“นายท่านผู้เฒ่า! ตลอดเวลาที่คุณหนูอยู่ในตระกูลไป๋! ต้องทนทรมานได้รับการปฏิบัติอย่างทารุณและโดนเมินเฉย แม้แต่พวกบ่าวรับใช้ก็คอยข่มเหงรังแก คุณหนูไม่อยากให้ท่านต้องเป็กังวลใจ จึงยอมกัดฟันกล้ำกลืนความไม่เป็ธรรมนี้”
“ต่อมาคุณหนูป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่ออยู่แต่บนเตียง ตระกูลไป๋ก็มิได้ใส่ใจส่งหมอมาตรวจดูอาการ ทั้งยังหาว่าคุณหนูแสร้งทำ บ่าว บ่าวอยากจะกรีดเืของตนเองออกมารักษาคุณหนูนัก ภายในใจของบ่าวเต็มไปด้วยความเคียดแค้น!”
“เพื่อที่จะบีบบังคับให้คุณหนูตาย พวกนางถึงกับเสกสรรปั้นเท็จเื่ราวความผิดที่ร้ายแรงมากขึ้นมาใส่หัวคุณหนู หวังให้คุณหนูตายไปทั้งยังโดนผู้คนรุมด่าประณาม นายท่านผู้เฒ่า! บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะ! บ่าวไม่สามารถปกป้องคุณหนูได้ ทั้งหมดเป็ความผิดของบ่าว!”
เถียนหมอมอคุกเข่าลงกับพื้น “ตึง ตึง ตึง” นางโขกศีรษะกับพื้นอย่างรุนแรง เพียงไม่กี่ครั้งทั่วหน้าผากก็ช้ำเป็รอยจ้ำเขียว
กู้หยวนเผยหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโมโห ทุกประโยคที่เถียนหมอมอกล่าวออกมานั้น ทำให้สีหน้าของเขายิ่งเ็าขึ้นกว่าเดิม ขณะที่เถียนหมอมอกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้น เขาก็โกรธจนกายสั่นสะท้าน
นายท่านใหญ่กู้หวาเหล่ยยืนอยู่อีกด้านหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเช่นเดิม แต่ในหัวกำลังพยายามแยกแยะเื่ราวต่างๆ ด้วยเหตุผล
“นี่ไม่ใช่ความผิดของเ้า แรกเริ่มเดิมทีตระกูลไป๋ก็ไม่ยินยอมให้จิงจิงนำบ่าวไพร่ของตนเข้าไปปรนนิบัติรับใช้ พวกข้าก็ควรจะยับยั้งเสียั้แ่ครานั้น แต่เพียงจิงจิงอ้อนวอนบ่อยครั้งเข้า ท่านพ่อก็ใจอ่อนกับนาง ทำให้ไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมาในภายหลังที่เกิดขึ้นเฉกเช่นในวันนี้”
กู้หยวนเผยได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น “แล้วเหตุใดภายหลังเ้าจึงไม่รีบส่งจดหมายกลับมา! ปล่อยให้ล่วงเลยมาถึงสามปี! พวกข้าถูกปิดบังเื่นี้สามปี! นี่ฟังดูมีเหตุผลงั้นรึ!”
เถียนหมอมอคลานอยู่บนพื้นร้องไห้สะอึกสะอื้น “ตระกูลไป๋ใช้ไป๋หลิงเทียนมาข่มขู่คุณหนู เพียงแค่นั้นก็ทำคุณหนูไม่กล้าระบายทุกข์กับทางจวน คุณหนูเกรงว่าตนจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนตระกูลไป๋ ทว่าเมื่อบ่าวคิดจะลอบส่งข่าวกลับมายังตระกูลกู้ คุณหนู คุณหนูกลับขู่ว่าจะทำร้ายตนเอง บอกว่าหากตระกูลกู้รู้เื่นี้เข้า คุณหนูจะฆ่าตัวตายต่อหน้าบ่าวทันที บ่าวเลยไม่กล้าเ้าค่ะ...”
“ช่างเป็เด็กสาวที่โง่เง่าเสียจริง!”
กู้หวาเซวียนได้ยินคำพูดของเถียนหมอมอก็ตื่นใ “ถ้าเช่นนั้น เวลานี้จิงจิงจะไม่เป็อันใดใช่หรือไม่!”
เถียนหมอมอรีบส่ายศีรษะไปมา “นายท่านรองวางใจเถิด เป็เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เวลานี้คุณหนูตาสว่างจากความหลงใหลแล้ว เข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง แต่เดิมก่อนหน้าที่จะหลงงมงาย คุณหนูก็มีหัวใจที่บริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามตระกูลไป๋กลับวางแผนใส่ร้ายหมายเอาชีวิตคุณหนู คุณหนูจึงได้เห็นใบหน้าที่ชั่วร้ายของคนเ่าั้ชัดเจนเ้าค่ะ”
กู้หวาเซวียนทอดถอนใจด้วยความโล่งอก ทว่าคิ้วกลับขมวดมุ่นกว่าก่อน “ท่านพ่อ ตระกูลไป๋ทำเกินไปแล้ว! ข้าควรจะทุบตีพวกมันสักหน่อย!”
“น้องรองอย่าหุนหันพลันแล่น บัญชีนี้ของจิงจิงพวกเราจักต้องตอบแทนเป็แน่ แต่อย่างไรก็ไม่จำเป็ต้องใช้กำลัง ไม่จำเป็ต้องทะเลาะวิวาท ยังมีวิธีอื่นอีกที่จะระบายความแค้นนี้ได้”
เสียงสุขุมเยือกเย็นของนายท่านใหญ่กู้หวาเหล่ยทำให้ความร้อนรนใจของกู้หวาเซวียนสงบลง
ข้างกายของกู้หวาเซวียนเป็นายท่านสามกู้หวาหรานนั่งอยู่ ดูเผินๆ แล้วเขากำลังวางท่าทางสบายอยู่บนเก้าอี้ แต่ทว่านิ้วมือของเขาในตอนนี้กำลังเขี่ยราวจับที่นั่งโดยไม่รู้ตัว ทุกคนในตระกูลกู้ต่างทราบกันดีว่าหากกู้หวาหรานมีท่าทีเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของเขาที่สะสมไว้อยู่นั้นกำลังอยู่ในขั้นอันตราย
“ท่านพ่อ สิ่งสำคัญตอนนี้คือชื่อเสียงของจิงจิง พวกเราไม่สามารถปล่อยให้ตระกูลไป๋มาทำให้หม่นหมองได้ เถียนหมอมอเพิ่งบอกไปว่าตระกูลไป๋้าใส่ความจิงจิง และในวันนั้นพวกเขายังเชิญหยาอี่จากวังจิงจ้าวมาเป็ประจักษ์พยาน แต่กลับบีบบังคับให้จิงจิงต้องลงนามยอมรับผิด ถึงอย่างไรเสีย เื่ของหยาอี่ข้าได้จัดการเรียบร้อยแล้ว คนเ่าั้ทราบดีแล้วว่าควรจะพูดอย่างไร แต่ถ้าไม่...พวกเราคงต้องจัดการเื่นี้อย่างเด็ดขาด”
กู้หวาเซวียนแต่ไหนแต่ไรมาเป็คนชอบความมีดใหญ่ขวานปากกว้าง[1] เพราะมีนิสัยเช่นนี้ เขาจึงเป็บุคคลที่น่าเกรงกลัวในหมู่ขุนนาง
กู้หวาหรานที่นั่งฟังอยู่อีกด้านหนึ่งผงกศีรษะ พึมพำออกมาเบาๆ “ไป๋หลิงเทียนใกล้จะกลับมาแล้วนั้นเป็เื่จริง ว่ากันว่าเขาได้รับความดีความชอบมากในขณะที่อยู่แถบชายแดน รอกลับมายังเมืองหลวงก็จะได้รับการปูนบำเหน็จยศถาบรรดาศักดิ์อีก หากถึงเวลานั้นก็คงเป็การยากที่จะลงมือ ตอนนี้สามารถทำได้ง่ายกว่า ลูกพลับต้องรีบเด็ดตอนที่ยังอ่อน ความยากลำบากทุกข์ทรมานที่จิงจิงได้รับตอนอยู่ในตระกูลไป๋ พวกมันจะต้องชดใช้ทั้งหมด”
“นี่เป็สิ่งที่แน่นอนอยู่แล้ว! วันพรุ่งข้าจะไปยังจวนสกุลไป๋ ตาแก่ตระกูลไป๋นั่นจะไม่รู้เลยได้อย่างไรว่าบุตรสาวข้าอยู่ในบ้านนั้นต้องทนทรมานแค่ไหน หากข้ายังไม่ตายใครก็อย่าได้มารังแกจิงจิง!”
...
ภายในเรือน์บุปผาเริงระบำกู้หวาจิงได้ชำระล้างร่างกายแช่น้ำจนสบายตัว นางเปลี่ยนมาใส่อาภรณ์ยาวสะอาดสะอ้านพอดีตัว ทำให้นางรู้สึกขึ้นมาว่าตนยังมีชีวิตอยู่
ข้างหลังของนางสาวใช้ผู้หนึ่งคอยเช็ดผมให้อย่างนุ่มนวล ชาหอมและขนมรสชาติดีหน้าตาสวยงามวางเตรียมไว้อยู่ข้างกาย สาวใช้อีกหนึ่งคอยนวดขมับให้เบาๆ
นี่เหมือนดั่ง์จริงๆ! เป็ชีวิตในฝันที่นางใฝ่หา!
ในขณะที่นางกำลังผ่อนคลายอยู่นั้น ก็มีสาวใช้เข้ามาแจ้งว่า ฮูหยินใหญ่มา
‘ฮูหยินใหญ่งั้นหรือ นั่นไม่ใช่พี่สะใภ้ของข้าหรือ’
ดูเหมือนกู้หวาจิงจะเคยฟังเถียนหมอมอพูดถึงสะใภ้ใหญ่ผู้นี้อยู่บ้าง เถียนหมอมอเคยเอ่ยถึงไม่กี่ประโยค นางจึงคิดว่า ความสัมพันธ์ของนางกับพี่สะใภ้ใหญ่คงไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันมาก ไม่เช่นนั้นเถียนหมอมอก็คงไม่มองข้ามอย่างเห็นได้ชัดเช่นนั้น
กู้หวาจิงรีบลุกขึ้นจัดอาภรณ์บนร่าง แล้วตามสาวใช้ออกไปยังโถงด้านนอก ตรงกลางโถงมีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] อุปมาว่า เด็ดขาด เฉียบขาด