แสงสุดท้ายของวันหายลับไปแล้ว หายไปพร้อมลมหายใจของสตรีผู้ที่ทั้งชีวิตมีแต่ความทุกข์ตรม นางพยายามจนถึงนาทีสุดท้ายเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ติดค้างในใจมาทั้งชีวิต และเพื่อหาที่พึ่งพิงให้กับบุตรรักของนางในยามที่ตนไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว
หญิงสาวชาวป่าเติบโตมาในเผ่าเล็กๆแห่งหนึ่งแถบชายแดน เฉินซือเยว่ในวัยสาวงามสะพรั่งดั่งดอกไม้ป่า มีเสน่ห์ชวนมองยิ่งนัก ผู้ใดได้ยลเป็นต้องหลงรักได้ไม่ยาก
เช่นเดียวกันกับนายทหารผู้หนึ่ง
เขาเป็นหนึ่งในทหารลาดตระเวน ยามนั้นแม้สงครามจะยังไม่รุนแรง แต่ก็เริ่มส่อแววจนทัพหลวงต้องไปประจำการที่ชายแดนเพื่อสังเกตการณ์และเตรียมตั้งรับ เขาสองคนเจอกันในตอนที่เผ่าของเฉินซือเยว่ถูกโจรป่าเข้าปล้น หน่วยลาดตระเวนพึ่งมาประจำการทำหน้าที่ได้อย่างแข็งขัน ผ่านไปทางนั้นพอดีจึงเข้าช่วยได้ทันท่วงทีเผ่าเล็กๆแห่งนี้จึงรอดพ้นวิกฤตมาได้
แต่ก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องหน้ายินดีเมื่อบุตรสาวหัวหน้าหมู่บ้านถูกโจรที่หนีรอดไปได้จับตัวไปด้วย ทหารลาดตระเวนประกอบไปด้วยชายหนุ่มเลือดร้อนกระหายในการสร้างผลงาน คะเนฝีมือของโจรป่ากลุ่มนี้จากก่อนหน้าพบว่าไม่ตึงมือจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลืออีกครา
ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ ทหารลาดตระเวนพาบุตรสาวหัวหน้าหมู่บ้านมาส่งโดยปลอดภัย หญิงสาวอยู่ในอ้อมแขนทหารนายหนึ่งแขนเรียวขาวผ่องของนางกอดเขาเอาไว้แน่นทั้งตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ ใบหน้างามเต็มไปด้วยน้ำตาทั้งที่แห้งแล้วและไหลลงมาใหม่ พาให้ผู้พบเห็นสงสารจับใจระคนใจเต้นไม่เป็นส่ำ
หลังจากวันนั้นทหารลาดตระเวนกลุ่มเดิมได้แวะเวียนไปยังหมู่บ้านแห่งนี้บ่อยครั้ง พวกเขาบอกกับคนในหมู่บ้านว่ามาตรวจตราความปลอดภัย ทว่าคงมีเพียงพวกเขาที่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงของการหนีการฝึกมาคือสิ่งใด
หนึ่งในทหารลาดตระเวนผู้ช่วยชีวิตสาวงาม บุรุษผู้มีความโดดเด่นกว่าคนรอบข้างจะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่เยี่ยเจิ้งสิง บุตรชายคนเดียวของเยี่ยจิ้ง แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินผู้เกรียงไกรในยามนั้น เขาหลงไหลในความงามของนางตั้งแต่แรกพบตามเกี้ยวนางอยู่เกือบปีกว่าจะได้หัวใจนางมาครอบครอง
ยิ่งได้รู้จักตัวตนที่ดีงามของนางเยี่ยเจิ้งสิงยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น จากหลงไหลในรูปโฉมแปรเปลี่ยนเป็นรักนางจากใจจริง เช่นเดียวกันกับเฉินซือเยว่ที่พึ่งได้พบพาลความองอาจของชายชาติทหารที่หาไม่ได้ในเผ่า ทั้งบุรุษผู้นี้ยังช่วยชีวิตนาง ใจดวงน้อยของสาวแรกแยมจะไม่โอนอ่อนตามได้อย่างไร หนุ่มสาวที่พึ่งได้ลิ้มรสหอมหวานของความรักไหนเลยจะหักห้ามใจได้ เมื่อความรักสุขงอมได้ที่ความหวานล้ำจากร่างกายเป็นอีกสิ่งที่ทำให้หนุ่มสาวราวกับได้ท่องแดนเซียน
ทว่าความสุขของพวกเขาก็อยู่ได้ไม่นาน สงครามเริ่มขึ้นเยี่ยเจิ้งสิงทันเพียงบอกลาผ่านจดหมายไม่กี่ประโยค มาดหมายไว้ในใจหากจบสงครามเขาจะรับนางกลับไปเมืองหลวงตบแต่งเป็นภรรยาให้ถูกต้องตามประเภณี
ยามเฉินซือเยว่เห็นเนื้อความในจดหมายแทบล้มทั้งยืน นางพึ่งรู้ว่านางท้อง ตั้งใจจะบอกกับคนรักในวันนัดพบกันเวียนมาถึง แต่สิ่งที่รอนางอยู่ในเรือนกลางป่าคือจดหมายฉบับเดียวเขียนไว้เพียงว่าสงครามเริ่มขึ้นแล้วให้นางรักษาตัวให้ดี
สงครามไม่เคยปราณีใครแค่เดือนกว่าๆก็ส่งผลกระทบกับหมู่บ้านแถบชายแดน การเป็นอยู่แร้นแค้นชาวบ้านอดอยากเอาชีวิตแทบไม่รอด กระนั้นเฉินซือเยว่ก็ไปยังสถานที่นัดพบตามเดิมหวังว่าคนรักจะกลับแต่ไม่กี่ครั้งก็พบเพียงความว่างเปล่า
ทว่าครั้งนี้ต่างไปจากเดิม มีคนอยู่ข้างใน เฉินซือเยว่ยังยิ้มได้ไม่สุดความสิ้นหวังก็เข้ากอบกุมใจนางอีกครั้งยามคนผู้นั้นหันกลับมา บุรุษแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรามองด้วยตาก็รู้แล้วว่าเป็นผ้าไหมเนื้อดี เขานั่งอยู่ท่ามกลางหีบน้อยใหญ่กว่าสิบใบมองมายังนางด้วยสายตกตะลึง
ความงามของเฉินซือเยว่ในยามนั้นเป็นที่ตราตรึงใจโดยแท้ ยิ่งนางตั้งครรภ์เข้าเดือนที่สามผิวพรรณยิ่งเปร่งปรั่งมีน้ำมีนวล ใบหน้าหมดจรดงามพิสุธิยากจะละสายตาได้ นางตั้งท่าจะวิ่งหนีแต่บุรุษผู้นั้นร้องเรียกไว้ก่อน เอ่ยขอความช่วยเหลือแลกกับอาหารแห้งและแพพรรณในหีบเหล่านี้
ในยามสงครามอาหารและเสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น เฉินซือเยว่เป็นบุตรสาวหัวหน้าหมู่บ้านย่อมคำนึงถึงคนในเผ่าจึงพาคนผู้นั้นกลับไปด้วย มารู้ทีหลังว่าเขาคือพ่อค้าเดินทางมาค้าขายกับต่างแคว้น กำลังจะเดินทางกลับแต่ถูกดักปล้นกลางทางผู้ติดตามจึงพาไปหลบในเรือนน้อยหลังนั้นพร้อมกับสัมภาระที่ป้องกันเอาไว้ได้
อาหารและแพรพรรณมีมากพอให้คนทั้งหมู่บ้าน ช่วยต่อชีวิตพวกเขาไปได้หลายวัน พ่อค้าสกุลหลัวได้กลายเป็นผู้มีพระคุณของคนทั้งหมู่บ้านนับตั้งแต่วันนั้น
หลัวเฉิงไห่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ร่วมสัปดาห์ ยิ่งอยู่นานเขาก็ยิ่งหลงไหลเฉินซือเยว่ถึงขั้นอยากครอบครอง ในวันที่ผู้ติดตามมารับหลัวเฉิงไห่เสนอจะให้เสบียงอาหารหนึ่งเกวียนเพื่อแลกกับบุตรสาวหัวหน้าหมู่บ้าน ในยามสงครามไม่มีแม้แต่ข้าวสารกรอกหม้อเมื่อมีทางยื้อชีวิตไปได้มีหรือจะไม่รีบคว้าไว้ กดดันจนหัวหน้าหมู่บ้านยอมส่งบุตรสาวแลกเสบียงอาหาร
เฉินซือเยว่ร้อนใจดั่งไฟสุมแต่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ รถม้าพาห่างไกลจากบ้านเกิดทุกที นางร้องไห้ปานจะขาดใจชิดมุมใน พาให้คนมองปวดใจตามไปด้วย
ว่ากันว่าคนงามยามร่ำไห้สามารถสั่นคลอนภูผาได้คงจะเป็นเช่นนี้ หลัวเฉิงไห่เข้าใจว่านางเสียขวัญที่ต้องจากบ้านเกิดคิดจะเข้าไปโอบประคองปลอบขวัญนาง ทว่าแค่สัมผัสถูกตัวนางก็สะดุ้งเบียดกายเข้าหาผนังรถม้าพร่ำบอกเสียงสั่นถึงคนรักและบุตรในครรภ์ที่ยังมิลืมตาดูโลก
หลัวเฉิงไห่ราวกับถูกน้ำเย็นสาดหน้า ทั้งอับอายทั้งโกรธเกรี้ยว ครั้นจะส่งตัวกลับเขาก็ลงทุนไปไม่น้อย วิสัยพ่อค้าได้กำไรน้อยนิดแต่จะไม่ยอมขาดทุนเป็นอันขาดจึงจำต้องรับบุตรของผู้อื่นมาเลี้ยงดู
ผ่านแคว้นช่างในขณะกำลังพักม้า จู่ๆก็มีขอทานผมเผ้ารุงรังเนื้อตัวมอมแมมเปื้อนดินโคลนตรงเข้าหาเฉินซือเยว่ที่กำลังหลบร้อนใต้ต้นไม้ กลิ่นสนิมคาวคลุ้งออกจากตัวคนผู้นั้นทำเอานางคลื้นไส้จะอาเจียนออกมาให้ได้ ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดขอทานผู้นั้นก็วางตะกร้าตอกสานใบใหญ่ลงตรงหน้านางก่อนวิ่งจากไปด้วยความรวดเร็ว
เฉินซือเยว่ตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หลัวเฉิงไห่เข้ามาจับตัวนางถามไถ่ด้วยความร้อนใจ ทว่ายังไม่ทันได้ตอบสิ่งใดออกไปเสียงร้องไห้ของทารกดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
สายตาทุกคู่หยุดยังตะกร้าใบนั้น เมื่อเปิดออกพบกับทารกสองคนถูกห่อไว้ด้วยผ้าไหมลวดลายวิจิตรงดงามยามสะท้อนแสงตะวันราวกับจะเรืองแสงได้ คนหนึ่งร้องไห้เสียงดังอีกคนหลับปุ๋ยอยู่ข้างกัน เฉินซือเยว่รีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาในอ้อมแขน โอบประคองไว้อย่างถนุถนอมมอบความอบอุ่นให้ราวกับเป็นบุตรของตนเองจริงๆ
ทารกน้อยช่างกำลังวังชาเหลือล้นนอกจากจะร้องเสียงดังสองมือยังกำผมของเฉินซือเยว่แน่น จี้หยกเลือดนกแกะลายดอกกุ้ยฮวาบนข้อมือไหวตามแรงขยับ ใช้เวลาไปพอสมควรกว่าจะทำให้หยุดร้องได้
อุ้มชูเพียงไม่ถึงชั่วยามเฉินซือเยว่ก็ไม่อาจทำใจทิ้งเด็กสองคนนี้ได้ ครั้นจะมอบให้ผู้อื่นตามคำของหลัวเฉิงไห่ นางก็ทำไม่ได้เช่นกันจึงขอพาเด็กสองคนนี้กลับไปด้วย หลัวเฉิงไห่หลงไหลนางขนาดหนัก เมื่อสาวงามเอ่ยปากขอเขาก็พยักหน้าตามใจยอมพาเด็กน้อยสองคนกลับจวนแลกกับนางยอมร่วมหอกับเขาเป็นภรรยาของเขาด้วยความเต็มใจ
เฉินซือเยว่ไม่แน่ใจแล้วว่าคนรักจะกลับมา ถึงกลับมาหากรู้ว่านางถูกยกให้ผู้อื่นแล้ว แม้จะยังไม่ร่วมหอแต่ผู้ใดเล่าจะเชื่อ อีกทั้งนางมีลูกน้อยในครรภ์และเด็กน้อยอีกสองคนต้องดูแล ทางเดียวที่นางกับลูกๆจะอยู่รอดได้มีเพียงต้องพึ่งพิงหลัวเฉิงไห่ เฉินซือเยว่จึงยอมพยักหน้าตกลง
ทารกชายหญิงทั้งสองจึงได้ใช้แซ่หลัวตั้งแต่นั้นมา พร้อมกับนามใหม่ที่เฉินซือเยว่ตั้งใจให้คล้ายกับชื่อคนรักของนางและตัวนางเอง เสมือนเป็นตัวแทนให้ทั้งสองอยู่เคืองข้างกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันนั่นคือสิ่งที่นางสอนเด็กน้อยทั้งสองเสมอมา
ด้วยความที่หลัวเฉิงไห่จากบ้านไปค้าขายต่างแดนกว่าสามปี กลับมาพร้อมทารกน้อยแรกเกิดจึงไม่มีใครติดใจสงสัยในชาติกำเนิดของพวกเขา เด็กน้อยถูกเลี้ยงดูมาในฐานะทายาทอีกคนของสกุลหลัว รวมถึงบุตรชายของเฉินซือเยว่ที่เกิดในปีต่อมา
ยามสิ้นเสน่หาสิ่งใดล้วนขัดหูขัดตาไปหมด ฮูหยินรองคลอดบุตรชายในอีกปีต่อมา เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหลัวเฉิงไห่ แล้วสายเลือดของผู้อื่นจะอยู่ในสายตาเขาอีกได้อย่างไร เฉินซือเยว่แลลูกน้อยจึงถูกหมางเมินตั้งแต่นั้นมา
เป็นเวลาเดียวกันกับเยี่ยเจิ้งสิงกลับมารับคนรักตามที่ตั้งใจไว้ ทว่าเมื่อถามไถ่กับคนในหมู่บ้านพบว่านางแต่งให้ผู้อื่นไปแล้ว ความอุตสาหะชื่อเสียงเกียรติยศที่สู้อุตส่าห์ไขว่คว้ามาด้วยความยากลำบาก เพื่อใช้ต่อรองกับบิดาแต่งสตรีที่ไม่ได้มาจากสกุลใหญ่เข้าสกุลเป็นภรรยาเอก ทั้งหมดที่เขาทำไปกลับพังทะลายลงตรงหน้า เป็นเช่นนี้แล้วเขายังจะปักใจรักนางไปทำไม
ถึงตอนนี้จะไม่เหลือความรู้สึกนั้นแล้วแต่เยี่ยเจิ้งสิงยังจำเรื่องราวในครั้งนั้นได้ดี รวมไปถึงใบหน้าของนางผู้เป็นรักแรกได้ขึ้นใจ ในตอนที่พบหน้านางอีกครั้งบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร จะว่าประหลาดใจก็ใช่ พาให้นึกถึงความหลังก็มิผิด ทว่าเมื่อได้รู้ความจริงจากปากนางเขาก็อดตะลึงงันไม่ได้ ไม่เพียงเยี่ยเจิ้งสิงคนเดียว แต่ทุกคนในห้องล้วนมีสีหน้าไม่ต่างกัน โดยเฉพาะสองพี่น้องที่พึ่งรู้ถึงชาติกำเนิดแท้จริงของตนเอง
เป็นที่กระจ่างแล้วเหตุใดตลอดหลายปีมานี้ตนกับน้องๆถึงถูกปฏิบัติต่างไปจากบุตรคนอื่นๆ ที่แท้ก็เป็นแค่กาฝาก…
หลัวเจิ้งเหยียนยังคงสงบนิ่งทว่ามือที่ยกผ้านวมคลุมร่างมารดาสั่นอย่างเห็นได้ชัด
เฉินซือเยว่ได้จากไปแล้ว
มารดาผู้เลี้ยงดูพวกเขาด้วยความรัก ปกป้องพวกเขาจากลมฝนและความโหดร้ายของคนจากเรือนใหญ่เท่าที่กำลังของนางจะมีได้จากไปแล้ว
จากไปตลอดกาลไม่มีวันหวนกลับ….
****************