กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำกะทิ โชยเต็มห้องครัว ฉันตักบัวลอยไข่หวานใส่ถ้วยไว้สองถ้วย และยกไปเสิร์ฟให้คุณหนูเดียร์น่าที่โถงรับแขก
“เสร็จแล้วค่าาาาา…” ฉันร้องบอก เธอทิ้งตุ๊กตาวิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น
“หูวววว อันนี้รูปดอกไม้ด้วยหรอคะ” เธอชี้บัวลอย ที่ฉันตั้งใจปั้นเป็นรูปดอกไม้ให้เธอ
“ใช่ค่ะ สวยไหม”
“สวยค่าาา มะม๊าน้าเขมเก่งที่สุดเลย” เธอปรบมือแปะๆ ชมฉัน
เรานั่งดูการ์ตูนด้วยกันพลางกินบัวลอยไข่หวานไปด้วย ตอนนี้ฉันโล่งใจได้เปาะนึง เพราะพี่ติณณ์บอกว่าเรื่องของเพญ่าถูกเผยแล้ว และคนทั้งโลกรู้แล้วว่าเพญ่าโกหก และแต่งเรื่องราวใส่ร้ายฉันแค่ไหน
แต่สิ่งที่ฉันยังกังวลคือเดียร์น่า เธอยังใสซื่อก็จริงแต่ใช่ว่าเธอจะไม่เข้าใจอะไรเลย ช่วงนี้เราพยายามกันเดียร์น่าออกจากสื่อและสังคม เพราะอยากคุยกับเธอด้วยปากของพวกเราเอง อย่างน้อยมันก็ดีกว่าที่เด็กเล็กคนนึงจะไปรู้เรื่องพวกนี้จากปากคนอื่น
ติ้งงงงง ติ้งงงงงง
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ฉันเปิดดูผ่านกล้องเพราะกลัวจะเป็นพวกนักข่าวที่พยายามจะมาสัมภาษณ์พวกเราอีก ด้านหลังกล้องเห็นเพียงคนใส่ชุดดำทั้งตัว ปิดบังใบหน้าด้วยแมส และแว่นดำที่ทรงคุ้นๆ ตา
“ใครคะ” ฉันถามผ่านโฟนของกล้องไป
<ฉันเอง…>
กึก
เพียงคำว่า ฉันเอง เอ่ยตอบกลับมาฉันก็รู้ได้ทันทีว่าคือ ‘เพญ่า’
“มะ มีอะไร…”
<ฉันขอเข้าไปคุยกับติณณ์ได้ไหม> เธอมองซ้ายมองขวา ตอบเสียงกระซิบผ่านกล้อง
“พี่ติณณ์ไม่อยู่ ถ้ามีอะไรคุณทะ…”
<ฉันอยากล่ำลาลูกของฉัน>
“....”
<ฮึก ฉัน .. จะไปแล้ว ขอร้องล่ะ สงสารฉันเถอะนะเขม>
เธอเอ่ยเสียงสั่น ร้องไห้ตรงหน้ากล้อง ฉันหันไปมองเดียร์น่าที่กำลังจดจ่อกับการดูการ์ตูน ถึงจะแอบหวั่นใจแต่เธอก็คือแม่แท้ๆ ถ้าคนนอกอย่างฉันกีดกันไม่ให้แม้จะมาล่ำลาลูก คงจะใจดำเกินไปหน่อย
ฉันตัดสินใจไปเปิดประตูให้เธอ เธอรีบเข้ามา ถอดแว่นและหมวกออก เดินดิ่งเข้าบ้านโดยไม่รอให้ใครเชิญ
“เดียร์น่า…”
เสียงเบาๆ ของเธอเอ่ยทั้งน้ำตา วิ่งเข้าไปกอดลูก เดียร์น่าตกใจ พยายามดิ้นหนี และวิ่งมาเกาะหลังขาฉัน
“คุณทำให้เธอตกใจค่ะ”
“เดียร์น่า ฮึก นี่แม่ไงลูก มะม๊าของหนูไง”
“....”
ไร้การตอบกลับจากเดียร์น่า เธอยังเกาะขาฉันแน่น เหมือนหวาดหวั่นกับแขกแปลกหน้าที่พยายามจู่โจมเธอ
“ฮือออ แม่เสียใจที่มาช้า แม่อยากดูแลหนู อยากอยู่กับพ่อของหนู แต่คนอื่นมาแทนแม่แล้ว” เธอปิดใบหน้าร้องไห้ กล่าวโทษฉันที่เป็นส่วนเกิน
“ถ้าหมดธุระแล้วรีบกลับเถอะนะคะ ฉันกลัวพี่ติณณ์จะกลับมาเจอว่าฉันให้คุณเข้าบ้านโดยไม่บอกเขา”
“ทั้งหมดนี่เพราะแก…”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับฉัน แววตาเธอเปลี่ยนไปจนน่ากลัว เหมือนสายตาของคนที่มาดร้ายใส่กัน ฉันคิดว่าตัวเองหูฝาด เลยเอ่ยทวนถามกลับไป
“วะ ว่าอะไรนะคะ?!”
“อีสารเลว! อย่ามาตีหน้าซื่อตอแหล ชีวิตฉันพังเพราะแกไง!!”
เสียงหวีดแหลมของเธอทำให้ฉันสะดุ้ง เดียร์น่าร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจ ฉันรีบก้มตัวลงในระดับเดียวกับเธอ กอดเบาๆ เพื่อปลอบ
“ถ้าคุณคิดจะมาพูดเรื่องนี้ เชิญกลับไปเถอะ เพราะทั้งคุณและฉันก็ต่างรู้ดีว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง”
ฉันอุ้มเดียร์น่าขึ้น และพยายามเดินหนี กลับกลายเป็นว่าฉันคิดผิดที่หันหลังให้เพญ่า
พรึ้บ
“อะ กรี้ดดดด”
ตุ้บ
“แงงงง ดะด๊าาาา ฮือออออ”
ฉันหงายหลังจากแรงกระชากเส้นผม ด้วยเพราะอุ้มเดียร์น่าเอาไว้ ทำให้ฉันสู้เธอไม่ได้ ฉันล้มอย่างแรง โดยกอดเดียร์น่าเอาไว้แน่น ใช้ลำตัวบดบังเด็กเล็กเอาไว้ ไม่ให้โดนแรงมือแรงเท้าของเพญ่า
เพี๊ยะ เพี๊ยะ ตุ๊บ
“อีชั่ว อีสารเลว อีหน้าด้าน…”
เสียงแหวดด่าคำหยาบของเพญ่าดังขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกับมือของเธอที่ยังใช้แรงระบายความโกธรแค้น เท้าของเธอกระทืบบนลำตัวบางอย่างไม่กลัวว่าลูกแท้ๆ ของเธอจะโดนลูกหลงหรือไม่
“แอ้ก อึก…”
เสียงระงมลั่นบ้าน ทั้งเสียงแผดด่าของเพญ่า ทั้งเสียงครวญครางร้องหาพ่อของเดียร์น่า และเสียงเนื้อของฉันที่กำลังถูกทุบตีอย่างหนัก น้ำตาไหลด้วยความจุกและเจ็บ
“ยะ หยุด!… ฮึก เพญ่า!”
ฉันพยายามเอ่ยเสียงห้ามเธอ ยกมือขึ้นปัดป้องอย่างสุดแรง แต่คนที่มีเด็กน้อยต้องปกป้องอย่างฉันจะสู้แรงของคนป่าเถื่อนที่กำลังเครียดแค้นอย่างไงไหว
ตุ๊บ เพี๊ยะ
“ฉันจะฆ่าแก อีเขม!! ตายๆ ไปซะที!”
เธอแหวดเสียงแหลมๆ ด่า พลางกระทืบเท้าลงที่กลางหลังฉันอย่างแรงจนตัวทรุดลงทับเดียร์น่า
“ฮึก เดียร์น่า … หนี! หนีขึ้นห้องไป”
ฉันพยามยามเปล่งเสียงบอกเธอ แต่เด็กในอ้อมแขนร้องไห้จนไม่มีสติจะฟังคำใด ฉันฮึบแรงเฮือกสุดท้ายลุกสู้ ผลักตัวเดียร์น่าให้ออกห่างจากลูกหลงนี้ หันหน้าเผชิญ คว้าขาเพญ่ามาจิกจนสุดแรง
“กรี้ดดดด อีเขม มึงกล้าจิกขากูหรอ”
เพี้ยะ!! เพี้ยะ เพี้ยะ
ด้วยกายที่บอบช้ำจากการถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ฝ่ามือที่กระทบใบหน้าซ้ำๆ ทำให้ฉันไม่มีโอกาสหรือแม้แต่เสียงที่จะร้องขอความช่วยเหลือ ฉันปัดป่ายมือไปมั่วเพื่อปกป้องตัวเอง
ปั้ง!!!!