องค์ชายสามแม้มีนิสัยเย้ยหยิ่งทะนงตน ทว่าท่าทีองอาจห้าวหาญเช่นนี้กลับส่งเสริมให้แลดูมีเสน่ห์น่าดึงดูด มากกว่าองค์ชายแปดเฉินจางเหว่ยอยู่หลายส่วนหากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คนที่จะได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทต้องเป็องค์ชายสามอย่างแน่นอน
(ดังคำโบราณว่าไว้ ที่สูงไม่คิดปีนป่าย...ของสูงไม่กล้ายื้อแย่งได้แต่นั่งสวดภาวนา อ้อนวอน ขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หวังพึ่งโชคชะตาให้ได้มาซึ่งสิ่งที่หมายปอง ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันได้สมดั่งใจปรารถนา)
ต้วนกุ้ยเฟยพระสนมเอก เสด็จมาร่วมงานพร้อมกับองค์ชายสามบุตรสาวขุนนางหันมาให้ความสนใจ กับการมาของทั้งคู่ ท่วงท่าองอาจแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยิ่ง
ผสมเข้ากับเครื่องหน้าอันหล่อเหลา ยากนักที่สตรีใดได้พบพานแล้วจะสามารถละสายตา จากองค์ชายสามผู้นี้ไปได้ สตรีน้อยใหญ่ ย่อมเก็บเอาไปฝันใฝ่หลงละเมอ วาดฝันว่าตนเองนั้น อาจจะเป็ผู้โชคดี ที่ได้พระองค์มา
หรืออาจกล่าวได้ว่า ตำแหน่งฮองเฮาในอนาคตนั้นคงเป็เพียงแค่ของแถมของผู้ที่มีวาสนาได้ตำแหน่งพระชายาเอก...มา
ชิวหย่งเล่อเองก็เช่นกัน นางแสร้งทำเป็เขินอายเมื่อเห็นว่าต้วนกุ้ยเฟย กำลังเดินผ่านมาในทิศทางที่นาง และครอบครัวนั่งอยู่บิดากับมารดาของนาง ก็หูตาว่องไวเช่นกันรีบเรียกให้ทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพบุคคลทั้งสอง ที่กำลังเดินใกล้เข้ามา
“ถวายบังคมต้วนกุ้ยเฟย ถวายบังคมองค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ”ทั้งสองพระองค์ หยุดแวะทักทายคนสกุลชิวเพื่อเป็การให้เกียรติท่านเสนาบดีกรมพระคลัง
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ...ท่านเสนาบดีชิว”
ต้วนกุ้ยเฟยยิ้มหวาน ช้อนสายตาอันคมกริบ รอบมองสำรวจคนสกุลชิวทั้งสี่แล้วไปสะดุดตาเข้ากับ ท่าทางเขินอาย บนใบหน้างดงามหมดจด แล้วที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกนั้นก็คือเครื่องประทับ ที่ประโคมอยู่บนตัวของชิวหย่งเล่อ
นางยกยิ้มที่มุมปากดวงตารอบสังเกต จนแน่ใจว่านางมองไม่ผิดดรุณีน้อยตรงหน้า ชอบพอบุตรชายของตนเป็แน่ “นี้คงเป็บุตรชาย และบุตรสาวของท่านเสนาบดีใช่หรือไม่”
เสนาบดีชิว เรียกให้บุตรทั้งสอง ขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกล่าวแนะนำ“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ นี่ชิวเสี่ยงรุ่ยบุตรชายคนโตคนนี้ชิวหย่งเล่อบุตรสาวของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
ต้วนกุ้ยเฟย ให้ความสนใจ ในตัวชิวหย่งเล่อมากกว่าสตรีทุกคนในงานอาจเพราะชิวหย่งเล่อผู้นี้ มีใบหน้างดงามฐานะบิดาก็ถือว่าดีมาก ทั่วทั้งแคว้นมีใครไม่รู้บ้างว่าสกุลชิวร่ำรวยทั้งอำนาจ และทรัพย์สินเงินทองมากเพียงใดช่างเป็ตัวเลือกที่ดีทีเดียว
ต้วนกุ้ยเฟยหันมาให้ความสนใจ ในตัวหญิงสาวตรงหน้ากล่าวถามอย่างมีนัยสำคัญขึ้นว่า “ปีนี้เ้าอายุเท่าไหร่”
ชิวหย่งเล่อหน้าบานขึ้นทันตา เมื่อรู้ว่าต้วนกุ้ยเฟยให้ความสำคัญกับตน“ปีนี้หม่อมฉันอายุสิบสี่เ้าคะ”
“ปีหน้าก็จะถึงไว้ปักปิ่นแล้วสินะ มีใครมาทาบทามไว้บ้างหรือยัง”
ใบหน้าท่านเสนาบดีชิว เริ่มซีดขาวขึ้นมาทันทีรอยยิ้มเมื่อครู่จางหายไป “เออ...ยังพ่ะย่ะค่ะ บุตรสาวของกระหม่อมอายุยังน้อย จึงยังไม่มีแม่สื่อมาติดต่อทาบทามพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ดียิ่ง เอาไว้ให้นางพ้นวัยปักปิ่นเสียก่อน ค่อยว่ากัน”พูดจบต้วนกุ้ยเฟย กับองค์ชายสามก็เดินจากไปอย่างหน้าตาเฉยทิ้งให้คนฟังยืนนิ่งมองหน้ากันไปมาอย่างงงๆ
เสนาบดีชิวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกหนักใจ กับการเกี่ยวดองกับราชนิกุลสำหรับเขาแล้วไม่ใช่เื่น่ายินดีเขาปรารถนาให้บุตรสาวแต่งงานไปกับบุตรชายขุนนางฝ่ายบุ๋นตระกูลใดก็ได้
ขอแค่ได้มีชีวิตสงบสุข ห่างไกลจากการแย่งชิงระหว่างเชื้อพระวงศ์แล้วนี่ยิ่งเป็องค์ชายสามภายในใจของเขาก็ยิ่งหวาดหวั่น
ชิวหย่งเล่อดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ นางหน้าแดงยิ้มหน้าบานฮูหยินใหญ่เองก็ใช่ย่อย นางกระหยิ่มอยู่ในใจว่าบุตรสาวคนนี้ ช่างเป็คนมีบุญวาสนามาเกิดโดยแท้ คราวนี้ตำแหน่งพระชายาเอก ขององค์ชายสามก็คงอยู่ใกล้แค่เอื้อม
สองแม่ลูกมัวแต่ดีใจจนเนื้อเต้น ไม่ทันได้สังเกตว่าสายตาขององค์ชายสามไม่ได้มองมาที่ชิวหย่งเล่อเลยแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้น...แล้วใครจะสนความคิดเห็นขององค์ชายสามกันเล่า เพราะหากเป็ความ้า ของต้วนกุ้ยเฟยองค์ชายสามมีหรือจะกล้าขัด
ฝั่งที่นั่งตรงข้าม เป็ที่นั่งของครอบครัวเสนาบดีกรมธรรมการลู่ที่กำลังยืนขึ้นทักทาย องค์ชายแปดเฉินจางเว่ยอย่างสนิทสนม “ปิงหยวนไม่ยอมมาร่วมงานอีกเช่นเคย ใช่หรือไม่ท่านเสนาบดีลู่”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำยังไงกับเ้าลูกคนนี้”
“ช่างเขาเถอะ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา...ปล่อยเขาไปก่อนเ้าแท่งเหล็กแข็งทื่อ เย็นเฉียบผู้นั้น ฝืนตีไปก็ไม่มีทางเป็อาวุธที่ใช้การได้รอให้แท่งเหล็กร้อนระอุเสียก่อน ถึงตอนนั้นค่อยตีก็ยังไม่สาย”
มาบัดนี้ชิวหย่งเล่อ จะสิ้นเปลืองเวลาไปสนใจองค์ชายแปดผู้นั้นไปทำไมกัน ในเมื่อตอนนี้นางได้รับการทาบทามอย่างไม่เป็ทางการ จากต้วนกุ้ยเฟยเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
การแสดงร่ายรำอันงดงาม อ่อนช้อยได้ผ่านพ้นไป เหล่าขุนนางค่อยๆทยอยเรียงแถวกันเข้าไป หน้าพระที่นั่ง เพื่อกล่าวคำอวยพรองค์ชายเก้าถวายของขวัญเล็กน้อยแด่องค์ชายน้อย เสร็จสับแล้วก็ร่วมดื่มสุราฉลองกันอย่างครื้นเครง
เวลาสองชั่วยาม (4 ชั่วโมง) ผ่านไปอย่างรวดเร็วบนท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีทอง ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ทหารเริ่มจุดคบเพลิงบนผนังกำแพงเมืองนางกำนัล ขันทีไล่จุดเทียน ตรงทางเดินจนสว่างไสวไปทั่วทั้งในและภายนอกบริเวณสถานที่จัดงาน ไม่นานฮ่องเต้กับฮองเฮาก็เอ่ยขอตัวเสด็จกลับตำหนักเพื่อพักผ่อน
ลู่ม่านลี่เห็นว่าฮ่องเต้ กับฮองเฮาเสด็จกลับแล้ว นางจึงหันมาพูดกับมารดา“ท่านแม่เรากลับกันเถอะเ้าคะ ลูกนัดกับหนิงอันไว้ ว่าจะกลับไปชิมซาลาเปาฝีมือนาง”
มารดาพยักหน้ารับช้าๆ แล้วหันไปเรียนท่านเสนาบดีลู่ถึงความประสงค์ของบุตรสาว ดังนั้นเสนาบดีลู่จึงกล่าวอำลาเหล่าขุนนาง เพื่อพาครอบครัวเดินทางกลับ
องค์ชายแปดกำลังจะเสด็จกลับเช่นเดียวกัน จึงแวะเข้ามากล่าวคำลากับท่านเสนาบดีลู่ “ขอให้ท่านเสนาบดีเดินทางกลับโดยปลอดภัยวันหน้าเราจะไปเยี่ยมเยือนท่านที่จวน”
“พ่ะย่ะค่ะ ขอให้องค์ชายเดินทางกลับ โดยปลอดภัยเช่นกัน”
เสนาบดีชิวเห็นว่าใกล้จะพลบค่ำแล้ว ทิ้งให้ชิวหนิงอันอยู่จวนกับพวกบ่าวไพร่เขาเองก็ไม่อาจวางใจ จึงขอตัวกลับเช่นกัน
ชิวหย่งเล่อเห็นว่า องค์ชายสามยังไม่เสด็จกลับ นางก็ทำท่าอิดออดกว่าจะยอมขยับตัวได้ ก็ต้องรอให้บิดาส่งสายตาตำหนิ นางถึงยอมลุกขึ้นเดินตามหลังมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ระหว่างทางเดินกลับมาที่รถม้าท่านเสนาบดีกรมพระคลังก็พบเข้ากลับท่านเสนาบดีลู่เพื่อนบ้านรถม้าของทั้งสองครอบครัวจอดรออยู่ในบริเวณเดียวกัน
เสนาบดีชิวกล่าวทักทายขึ้นก่อน “ตอนอยู่ในงาน คนเยอะเหลือเกินไม่สะดวกทักทายจริงๆ นี่ท่านกำลังจะกลับจวนเหมือนกันใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วใต้เท้า เช่นนั้นพวกเราก็เป็เพื่อนร่วมทางกลับจวนพร้อมกันดีหรือไม่”
“ดีๆ กลับจวนพร้อมกัน”
ชิวหนิงอันกำลังจะหมดหวัง ไฟเริ่มพัดโหมกระหน่ำมากขึ้นกว่าเดิมขณะที่นางจวนเจียน ใกล้จะหมดสติก็ได้ยินเสียงคนพังประตูเข้ามาน้ำเสียงของคนผู้นั้น เจือไปด้วยความตื่นตระหนก “เ้าอยู่ที่ใด!”
ประตูที่ถูกถีบจนพังนั้น มีแสงอ่อนๆ ลอดเข้ามาจากภายนอกส่องกระทบร่างชายหนุ่ม ที่ยืนอยู่ที่หน้าประตู เขากวาดสายตามอง แล้วสะดุดเข้ากับผ้าบางเบาสีชมพูอ่อนขยับไปมาอยู่ที่พื้น มีเสียงเล็กๆ รอดออกจากลำคออย่างแ่เบา
“ข้าอยู่นี่...ข้าอยู่ตรงนี้” หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมา
ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบถอดเสื้อคลุมสีขาวของตัวเองออกชุบลงที่บ่อน้ำใกล้ๆ ก่อนจะวิ่งเข้าไปด้านใน นำผ้าที่ชุบน้ำห่อหุ้มเรือนร่างแล้วอุ้มร่างอันแสนบอบบางนั้นขึ้น ประคองกอดไว้แนบอก เร่งฝีเท้ารีบก้าวเดินอย่างรวดเร็วเพื่อพานางออกมาด้านนอก ให้พ้นจากตัวเรือน ที่ไฟกำลังลุกไหม้อย่างหนัก
่ขณะที่ชิวหนิงอันคล้ายจะหมดสติ นางััได้ถึงเสียงหัวใจที่กำลังเต้นแรงที่ข้างใบหู ร่างกายที่ถูกเขาโอบกอดเอาไว้ทำให้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย
ความอบอุ่นนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แผ่นอกกว้างรองรับใบหน้าของนางไว้แนบชิดลำแขนแข็งแรงโอบอุ้มร่างนั้นเอาไว้อย่างมั่นคง
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้ว มีเพียงแสงจันทร์ทำให้เห็นเพียงเงาภาพอันเลือนราง นางมองเห็นใบหน้าของคนที่ช่วยชีวิตได้ไม่ชัดเจนนัก เมื่อออกมาพ้นจากอันตราย ชายหนุ่มงอเข่าย่อตัวลง ค่อยๆวางนางลงกับพื้น
ฝ่ามือหนาสอดประคองใบหน้าของนางเอาไว้นิ้วมือเรียวยาวลูบไปที่แก้มแล้วตบเบาๆ เพื่อเเป็การเรียกสติน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกที่เอ่ยถามนั้น เต็มไปด้วยความห่วงใย
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่”
สิ้นคำถามของชายหนุ่ม ด้วยความตื่นกลัว ชิวหนิงอันโผล่เข้าหาร่างของเขาอีกครั้งกอดรัดไว้แน่นราวกับเด็กน้อยที่กำลังเสียขวัญ เนื้อตัวของนางสั่นเทาน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
ใบหน้าที่เคยเ็า กลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนส่องประกายสดใส ด้วยความเอ็นดู เขาใช้มือลูบหัวนางเบาๆ พร้อมกับกล่าวถ้อยคำปลอบโยน“มีข้าอยู่...เ้าไม่ต้องกลัว”
นางค่อยๆ คลายอ้อมกอด ดวงตาหญิงสาวเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาทุกอย่างตรงหน้าดูพร่ามัว สติที่พร่าเลือนไปชั่วขณะ กำลังค่อยๆ คืนกลับมา
“เ้าเดินไหวหรือไม่”ชายหนุ่มถามหลังจากที่เห็นว่าอาการหวัดกลัวของนาง คลายลงบ้างแล้ว แต่ร่างกาย่ร่างของนางกลับแข็งเกร็งหญิงสาวค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่ง
นางจับไปที่ข้อเท้าตัวเอง รู้สึกได้ถึงความเ็ป ที่แล่นแป๊บขึ้นมา“โอ๊ย!…ข้าเจ็บที่ข้อเท้าเ้าคะ”
พวกบ่าวรับใช้จากเรือนใหญ่ วิ่งส่งเสียงร้องะโ โวยวายกรูกันเข้ามาแต่ไกล ช่วยกันคว้าถังน้ำ วิ่งวุ่นกันไปหมด “ไฟไหม้!...ไฟไหม้!ช่วยกันดับไฟเร็ว! คุณชายใหญ่ ได้รับาเ็ตรงไหนหรือไม่ขอรับ”
ชายหนุ่มหันความสนใจไปที่บ่าวรับใช้“ข้าไม่เป็ไร...พวกเ้ารีบดับไฟก่อน ที่มันจะล่ามไปถึงหอสดับเมฆาของข้า”
สั่งบ่าวรับใช้แล้วชายหนุ่มก็เดินกลับมาหา “ขาเ้าาเ็ ข้าพาเ้ากลับจวนก่อนดีกว่า”ชิวหนิงอันเหมือนจะ ได้สติขึ้นมาเล็กน้อย นางจึงรีบถามหาคน “คุณชายท่านเห็นจิงหลัวหรือไม่!...นางหายไปเ้าคะ”
******
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า