บทที่ 9
หมู่บ้านขนาดเล็กย่อมไม่มีตลาดใหญ่โต
เรดวู้ด เป็หมู่บ้านขนาดเล็กที่ขึ้นตรงกับเมืองใหญ่อย่างรัสเซล ประชากรในหมู่บ้านมีเพียง 108 ชีวิตเท่านั้น ในจำนวนเ่าั้มีเด็กเล็กและเด็กโตรวมอยู่ด้วยถึง 30 คน หากนับแต่พวกผู้ใหญ่แล้ว ที่แห่งนี้ไม่อาจเรียกตนเองว่าหมู่บ้านอย่างเป็ทางการตามกฎของอาณาจักรเซริสได้
แต่เพราะพื้นที่ทางตอนเหนือเป็เขตอันอุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยเชื้อเพลิงอย่างดีจากป่าสน ธุรกิจการค้าไม้อันเฟื่องฟูจึงทำให้กฎดังกล่าวถูกอะลุ่มอล่วยลงมาส่วนหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกจัดตั้งอย่างเป็ทางการเมื่อประมาณแปดปีก่อน
ธุรกิจค้าฟืนให้กับอาณาจักรของหมู่บ้านโดยรอบควรจะทำให้ท้องถิ่นมีเงินแพร่สะพัดและได้รับการพัฒนา แต่ความจริงแล้วมันไม่เป็เช่นนั้น พ่อค้าหน้าเืที่ตั้งตัวเป็นายทุนใหญ่ขูดรีดช่างตัดไม้ และกดราคาสินค้าอย่างรุนแรง บรรดาหมู่บ้านรอบป่าสนจึงค่อย ๆ ล้มเลิกธุรกิจดังกล่าวไปเนื่องจากไม่อาจต่อต้านอำนาจของเงินตรา บางแห่งถึงกับต้องย้ายถิ่นฐานกลับไปยังเมืองที่เฟื่องฟูและสะดวกสบายกว่า
ปัจจุบันจึงมีเพียงสามหมู่บ้านที่ยังคงกัดฟันทำมาหากินอย่างแร้นแค้น และค่อนข้างอดอยาก
เ้าหนูคิทมองทัศนียภาพตามทางอย่างตื่นตาตื่นใจ ภาพหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลไม่ใช่สิ่งที่เขาพบเห็นได้บ่อยนักในชีวิตเก่า ป่าไม้ อากาศและธรรมชาติสวยงามของฤดูใบไม้ร่วงทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย แอนนายังคงอธิบายเื่พื้นฐานที่ควรรู้ให้กับน้องชายอย่างละเอียดก่อนเข้าเมือง เพราะคิทควรรู้ว่าการค้าขายเป็เช่นไร ราคาสินค้าสำคัญส่วนใหญ่อยู่ที่เท่าไหร่ และควรทำตัวเช่นไรขณะอยู่ในตลาดของหมู่บ้าน
ตลาดกลางของหมู่บ้านเรดวู้ด จะมีพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นมาทำการค้าขายั้แ่่สายถึง่เที่ยงเท่านั้น อาหารอย่างง่ายแบบปรุงสำเร็จหนึ่งมื้อมีราคาประมาณสองเหรียญทองแดง แผ่นหนังอ่อนแปรรูปมีค่าประมาณสิบห้าเหรียญทองแดง และขนสัตว์ผืนเล็กสำหรับใช้งานในฤดูหนาวมีราคาถึงหนึ่งเหรียญเงินหรือหนึ่งร้อยเหรียญทองแดง
คิทได้แต่ตื่นตะลึงกับราคาของสินค้าสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตในหน้าหนาวได้สะดวกสบายขึ้น กลไกตลาดที่ผันผวนรุนแรงเช่นนี้คงเกิดจากทรัพยากรที่แสนจะจำกัดและการคุมราคากลางไม่ได้ถูกทำอย่างจริงจัง หรือบังคับใช้โดยผู้มีอำนาจทั้งหลาย
“ซิสเตอร์ครับ ข้าสงสัย...” เ้าหนูคิทเอ่ยขึ้นเมื่อคิดถึงราคาของฟางแห้งที่ถูกผิดปกติ “ฟางแห้งควรจะมีราคาสูงขึ้นก่อนเข้าหน้าหนาวไม่ใช่เหรอครับ ทำไมพวกมันถูกจัง”
“ถึงคนในหมู่บ้านกว่าครึ่งจะทำงานตัดไม้และล่าสัตว์ก็ตาม แต่อีกครึ่งก็ทำการเพาะปลูกเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวด้วย ธัญพืชที่เรากินอยู่ทุกวันเป็ผลผลิตจากคนในหมู่บ้านนี่แหละ พวกเขาไม่ได้ส่งออกไปขายที่ต่างเมืองหรอก”
เด็กชายคิดตาม ทุกคนที่นี่อยู่รอดได้ด้วยการเพาะปลูกในท้องถิ่นและหากินด้วยตนเอง ฟางแห้งจำนวนมากจึงเป็ผลพลอยได้ที่ทุกบ้านมีเก็บไว้ใช้งานและเลี้ยงม้ากับลาสำหรับการเกษตรและขนส่งเล็กน้อย แม้ว่าพวกเขาจะพยายามใช้ของเหลือจากการเพาะปลูกทุกวิถีทางแล้ว แต่ทุกปีก็ยังเหลือเป็ขยะกองมหึมาอยู่ดี
“หญ้าแห้งมัดละหนึ่งเหรียญนี่แพงแล้วนะคิท” เจมส์บอกน้องชายผู้ไม่รู้เื่ราว “่หลังเก็บเกี่ยวใหม่ ๆ ราคาของพวกมันอยู่ที่ห้ามัดต่อหนึ่งเหรียญเท่านั้น”
“หา? แพงกว่าเดิมห้าเท่า! แบบนี้พวกเราไม่ขาดทุนแย่เหรอครับ”
“ข้าอาจจะหาคนใจดีที่ขายให้พวกเราได้ในราคาสามมัดต่อหนึ่งเหรียญ ไม่ต้องห่วงหรอก” ซิสเตอร์แอนขยิบตาให้เด็กทั้งสามอย่างอารมณ์ดี
ระยะทางจากโบสถ์ถึงตัวหมู่บ้านใช้เวลาเดินเท้ามากถึงครึ่งชั่วโมง ดวงจิตของชายแก่รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมสถานที่สำคัญถึงไปตั้งอยู่ไกลขนาดนั้น การขนย้ายสิ่งของรวมไปถึงการขอความช่วยเหลือในสถานการณ์สำคัญคงจะลำบากไม่ใช่น้อย
ทั้งสี่เดินมาตามทางเรื่อย ๆ จนมาถึงลานกว้างของทางเข้าหมู่บ้าน ลานไม้ขนาดใหญ่ขนาบสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนแดงวางทับซ้อนกันจำนวนมากมาย คิทรู้สึกะเืใจเมื่อเห็นภาพดังกล่าวแต่สายตามองไปยังแนวชายป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ก็รู้สึกประหลาดใจอีกหน
“ซิสเตอร์ครับ มีคนตัดไม้มาขายเยอะขนาดนี้ ป่าจะไม่เป็อะไรเหรอครับ” วันนี้เขาขอถามให้กระจ่างเสียหน่อยเถอะ
“เด็กดี พวกเราทำลายพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเ้าไม่ได้หรอก ไม้พวกนี้เป็ของที่ปลูกบนเขตที่ได้รับอนุญาตจากโบสถ์ของเทพีฟอริสแล้วจ้ะ”
“เทพีฟอริสอย่างนั้นหรือ” ชื่อเทพเ้าที่ไม่คุ้นเคยทำให้เด็กน้อยอยากศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกใบใหม่ให้มากกว่านี้เสียหน่อย
(ไว้กลับไปค่อยถามซิสเตอร์อีกทีแล้วกัน...)
ตลาดหมู่บ้านเรดวู้ดใน่สายของวันมีผู้คนประปรายมาเดินจับจ่ายใช้สอย สินค้าที่วางขายมีแค่สองประเภทเท่านั้น คือ อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม การซื้อขายของเหลือจากการเกษตรที่โบสถ์้าคงมีเพียงวิธีติดต่อเป็รายบุคคลไป ระหว่างทางคิทก็เก็บรายละเอียดของทุกอย่างที่เห็นเอาไว้ในใจ
ถนนในหมู่บ้านเป็เพียงดินอัดที่ถูกแผ้วถางจนราบเรียบและผ่านการใช้งานมาเป็เวลานาน จุดขายของกระจัดกระจายไม่เป็ระเบียบ บ้านไหนอยากขายอะไรก็นำสินค้ามาวางไว้ตรงแคร่ไม้หน้าบ้าน สินค้าไม่มีหมวดหมู่ชัดเจนจนไม่น่าเรียกที่แห่งนี้ว่าตลาดสักเท่าไหร่
ความตื่นเต้นของเด็กชายใน่แรกได้มลายหายไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายลมที่พัดผ่านมาเพียงชั่วครู่
หลังผ่านสะพานข้ามลำน้ำใสสะอาด ซิสเตอร์แอนก็เปลี่ยนทิศเพื่อไปยังจุดหมาย เขตชุมชนฝั่งทิศตะวันออกของที่นี่มีลักษณะบ้านที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็หินเหมือนบ้านในชุมชนหลัก เหล่าเกษตรกรกลับใช้ไม้ทำเสาและผนัง มีเพียงหลังคาที่เป็ฟางแห้งทับกันหนาเหมือนที่อื่น คิทเห็นชาวบ้านใจดีที่เคยนำของมาบริจาคหลายคน จึงทักทายตามประสาเด็กน้อยอัธยาศัยดี
ทุกครัวเรือนที่ทำเกษตร มีฟางแห้งมัดเป็ก้อนขนาดั์วางทับกันแน่นขนัด ลานหน้าบ้านและโรงเก็บสัตว์ใหญ่ของครอบครัวแทบจะไม่มีที่ว่างให้ยัดเยียดหญ้าแห้งพวกนี้เข้าไปได้อีก สองข้างถนนจึงเต็มไปด้วยกองฟางเหมือนรั้วสีเหลืองทองที่ยาวยืด บรรยากาศแถบนี้จึงให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่าที่อื่น
ไม่นานนักทั้งสี่ก็หยุดอยู่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่ หลังเคาะประตูได้สักพัก เ้าของบ้านก็เปิดต้อนรับอย่างเป็มิตร
“อ้าว ซิสเตอร์แอน พาเด็ก ๆ มาหลายคนเชียว เข้ามาก่อนเถอะ ข้างนอกลมเย็นนัก” เธอคือคุณป้าผู้มอบเนื้อถุงใหญ่กับเงินปัจจัยให้กับทางโบสถ์ น่าเสียดายที่ของช่วยเหลือในปีนี้ถูกริบไปทั้งหมดไม่เหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา
“ขอบคุณมากแมรี่ ขอให้ท่านไวท์วิงส์อวยพรนะ”
“ขอให้ท่านฟอริสอวยพรเช่นกันจ้ะ” คุณป้าแมรี่ยิ้มมาทางเด็ก ๆ ก่อนจะเสนอชาร้อนหอมกรุ่นเพื่อรับแขก แก้วไม้ที่มีเครื่องดื่มร้อนช่วยอุ่นมือเย็น ๆ ได้ดีเยี่ยม
“ข้าอยากมาติดต่อขอซื้อฟางแห้งของคนแถบนี้น่ะ พวกเราตัดสินใจบุผนังโบสถ์เพื่อเพิ่มความอบอุ่นเสียหน่อย เด็ก ๆ จะได้ไม่หนาวมากนัก...”
“หืม... ซื้อฟางแห้ง? ข้านึกว่าซิสเตอร์จะเอาเงินไปซื้อสมุนไพรเสียอีก” ป้าแมรี่ถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าสถานการณ์ในตลาดเป็เช่นไร “อา... สมุนไพร่นี้ราคาน่าจะสูงเกินกำละสามเหรียญเงินแล้ว นึกแล้วมันน่าเจ็บใจกับไอ้ชั่วนั่นจริง ๆ”
ครอบครัวล็อกวู้ดของป้าแมรี่ค่อนข้างมีอันจะกินถึงขั้นร่ำรวยในหมู่บ้าน แต่น่าเสียดายที่เธอยังไม่มีอำนาจมากพอจะแตกหักกับมิสเตอร์เกรย์ ไม่เช่นนั้นทุกคนคงมีความเป็อยู่ที่ดีกว่านี้
“ทวยเทพจะต้องตัดสินเขาอย่างเที่ยงธรรมในท้ายที่สุด ไม่ต้องเครียดไปหรอกแมรี่ เวลาที่พวกเราเหลือก่อนหิมะแรกจะมาถึงมีไม่มากนัก เ้าพอจะจัดการเื่นี้ให้พวกเราได้ไหม”
“แน่นอน... เชื่อมือข้าเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะเรียกประชุมกลุ่มเกษตรกร ข้ามั่นใจว่าพวกเขาเต็มใจช่วยเหลือซิสเตอร์กับพวกเด็ก ๆ”
“ส่วนเื่ค่าใช้จ่าย...” ซิสเตอร์แอนพูดเสียค่อยเหมือนละอายใจที่ตอนนี้งบประมาณของโบสถ์มีเพียงสามเหรียญเงิน กับเศษเหรียญทองแดงอีกนิดหน่อยเท่านั้น
“ไม่ต้องห่วง ถึงตอนนี้ฟางมัดหนึ่งจะมีราคาถึงหนึ่งเหรียญทองแดง แต่ข้าจะคุยกับทุกคนให้เอง ทิ้งของพวกนั้นไว้ตามถนนก็ไม่มีประโยชน์อันใด กลายเป็ขยะเน่าตอนฤดูใบไม้ผลิเสียเปล่า ๆ”
หลังจากนั้น หญิงสูงวัยสองคนก็สนทนาประสามิตรสหายเกือบถึงเที่ยง แอนนาและเจมส์นั่งสงบเรียบร้อยและข่มความง่วงรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะได้ยินการพูดคุยอันน่าเบื่ออย่างสุดความสามารถ เ้าหนูคิทจิบชาร้อนอย่างร่าเริง สายตาสอดส่องเครื่องใช้ในบ้านจนสะดุดเข้ากับชั้นหนังสือขนาดเล็กที่ติดอยู่บนผนังใกล้เคียง
บนนั้น มีหนังสือที่สันปกดูเก่าและใช้งานมานานเกือบสิบเล่ม ดวงตาจ้องเขม็งเพื่อพยายามอ่านว่าสันปกที่มีอักษรเลือนรางเ่าั้เขียนเอาไว้ว่าอะไร หลายเล่มที่พยายามอ่านอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เกินความสามารถของเขา มีเพียงเล่มเดียวที่อักษรชัดเจนแม้ว่าสันปกจะเปื่อยไปมากเพียงใด
“วจนะแห่งลันบรูห์? แลนด์บรูห์ ...แลนด์บรูห์ ฟอริเซีย? ชื่อแปลกจัง...”
เสียงพึมพำของคิททำให้บทสนทนาที่กำลังออกรสหยุดชะงักลง พี่ชายพี่สาวที่ติดตามมาด้วยมองเขาด้วยตาเบิกกว้าง ห้องที่เงียบเกินไปทำให้เด็กน้อยหลุดจากภวังค์แห่งความจดจ่อ ใบหน้าเล็กเงยมาถามซิสเตอร์ด้วยความออดอ้อนประสาเด็ก
เขาถึงกับต้องใช้การแสดงชั้นสูงที่ฝึกฝนมาเมื่อเจอสถานการณ์ผิดปกติ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ซิสเตอร์ คุณป้าแมรี่?” ในใจของเด็กน้อยเริ่มมีความเครียดก่อตัว ชื่อที่เขาพูดออกไปคงไม่ใช่นามต้องห้ามหรือสิ่งห้ามลบหลู่ใช่ไหม เขายังไม่อยากถูกจับเข้าคุกหรอกนะ
“เมื่อครู่... เ้าพูดว่ากระไร?” ป้าแมรี่ถามเสียงสั่นจนเด็กน้อยที่ได้ยินเริ่มมีอาการหวาดกลัว
ในหัวของเขามีแต่คำว่า ‘ซวยแล้ว ๆ ๆ’ ไม่หยุด
“ข้าพูดอะไรผิดหรือเปล่าครับซิสเตอร์” คิทเกาะแขนซิสเตอร์แอนพร้อมกับพยายามหลบข้างหลังผ้าคลุมสีดำขนาดใหญ่ที่กองอยู่ข้าง ๆ อย่างน่าสงสาร
“เ้า... แมรี่ เด็กกลัวหมดแล้ว ใจเย็น ๆ ก่อน” ผู้าุโของโบสถ์พยายามพูดให้สหายสงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะหันมาหาเด็กน้อย “คิท... ฟังคำพูดหรือชื่อพวกนั้นมาจากไหนรึ?”
“ข้า... ข้าอ่านมันบนสันหนังสือเล่มนั้นครับ...” นิ้วเล็กชี้ไปที่ชั้นไม้ข้างเคียง ตัวอักษรสีเหลืองเด่นเฉดเดียวกับทุ่งข้าวสาลีสีทองทำให้ผู้สูงวัยเจอหนังสือเล่มนั้นทันที หลังจากนั้นเ้าตัวเล็กก็พยายามมุดหลบหลังซิสเตอร์แอนหนักกว่าเก่า
“ข้า... ไม่ได้ทำอะไรผิดใช่ไหมครับ” จริง ๆ แล้วในใจของคิทอยากถามว่าเขาจะถูกจับเผาข้อหาเป็พ่อมด ไม่ก็ปีศาจหรือเปล่า เขาเริ่มคิดหาเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมการอ่านข้อความนั้นถึงกลายเป็เื่ใหญ่ไปได้
“เดวิดอ่านหนังสือออกด้วยรึ ซิสเตอร์เป็คนสอนเขาใช่ไหมคะ?” ป้าแมรี่ถามอย่างกระตือรือร้น
“อา.... ฮะ ๆ ๆ เ้าหนูคนนี้เป็เด็กหัวไวค่ะ” ซิสเตอร์แอนได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน มือของเธอลูกหัวเ้าเด็กน้อยอย่างแ่เบา
เธอไม่อยากปฏิเสธข้อสรุปดังกล่าวด้วยเกรงว่าปัญหาจะใหญ่โตมากเกินไป
กลับโบสถ์คราวนี้เธอคงต้องสอบปากคำเ้าหนูมหัศจรรย์คนนี้เพิ่มเติมเสียแล้ว