะความเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้ง่บ่ายประกอบกับตื่นตระหนกใใน่เช้า เธอคงเดาว่าผมอาจจะอยากกลับไปนอนที่ห้องในหัวใจ
“อาหม่าน เร็วๆ หน่อย” พี่ชายหันหลังกลับมาเรียกผม
ทันใดนั้นสติของผมก็ถูกดึงกลับมา เดินตามเขาเข้าไปในบ้าน ดังนั้นเฉ่าเหมยก็เลยต้องถอยห่างออกมาอย่างเศร้าๆ เธอตั้งตารอคอยออกมา เพราะเธอชอบพี่ใหญ่เอามากๆ
บรรยากาศภายในบ้านคึกคัก ทุกคนที่อยู่รอบโต๊ะกลมกำลังเตรียมพร้อมทานอาหาร นี่เป็ภาพของครอบครัว พ่อแม่ผมยังมีชีวิตอยู่ มีพี่น้องสี่คน อากุ้ยน้องชายคนเล็กสุดตบแต่งภรรยาตอนอายุสิบห้าปี ภรรยาอายุมากกว่าเขาหลายปี แต่กับผม ถูกส่งให้คนอุปการะั้แ่ตอนยังแบเบาะ จนตอนนี้แซ่นามสกุลก็ไม่เหมือนกับพี่น้องคนอื่นๆ
ลูกชายของอากุ้ยอายุสามขวบเดินเตาะแตะมาด้านหน้าผม แหงนหน้าขึ้นสูงเพื่อที่ตัวเองจะได้มองเห็นผม
แม่ของเขาเดินเข้ามาแล้วพูดว่า “เสี่ยวลั่ว เรียกอารองสิ!”
ดวงตาของเสี่ยวลั่วเบิกกว้าง กรีดร้องขึ้นมาเสียงหนึ่ง แล้ววิ่งหนีไปจนไม่เห็นแม้แต่เงา
คนในบ้านหัวเราะครืน ผมก็หัวเราะเช่นกัน ครั้งก่อนที่เห็นเด็กคนนี้ เขายังให้แม่ของเขาอุ้มอยู่เลย คิดไม่ถึงว่าแค่แป๊บเดียวก็สามารถวิ่งได้แล้ว
พี่ใหญ่ดึงผมเข้าไป ให้ผมนั่งทานอาหารด้วยกัน
ผมรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยเหมือนกำลังเมาซะอย่างนั้น ดวงตาพร่ามัวมองอะไรไม่ค่อยชัดเจน พี่ใหญ่คีบกับข้าวใส่ในชามให้ผมจนพูน ผมรู้สึกเหมือนได้รับการเอาใจใส่เล็กน้อย
อากุ้ยน้องชายคนเล็กเปิดปากพูดขึ้นมา “พี่รอง ผมกับเสี่ยวจวี๋จะไปฮันนีมูนรอบสอง ่ที่พี่กลับมาครั้งนี้ไปอาศัยที่รังรักของเรา แล้วก็รบกวนช่วยดูบ้านและเด็กน้อยให้เราหน่อยได้ไหม”
“ไม่มีปัญหา!” ผมพยักหน้ารับปาก
“ฮ่าๆ เยี่ยมไปเลย ผมรู้อยู่แล้วว่าถ้าขอร้องพี่รองต้องไม่มีปัญหาแน่นอน”
ตอนที่อากุ้ยหัวเราะขึ้นมามักจะอ้าปากกว้างอยู่เสมอ ดูมีความสุขมาก ตอนที่อยู่ด้วยกันกับทุกคนผมก็รู้สึกได้ถึงความสุขของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งมันพอจะทำให้ผมมีความสุขเพิ่มขึ้นมาบ้าง
“ใช่แล้ว อาเสียงก็บอกว่าจะกลับมาวันนี้ไม่ใช่เหรอ ทำไมยังไม่เจอตัวอีก” อากุ้ยถามขึ้น
“เมื่อกี้เพิ่งโทรมาบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว” ภรรยาของอากุ้ยพูดเสริม
“ไปดูแสดงโชว์ที่ภาคเหนือคนเดียว เขานอนโรงแรมใช่ไหม”
“ใช่แล้ว!”
“เปลืองเงินเปลืองทองจริงๆ” พี่ใหญ่พูด
เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนพูดสวนกันไปมา หัวสมองของผมดังก้องเหมือนดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นที่ทางเข้าวัดในฤดูร้อน จนถึงตอนท้ายผมมองเห็นแค่ปากของพวกเขาขยับ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกันอยู่
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของทุกคนก็หยุดลง เสียงก็เงียบลง
“อาเสียง ดึกแล้วทำไมเพิ่งจะกลับมาถึง” ภรรยาของน้องสี่ดึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่หน้าประตูเข้ามา
“รถติดบนทางด่วนน่ะ”
น้ำเสียงที่คุ้นหู ผมจำได้ว่าผมเคยได้ยินมันมาก่อน เมื่อหันกลับไปมองผมเห็นเขา เด็กหนุ่มชื่อเว่ยเสียงคนนั้นที่นอนอยู่บนเตียงของผมเมื่อตอนเช้านี้ยังไงล่ะ
ผมสะดุ้งสุดตัว ใมากจริงๆ ชามที่จับไว้หลวมๆ เกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ผมรีบวางมันลงบนโต๊ะทันที มือของผมคว้าชายเสื้อยืดกำมันไว้แน่น นี่มันเื่อะไรกันแน่ เด็กหนุ่มคนนั้นทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้
เมื่อเฉ่าเหมยรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ก็รีบพุ่งออกมา ผมตื่นตระหนกและถอยกลับไปที่ห้องของผม แต่ประตูของผมเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ปิดจนแน่นสนิท ตราบใดที่มันเปิดอยู่ ผมก็จะได้ยินเสียงอยู่บ้างเล็กน้อย และเห็นบางอย่างเกิดขึ้นข้างนอก แม้ว่าจะเบลอๆ ก็ตาม
เสี่ยวจวี๋ดึงเว่ยเสียงไปที่ด้านหน้าของเฉ่าเหมย บังคับเว่ยเสียงให้ก้มหัวเคารพเฉ่าเหมย “นี่เว่ยเสียงเป็น้องชายของฉันเอง พวกพี่เคยเจอกันมาก่อน แต่พี่น่าจะจำเขาไม่ได้ หลายปีมานี้เขาสูงขึ้นมาก เปลี่ยนไปเป็คนละคนเลย”
สายไหมนุ่มละมุน สายไหมที่หน้าประตูวัด ตลาดนัดที่ครึกครื้น ในหัวของผมเต็มไปด้วยคำเหล่านี้ แสงสลัววาบเข้ามาหนึ่งสาย แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันหมายถึงอะไร
เว่ยเสียงมองมาที่ผม มุมปากยกยิ้มขึ้นมา จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ามันน่ากลัวมาก ร่างกายเริ่มสั่นเทาขึ้นมา นั่นอาจจะเป็การเยาะเย้ย เป็ไปได้ว่าเขาจะบอกกับทุกคนในที่นี้ว่าเมื่อวานผมกับเขานอนด้วยกัน
เฉ่าเหมยพยายามมองและพยักหน้าส่งไปให้เว่ยเสียง โดยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากอารมณ์ของผมอย่างสิ้นเชิง สายตาของเธอกลับมายังบนโต๊ะ ยกชามขึ้น พยายามแสดงบทบาทในตอนนี้ให้ดีและทานกับข้าวที่พี่ใหญ่คีบให้จนหมดเกลี้ยง
จากนั้นผมก็ปิดประตูลง
‘ซายะนายทิ้งะเิไว้ให้พวกเราซะแล้ว’ ในที่สุดผมก็ทนไม่ไหว ะโออกมาสุดเสียงภายในห้อง
-------------------------