สองภพ

    บทที่ 41 ผู้ชักใย

            เสียงที่เหมือนๆ จะคุ้นเคย ดังจากไกลๆ ปลุกจ้าวรั่วซีให้ผวาตกใจตื่น แต่เมื่อสำรวจร่างกายตนเอง เธอยังเป็นปกติดี เหตุใดจึงไม่มีความเจ็บปวดจากบาดแผล สำรวจร่างกายก็ไม่มีแม้รอยขีดข่วน จนเมื่อหันมองสภาพรอบๆ เห็นภาพวาดที่คุ้นเคยบนฝาผนัง และฟังเสียงที่เพิ่งจำได้ว่ามันคือเสียงการจราจรด้านนอก จึงรู้ว่าเธอได้กลับมาที่คอนโดในปีสองศูนย์สองห้าของเธอแล้ว กลับออกมาจากโลกความฝันที่เธอทิ้งไป๋หลงหลานให้เผชิญปัญหาอยู่เพียงคนเดียว

            เธอลุกขึ้นมานั่งมองภาพวาดบ้านขาวหลังคาแดง ตั้งตระหง่านอยู่เพียงหลังเดียว โดดเด่นอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเหลืองอร่ามตัดกับทะเลสีน้ำเงินเข้มในฉากหลัง แล้วก็คิดถึงพ่อกับแม่มากเหลือเกิน ภาพนี้เป็นภาพที่พ่อเธอรักมาก เพราะเป็นตัวแทนของแม่ มันไม่ใช่ภาพที่สวยงามระดับศิลปินชื่อดัง แต่เป็นภาพที่แม่เพนท์เอง แม่บอกว่าตอนแก่ตัว แม่อยากมีบ้านเล็กๆ สีขาว ท่ามกลางทุ่งหญ้า และอยู่ใกล้ทะเลแบบนี้  เธอจำได้ว่าพ่อยังแซวว่าเขาจะไปหาบ้านแบบนี้ให้แม่ได้ที่ไหน พอแม่จากไป เวลาที่พ่อคิดถึงแม่ พ่อก็จะมานั่งมองภาพนี้ ถ้าวิญญาณเคลื่อนย้ายตัวเองได้ เธอเชื่อว่าที่ผ่านมาแม่คงไปรอพ่อและเธออยู่ในภาพนี้ และบัดนี้พ่อกับแม่ก็คงไปกะหนุงกะหนิงกันอยู่ในบ้านหลังนี้นั่นแหละ 

            ในยามที่อารมณ์เปราะบางเช่นนี้ เธอจึงทำเหมือนที่พ่อเคยทำ คือนั่งมองภาพวาดนี้ แล้วคิดถึงความอบอุ่นจากท่านทั้งสอง ขอให้กระแสความอบอุ่นที่สะท้อนจากภาพ ปลอบประโลมใจให้เธอคลายเหงา คลายเศร้า บัดนี้ เธอรู้สึกว่าเธอไม่เหลือใครอีกแล้วในโลกปัจจุบัน และไม่สามารถไปหาใครบางคนที่ผูกพันหัวใจของเธอเอาไว้ในอีกโลกหนึ่ง

            จนพักใหญ่ เธอจึงพยายามปล่อยวาง เพราะตอนนี้เธอสิ้นหนทางที่จะกลับไป ไม่สามารถบอกได้ว่าจะฝันและกลับไปในความฝันได้อีกหรือไม่ และถ้าได้ จะได้ไปเมื่อไหร่ เธอไร้การควบคุมกาลเวลาและการเดินทางโดยสิ้นเชิง 

            สุดท้ายเธอคิดว่าสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือเธอต้องทวงความยุติธรรมให้พ่อเธอให้ได้ เธอจึงตัดใจจากการคิดถึงไป๋หลงหลาน ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้สดชื่น แล้วพุ่งความสนใจและความคิด เรียบเรียงสิ่งที่เธอได้พบเห็นและรับรู้มาจากโลกโน้น

            เริ่มจากการเขียนรายชื่อของคนที่อยู่ในกลุ่มพยัคฆ์ดำ ถ่ายทอดออกมาจากความทรงจำ แล้วนำมาเทียบกับรายชื่อของกลุ่มคนที่อยู่ในรายชื่อที่พ่อของเธอตามเก็บข้อมูล เธอพบว่า ‘แซ่’ ของกลุ่มคนที่เธอจำได้ว่ามีสัญลักษณ์พิเศษกำกับไว้ ตรงกับ ‘แซ่’ ของบุคคลที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ พ่อค้า มาเฟีย แม้แต่ข้าราชการหลายตระกูลที่มีอยู่ในรายการของพ่อเธอเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ 

            เมื่อรู้แล้วว่ารายชื่อของตระกูลเหล่านั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับตราพยัคฆ์ดำนั้น เธอจึงรีบติดต่ออาซ่งจิน แล้วสอบถามว่าเขามีเส้นสาย หรือเพื่อนฝูงที่ทำให้เธอสามารถเข้าไปตรวจสอบโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์แห่งกรุงปักกิ่งได้หรือไม่ เธอสนใจตราประทับโบราณชิ้นหนึ่ง และคิดว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พ่อเธอสืบหาอยู่ โชคดีที่น้องสาวของภรรยาซ่งจินชื่อตงลีลี่ เป็นภัณฑารักษ์อยู่ที่นั่น ซ่งจินจึงนัดให้ทั้งสองคนพบกัน และด้วยความที่ซ่งจินเป็นผู้มาขอร้องด้วยตนเอง ตงลีลี่จึงยอมให้จ้าวรั่วซีเข้าไปพบเธอเย็นวันรุ่งขึ้น หลังเวลาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ เธอจะนำตราประทับชิ้นนั้นมาให้หญิงสาวตรวจสอบด้วยตนเอง 


    วันรุ่งขึ้น จ้าวรั่วซีจึงนั่งรถไฟเข้าไปในเมืองปักกิ่ง และเข้าไปพบกับตงลีลี่ตามนัดหมาย เธอบอกตงลีลี่ว่าพ่อเธอสืบคดีหลายคดีที่เกี่ยวพันกับเครือข่ายอิทธิพลที่ใช้เงินและเครือข่ายอำนาจมืด ทำสิ่งเลวร้ายหลายอย่าง ซึ่งอาจจะรวมถึงคดีฆาตกรรมของพ่อและแม่ของเธอ จากข้อมูลในมือหญิงสาวสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มที่สืบสายเลือดมาตั้งแต่อดีตกาล สิ่งที่เป็นตัวเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน ก็คือตราประทับพยัคฆ์ดำที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ชิ้นนี้ เธอจึงสนใจมันเป็นพิเศษและอยากตรวจสอบของจริงดูสักครั้ง หรือหากนักโบราณคดีได้ตรวจสอบแล้ว เธอก็อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตราประทับนี้ให้มากที่สุด

            “ตราประทับชิ้นนี้ ถึงแม้จะสวยงามแปลกตา ลึกลับ เพราะเป็นหยกสีดำที่ค่อนข้างหายาก ยิ่งนำมาทำเป็นตราประทับยิ่งไม่ค่อยเห็น เพราะต้องใช้หยกก้อนใหญ่ทั้งก้อน ราคาจะสูงมาก และลวดลายฝีมือแกะสลักก็ประณีต สวยงาม ตอนที่นักโบราณคดีขุดพบพร้อมกับโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆ ในยุคราชวงศ์ไป๋ พวกเราให้ความสนใจกับมันมาก เพราะดูแล้วเป็นงานฝีมือระดับราชวงศ์ แล้วก็ขุดพบร่วมกับวัตถุหรือของใช้ในราชสำนัก แต่ก็แปลกมากค่ะ เพราะเราหาข้อมูลเกี่ยวกับตราประทับอันนี้ไม่ได้เลยในเชิงประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับราชวงศ์ไป๋ เราตรวจเทียบเคียงตราประจำตัวของฮ่องเต้ และราชนิกูลคนสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ แต่ไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ เลย สุดท้ายนักโบราณคดีจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก จึงเพียงสันนิษฐานกันว่าเป็นตราของพวกขุนนางที่ทำมาเพื่อสร้างบารมีให้กับตนเองเท่านั้นค่ะ” ตงลีลี่อธิบาย 

            จ้าวรั่วซี หยิบตราประทับนั้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ เธอรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจเมื่อได้สัมผัสมันอีกครั้ง ครั้งก่อนในจวนอัครมหาเสนาบดี เธอมัวให้ความสนใจกับสมุดรายชื่อเล่มนั้น และด้วยเวลาอันน้อยนิดทำให้เธอไม่ได้สังเกตรายละเอียดของตราประทับนี้สักเท่าไหร่

            ในครั้งนี้ เธอใช้สายตาสแกนทุกอณูของมัน แต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ ไม่ว่าจะกลับด้านบน ล่าง พลิกซ้าย ขวา หน้า และหลัง ก็ล้วนดูปกติ ธรรมดา เหมือนก้อนหยกแกะสลักทั่วไป พลิกดูด้านล่างที่เป็นภาพแกะสลักเพื่อเป็นตราประทับรูปใบหน้าพยัคฆ์ ก็มีเพียงร่อยรอยคราบหมึกจางๆ เท่านั้น

            หญิงสาวพิจารณาทุกซอกทุกมุมอยู่ครู่ใหญ่ จนสุดท้ายเธอถอดใจคิดว่าคงคว้าน้ำเหลว ก่อนที่จะส่งมันคืนให้กับตงลีลี่ เธอหันด้านหน้าที่เป็นส่วนหน้าของตราประทับมา แล้วจ้องมองใบหน้าพยัคฆ์นั้นอีกครั้ง  เมื่อจ้องไปที่ดวงตาที่ดูดุร้ายเหมือนมันต้องการจะเอาชีวิตใครก็ตามที่สบตากับมันก็ให้รู้สึกขนลุกชัน 

            จ้าวรั่วซีใช้มือลูบผ่านทุกรายละเอียดของใบหน้าเจ้าพยัคฆ์ ใช้สองนิ้วกดลากจากส่วนหัวลงมาหยุดอยู่ที่ดวงตาดุดันทั้งสองข้าง หากหญิงสาวก็ต้องสะดุ้งตกใจ เพราะสัมผัสใต้ปลายนิ้วทั้งสอง มันเหมือนลูกตาขยับได้!

            เธอยกนิ้วออกทันที แล้วสังเกตอย่างละเอียดอีกครั้ง ดูผิวเผินไม่มีสิ่งใดแปลกปลอมหรือผิดปกติ หากเมื่อเธอใช้สองนิ้วลองสัมผัสที่ดวงตาทั้งสองข้างอีกครั้ง แล้วขยับนิ้วเบาๆ ซ้ายขวา จึงสัมผัสได้ว่ามันขยับไปมาได้จริงๆ

            เธอจึงลองกดเบาๆ มันขยับถอยร่นลงตามแรงกด แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจึงลองอีกครั้งโดยเพิ่มแรงกดมากขึ้น ครั้งนี้มีเสียงกริ๊กดังจากภายในตราประทับนั้น จ้าวรั่วซีจึงลองขยับส่วนหัวและส่วนฐานดู เมื่อออกแรงเพิ่มเล็กน้อย สองส่วนนั้นก็แยกออกจากกันเป็นสองชิ้น 

            หญิงสาวทั้งสองคนทั้งต่างตื่นเต้นระคนตกใจ จ้าวรั่วซีส่งโบราณวัตถุในมือคืนให้กับตงลีลี่ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ รับไปตรวจสอบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

            “คุณสามารถนำของด้านในออกมาให้ฉันดูได้ไหมคะ ขอเพียงครู่เดียวก็ยังดี ให้ฉันได้ถ่ายรูปมันเอาไปศึกษา ได้โปรดเถอะนะคะ มันเกี่ยวพันกับคดีของพ่อของฉัน ช่วยฉันหน่อยนะคะ”

            “ได้ค่ะ แต่เราต้องย้ายไปที่ห้องปฏิบัติการเดี๋ยวนี้เลย ตามฉันมาค่ะ” ตงลีลี่รีบงับปิดตราประทับนั้น แล้วรีบเดินนำไปยังห้องปฏิบัติการทันที โดยที่เธออธิบายระหว่างเดินไป

            “ต้องเข้าไปเปิดในห้องที่เราควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้นค่ะ มิเช่นนั้นของด้านในซึ่งเรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ถ้ามันสัมผัสกับความชื้น ด้วยอายุของมัน มันอาจเสียหายได้ง่ายๆ เลยค่ะ”

            เมื่อเข้ามาในห้องปฏิบัติการ ตงลีลี่จัดแจงเปิดเครื่องควบคุมสภาวะทุกอย่าง ก่อนจะหยิบถุงมือส่งให้จ้าวรั่วซีที่รับไปใส่ทันที และตัวเธอเองก็สวมใส่มันเช่นกัน 

            ตงลีลี่วางตราพยัคฆ์นั้นลงบนโต๊ะตัวกลางห้อง แล้วค่อยบรรจงกดที่ดวงตาพยัคฆ์ ตามแบบที่จ้าวรั่วซีทำเมื่อสักครู่ ตรานั้นก็เปิดแยกออกเป็นสองชิ้น โดยที่ส่วนฐานที่มีความหนาพอควร ด้านในเป็นโพรง มีถุงผ้ากำมะหยี่สีแดงเดินดิ้นทองเป็นลวดลายวิจิตรแม้จะมีขนาดเล็กมาก และในถุงผ้ามีม้วนกระดาษแผ่นบาง ตงลีลี่ค่อยบรรจงใช้คีมคีบกระดาษแผ่นนั้นออกมา แล้วคลี่มันออกแล้ววางลงบนถาดใบเล็กที่เอาไว้ใช้วางโบราณวัตถุ เพื่อมิให้สัมผัสกับสิ่งสกปรกบนโต๊ะ 

            ทันทีที่ตงลีลี่ นำกระดาษแผ่นน้อยออกมาจากถุงผ้า กลิ่นหอมอ่อน ฟุ้งเบาๆ ในอากาศ เธอรู้สึกคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นกลิ่นอะไร หากสิ่งที่ปรากฎบนกระดาษแผ่นน้อยนั้นดึงความสนใจของเธอไปจากกลิ่นนั้นทันที

            จ้าวรั่วซีตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น มันคือรายชื่อกลุ่มคนที่มีสัญลักษณ์พิเศษทั้งหลายที่อยู่ในสมุดเล่มนั้น  เพียงแต่มีระบุไว้เพียงชื่อตระกูล และเหนือสุดของทุกชื่อ ... ประมุขกลุ่มพยัคฆ์ดำ ‘ไป๋หลงยวน’

            เลือดในตัวเธอเย็นเฉียบ ‘ไป๋หลงยวน’ คือคนที่ชักใยเบื้องหลังมาตลอด กลับไม่ใช่องค์ชายใหญ่ หรืออัครมหาเสนาบดีเว่ย องค์ชายผู้เป็นศิลปิน ขี้เล่น ช่างพูด ช่างเอาใจ ที่ทำตัวเสมือนน้องชายคนเล็กของพี่ๆ อยู่เสมอ แท้จริงคือซ่อนความร้ายกาจ โหดเหี้ยมเอาไว้ลึกที่สุดนี่เอง 

            รายชื่อในแผ่นกระดาษนั้นตรงกันกับรายชื่อในสมุดที่เธอคัดลอกออกมาจากความทรงจำ และที่สำคัญตรงกับรายชื่อบุคคลที่พ่อสืบข้อมูลอยู่ จริงๆ แล้วพ่อเธอกำลังสืบเรื่องกลุ่มอิทธิพลลับกลุ่มนี้ซึ่งสืบเชื้อสายมาตั้งแต่โบราณ และตระกูลใหญ่ๆ เหล่านั้นยังคงมีอำนาจ มีอิทธิพลมากมาย แม้กระทั่งรัฐบาลยังอยู่ภายใต้การชักใยของกลุ่มอิทธิพลนี้ 

            นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะกระดาษนี้ถูกเก็บอยู่ในถุงผ้า และอยู่ในช่องลับในตราประทับ ไม่ได้สัมผัสกับสภาวะอากาศภายนอก ทำให้ทุกสิ่งยังคงความสดใหม่ แม้แต่กลิ่นและสีของน้ำหมึก เธอสัมผัสได้กลิ่นบางอย่าง และสังเกตเห็นว่าตัวอักษรเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แล้วคำพูดของไป๋หลงหลานก็แว่วมาในโสตประสาท...

    ”...เจ้าสี่...เอ่อ ข้าหมายถึงองค์ชายสี่ ก็ทำหมึกกลิ่นดอกไม้ไว้ใช้เหมือนกัน รู้สึกจะเป็นดอกชงโค เป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของเขาเลย สีของหมึกก็จะไม่ดำสนิท แต่จะออกเป็นน้ำตาลเข้มจนเกือบดำมากกว่า ที่สำคัญกลิ่นติดกระดาษดีมาก จดหมายที่มาจากเจ้าสี่เปิดซองมาก็หอมแล้ว”

            

            ...นึกออกแล้ว!...องค์ชายสี่...กลิ่นเมื่อสักครู่ คือกลิ่นหมึกดอกชงโคของท่านสินะ...


            ตงลีลี่ตื่นเต้นและตกใจกับการค้นพบทางโบราณคดีนี้ และเธอคิดว่าต้องเปิดเผยสู่สาธารณะ ทั้งในเชิงคุณค่าทางโบราณคดี และการเปิดโปงทำลายกลุ่มอิทธิพลนี้ หากจ้าวรั่วซีขอให้ตงลีลี่ช่วยปิดเรื่องเธอที่เป็นผู้ค้นพบกลไกและเอกสารในตราประทับหยกดำนี้ ให้ทำเสมือนเธอเป็นผู้ค้นพบเองโดยบังเอิญ และปล่อยให้นักโบราณคดีไปสืบเรื่องราวประวัติศาตร์ต่อไป โดยอ้างว่าเธอไม่ต้องการให้พวกมาเฟียที่ฆาตกรรมพ่อเธอรู้ว่าเธอกำลังสืบเรื่องนี้อยู่ หรือแม้แต่มาปรากฏกายในปักกิ่งนี่ด้วยซ้ำ

            “ได้ค่ะ ถึงฉันจะเสียดายแทนคุณที่ไม่ได้เครดิตในการเป็นผู้ค้นพบเลย แต่ก็เข้าใจค่ะ ความปลอดภัยสำคัญกว่า ฉันจะทำเป็นว่าฉันเห็นว่ามันดูสกปรก เลยนำมาทำความสะอาดแล้วค้นพบโดยบังเอิญก็แล้วกันค่ะ คงอีกสักสองวันเพื่อให้คนไม่สงสัย เพราะวันนี้มีคนเห็นว่าคุณมาหาฉัน ดีไหมคะ”

            “ขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือ และความเข้าใจนะคะ”

            “ยินดีค่ะ ฉันก็เกลียดพวกมาเฟียในคราบนักบุญ พวกผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนี่เหมือนกัน”


    ---------------------------------------

    อย่าลืมนะคะ e-book ลดราคาในแคมเปญ "เทศกาลนิยายจีน" อยู่นะคะ มีตอนพิเศษ 3 ตอนด้วย รีบไปตกก่อนหมดโปรฯ น้า กดไลก์ กดเลิฟ เป็นกำลังใจให้ไรท์บ้างนะคะ ~ เลิฟๆ 

    ลิงก์ e-book นะคะ >> bit.ly/สองภพ


    คล้ายกับเรื่องสองภพ ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508