สายเืแท้
ในที่สุดการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นรถม้าวิ่งออกไปอย่างช้าๆ ผ่านเส้นทางที่ปูด้วยหินแข็งที่ทอดยาวออกไปยังทางเข้าออกของตระกูลอันดูวเดธ
ตลอดเส้นทางที่รถม้าวิ่งผ่านกัสมองเห็นสายตาของเหล่าญาติพี่น้องที่คุ้นหน้ามากมายหลายคนโบกมือลาเขาเมื่อรถม้าวิ่งผ่านไป บ้างก็มองดูด้วยสายตาที่เห็นอกเห็นใจ
แต่ก็มีบางคนที่มองมาด้วยความรู้สึกชิงชังและสมเพชซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็กลุ่มคนที่สนิทสนมกับบลูไซต์เป็พิเศษจึงไม่พอใจและชิงชังรังเกียจกัสที่เป็คนฆ่าบลูไซต์
สายตาของคนกลุ่มนี้ทำให้กัสนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกผิด
‘ข้าจะชดใช้ให้เ้ายังไงดีบลูไซต์ข้าติดค้างเ้ามากเหลือเกิน’
ภายในใจของกัสเขานึกไปถึงบันทึกโลกิญญาในแหวนมิติเฉพาะซึ่งสวมอยู่ที่นิ้วชี้ของเขา
หลังจากมองไปนานหลายนาทีในที่สุดรถม้าก็วิ่งออกมาจนพ้นพื้นที่อยู่อาศัยและผ่านไปตามพื้นที่การเกษตรที่ทำให้กัสได้แต่มองดูด้วยความรู้สึกโหยหา
ความทรงจำที่พร่ามัวในอดีตค่อยๆปรากฏขึ้นมาทีละน้อย ่เวลาในวัยเด็กที่เกือบจะลืมไปแล้วย้อนคืนกลับมาอย่างช้าๆ
ภาพของตัวเขาบลูไซต์และน้องสาวทั้งหลายกำลังวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งนา รอยยิ้มของเด็กสาวตัวน้อยที่ไล่ตามบลูไซต์ราวกับเงาและภาพในความทรงจำยามที่พวกเขากินขนมด้วยกันท่ามกลางทุ่งนาที่กว้างใหญ่
ความหลังที่แทบจะลืมไปแล้วนี่ทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาจางๆแล้วตัดสินใจปิดม่านลง
“ท่านพี่กัส..”
น้องสาวทั้งสองส่งเสียงเรียกด้วยความเป็ห่วงซึ่งกัสเองก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มและลูบหัวของเด็กสาวเบาๆ เป็การปลอบโยน
“ไม่เป็ไรข้าแค่คิดถึงสมัยก่อน..คิดถึงตอนที่พวกเราได้วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งนาชีวิตแบบนั้นช่างน่าโหยหานัก”
ดวงตาของเด็กสาวทั้งสองเริ่มมีน้ำตาคลอ ความทรงจำในอดีตนั้นเด็กสาวทั้งสองเองก็จำได้ดีและอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างเห็นด้วยต่อความทรงจำในวัยเด็กที่แสนจะไร้เดียงสา
่เวลานั้นไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆไม่มีภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ วันๆเอาแต่วิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะอย่างสดใสและกินขนมที่แสนอร่อย
บ้างวันเล่นมากไปกลับมาบ้านก็โดนแม่ทำโทษถึงจะเจ็บตัวบ้างแต่ก็มีความสุขเสียยิ่งกว่าอะไร
“พวกเรา..ถ้าพวกเราไปถึงที่ดันเจี้ยนแล้วพวกเรามาสร้างทุ่งนาของพวกเรากันเถอะค่ะท่านพี่!!”
กัสยิ้มกว้างออกมาทันทีจากนั้นตอบรับกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สดใสและมุ่งมั่น
“แน่นอน!! แต่ข้าจะไม่สร้างแค่ทุ่งน่าเท่านั้นต้องมีสวนผลไม้ด้วย มีคอกสัตว์ด้วย..พวกเราจะต้องไม่หิวโหยและได้กินอิ่มในทุกๆ วัน!!”
ความมุ่งมั่นนี้สุดที่เด็กสาวทั้งสองจะเข้าใจได้พวกเธอไม่รู้เลยสักนิดว่าคำพูดประโยคนี้ของกัสไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความสนุกแต่เป็ความปรารถนาที่จะแก้ไขความผิดพลาดในชีวิตก่อน
เขามีเวลา5 ปีก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น ่เวลาของความอดอยากที่ทำให้น้องๆของเขาต้องตายจากไปในวันนั้นเขายังจำมันได้เป็อย่างดีและตอนนี้เขาจะไม่มีวันปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีกต่อไป
รถม้าค่อยๆเพิ่มความเร็วขึ้นทีละน้อยหลังจากวิ่งพ้นอาณาเขตของตระกูลถนนที่ทำจากหินทอดยาวออกไปเป็เส้นตรงทำให้รถม้าสามารถเร่งความเร็วได้มากขึ้นกว่าเดิมมาก
ครึ่งวันต่อจากนั้นรถม้าก็วิ่งมาถึงท่าเรือที่ตั้งอยู่ข้างแม่น้ำซึ่งเป็จุดหมายปลายทางของพวกเขาในการโดยสารรถม้าของตระกูล
“ท่านกัส..พวกเรามาถึงท่าเรือแล้วครับ”
กัสและน้องสาวเปิดม่านของรถม้าและพากันลงมาในทันทีทั้งสามหันไปกล่าวคำขอบคุณนักรบที่มาส่งครั้งหนึ่งจากนั้นก็พากันเดินเข้าไปยังท่าเรือในทันที
จากส่วนลึกของดินแดนแห่งหุบเขาซึ่งเป็สถานที่ซ่อนตัวของตระกูลอันดูวเดธก็มาถึงท่าเรือของตระกูล กัสและน้องสาวต้องนั่งเรือต่อไปอีกราว 1 เดือนเศษๆก็จะไปถึงอาณาเขตของอาณาจักรเทพธิดา
ต่อจากนั้นพวกเขาก็ต้องโดยสารรถไฟศิลาอีก12ชั่วโมงก่อนจะไปถึงสถานีปลายทางที่เชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงที่จะส่งพวกเขาไปยังดันเจี้ยนที่เป็เป้าหมาย
สำหรับกัสที่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนแล้วเขาย่อมไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าใดนักต่างกับน้องสาวทั้งสองที่ไม่เคยออกจากบ้านมาก่อนจึงมีท่าทีที่ตื่นเต้นเป็พิเศษ
“ไปกันเถอะ..พวกเรายังต้องไปรับคนที่ท่านพ่อซื้อตัวให้อีก”
“ค่ะ! ท่านพี่กัส”
สองสาวตอบรับพร้อมกันด้วยท่าทีที่ร่าเริงสดใส ความตื่นเต้นจากการได้ออกเดินทางนั้นทำให้สองสาวลืมความกังวลที่มีต่อการเดินทางไปจนหมดสิ้นทำให้กัสยิ้มออกมาด้วยความยินดี
ท่าเรือของตระกูลอันดูวเดธนั้นเป็ท่าเรือส่วนตัวของตระกูลซึ่งอยู่สุดเส้นทางน้ำทำให้คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้จึงไม่มีสิ่งก่อสร้างที่ไม่จำเป็อยู่เลย
ภายในพื้นที่ของท่าเรือมีเพียงอาคารหลักที่ใช้เป็คลังเก็บสินค้าของตระกูลและบ้านพักคนงานตั้งอยู่โดยรอบอย่างเป็ระเบียบเพียงเท่านั้น
ในขณะที่กัสและน้องสาวมาถึงนั้นก็พอดีกับ่เวลาที่เรือมาเทียบท่าพอดีทำให้กัสได้เห็นภาพของคนงานประจำท่าเรือที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือ
ท่ามกลางคนงานที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำที่กำลังทำงานอยู่ในท่าเรือนั้นเด็กสาวทั้งสามที่รอคอยกัสอยู่นั้นจึงโดดเด่นเป็พิเศษจนมองเห็นได้ในทันที
กัสและน้องสาวเองก็โดดเด่นไม่แพ้กันโดยเฉพาะกัสที่มีส่วนสูงและความอ้วนที่ผิดปกติซึ่งโดดเด่นเป็อย่างมากในตระกูลจึงไม่แปลกที่เด็กสาวทั้งสามจะเห็นเขาและน้องได้ในทันทีเช่นกัน
“ท่านกัส!!”
“ขอโทษที่ทำให้รอนานนะ เรือพร้อมหรือยัง พวกเราจะออกเดินทางได้เมื่อไหร่”
“อีก 12 นาทีโดยประมาณค่ะท่านกัส ตอนนี้พวกเราสามารถขึ้นเรือได้แล้วค่ะ”
กัสพยักหน้ารับพลางยิ้มน้อยๆให้กับเด็กสาวทั้งสามด้วยความรู้สึกคิดถึงเล็กๆ จากนั้นจึงเดินขึ้นเรือไปโดยไม่พูดอะไรต่างกับน้องสาวทั้งสองของเขาที่มีท่าทีตื่นเต้นเป็พิเศษเพราะพวกเธอไม่เคยเจอเด็กสาวที่หน้าตาเหมือนกันราวกับตุ๊กตาแบบนี้มาก่อน
ขนาดเผ่าหนูที่ว่ากันว่ามีลูกมากและหน้าตาคล้ายๆกันมากแล้วก็ยังเทียบไม่ได้เลยกับเด็กสาวทั้งสามที่มีหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดราวกับฝาแฝด
“สุดยอดเลยค่ะ! หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเลยแล้วพวกเราจะแยกยังไงละคะว่าใครเป็ใคร”
“นั่นสิพี่กัส พวกเราจะเรียกพวกเธอว่ายังไงดีละคะ”
กัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางคิดในใจก่อนจะหันไปทางเด็กสาวทั้งสามแล้วถามชื่อของพวกเธอเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
“พวกเ้ามีชื่อไหม..”
“พวกเราไม่มีชื่อค่ะท่านกัส พวกเรามีเพียงรหัสแทนตัวหากท่าน้าทราบแล้วละก็ ข้าคือ บี7153 เด็กคนนี้คือ บี7154 และ บี7155 ค่ะ”
เมื่อได้เห็นการแนะนำตัวของเด็กสาวทั้งสามน้องสาวทั้งสองของกัสก็อ้าปากค้างไป
“ตัวเลข..เยอะไปแล้วค่ะ พวกเรายังแค่หลักสิบเอง”
ส่วนที่ทำให้น้องสาวของกัสใไม่ใช่การแนะนำตัวเป็รหัสและตัวเลขเนื่องจากพวกเธอเองก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน
สำหรับเผ่าอสูรที่มีธรรมเนียมมอบชื่อให้ตอนอายุ15 แล้วนั้นเผ่าหนูที่มีลูกมากเป็พิเศษย่อมมีวิธีการตั้งชื่อด้วยตัวเลขด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างเช่นน้องสาวทั้งสองที่ติดตามกัสมาในตอนนี้คนโตคือ69 ส่วนคนเล็กคือ 70 ทั้งสองคนยังอายุไม่ถึง 15 จึงไม่มีชื่อ
ต่างกับกัสที่มีชื่อทั้งที่ยังอายุไม่ถึง15 ก็เพราะว่าเขามีพรศักดิ์สิทธิ์จึงได้รับชื่อจากตระกูลมาเป็กรณีพิเศษ
หลังจากแนะนำตัวกันเล็กน้อยจนรู้จักกันในระดับหนึ่งแล้วทั้งหกก็เดินขึ้นเรือและได้พบกับกัปตันเรือที่ออกมาต้อนรับอย่างสุภาพ
ท่าทีที่สุภาพของกัปตันนั้นไม่ใช่เื่แปลกอะไรเพราะต่อให้กัสมีความผิดและกำลังถูกส่งตัวไปรับโทษแต่เขาก็ยังเป็ทายาทบุรุษที่มีพรศักดิ์สิทธิ์ฐานะในตระกูลของเขาจึงสูงมากทำให้ข้ารับใช้ของตระกูลอันดูวเดธไม่กล้าที่จะเสียมารยาทต่อเขาอยู่แล้ว
ด้วยฐานะของกัสหากไม่มีความผิดแล้วละก็เพียงยื่นคำขอไปยังตระกูลเขาก็สามารถใช้วงแหวนเวทเคลื่อนย้ายมิติเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้ในทันทีเลยด้วยซ้ำไม่จำเป็ต้องมาใช้วิธีเดินทางตามปกติเช่นนี้
แม้จะไม่ได้รับความสะดวกสบายอย่างที่ควรจะได้รับตามฐานะแต่การเดินทางของกัสก็ยังสะดวกสบายที่สุดเทียบได้กับชนชั้นสูงของอาณาจักรเลยก็ว่าได้
ไม่ว่าจะเป็ห้องส่วนตัวตลอดการเดินทางอาหารสุดหรูที่ฟรีทั้งหมด ไปจนถึงการบริการจากข้ารับใช้ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีซึ่งเป็ไปตามมาตรฐานการบริการที่มีต่อทายาทของตระกูลอันดูวเดธ
แต่ถึงจะได้รับการบริการอย่างดีทว่ากัสจะไม่ได้รับสิ่งใดเป็พิเศษนอกเหนือจากการบริการพื้นฐานเหล่านี้เลยแม้แต่อย่างเดียว
เขาไม่มีสิทธิ์ร้องขอสิ่งใดเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้และไม่อาจเรียกร้องการบริการพิเศษเฉพาะใดๆได้
ตลอด1 เดือนเศษของการเดินทาง เวลาส่วนใหญ่ของกัสนั้นถูกใช้ไปกับการศึกษาหาความรู้จากบันทึกโลกิญญาเป็ส่วนใหญ่น้อยครั้งนักที่เขาจะออกไปเดินเล่นรับลมเป็เพื่อนน้องๆเนื่องจากตัวเขามีประสบการณ์ในการเดินทางมาก่อนแล้วจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นต่อสิ่งแปลกใหม่อะไร
ในสายตากัสทั้งหมดนี้คือภาพในอดีตที่เขาผ่านมาแล้วทั้งหมดถึงมันจะยังน่าตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าอะไรที่สำคัญสำหรับเขาในตอนนี้
ศาสตร์ของการเพาะปลูกนั้นลึกซึ้งกว่าที่เขาเคยคิดเอาไว้มันไม่ใช่การขุดหลุมและใส่เมล็ดลงไปเพียงอย่างเดียว แต่มันมีความสัมพันธ์ต่างๆระหว่างดิน น้ำและสภาพแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง
ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่กัสก็ยิ่งมองเห็นความผิดพลาดในชีวิตก่อนของเขามากขึ้นเท่านั้น
รายละเอียดในบันทึกนั้นไม่ได้ลงลึกมากนักแต่ก็ครบถ้วนสมบูรณ์และช่วยเติมเต็มความไม่รู้ของเขาได้เป็อย่างดี
โดยเฉพาะตัวกัสที่มีประสบการณ์ทดลองมาก่อนจากชีวิตที่แล้วยิ่งทำให้เขาทำความเข้าใจกับความรู้ในบันทึกโลกิญญาได้มากขึ้นไปอีก
ความสามารถในการเรียนรู้ของกัสไม่ได้สูงเท่าไหร่นักระดับความสามารถของเขาอยู่ในระดับกลางๆทำให้เขาต้องใช้เวลานานพอสมควรในการจดจำความรู้ต่างๆ
ยังดีที่เขามีประสบการณ์ปฏิบัติจริงมาก่อนเขาเลยทำความเข้าใจมันได้เร็วกว่าปกติมาก
1 เดือนเศษเพียงพอที่จะเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่ไม่มีความรู้มากมายอะไรจนกลายเป็ผู้มีประสบการณ์ได้ไม่ยากในเมื่อเขานั้นมีพื้นฐานจากการทำงานจริงมาก่อนแล้ว
ไม่นานนัก1 เดือนเศษก็ผ่านพ้นไป กัสเดินทางมาถึงอาณาจักรเทพธิดาในที่สุดเขากับเด็กสาวทั้งห้าพักอยู่ในโรงแรม 1 วันจากนั้นก็เดินทางต่อด้วยรถไฟศิลาที่มีความเร็วสูง
ระยะทางจากสถานีต้นทางไปยังสถานีรถไฟความเร็วสูงนั้นใช้เวลาเดินทางเพียง12 ชั่วโมงเท่านั้น พอไปถึงสถานีปลายทางกัสและเด็กสาวทั้งห้าก็แค่เดินข้ามสถานีเป็ระยะทางเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็สามารถขึ้นรถไฟความเร็วสูงได้ทันที
กำหนดการเดินทางของกัสถูกกำหนดมาั้แ่แรกแล้วทันทีที่เขาเดินทางมาถึงตามกำหนด กัสก็ได้ห้องส่วนตัวระดับพิเศษที่ท้ายขบวนในทันที
ห้องโดยสารที่กัสได้รับนั้นเป็ห้องโดยสารเฉพาะของตระกูลอันดูวเดธเป็ห้องโดยสารที่อยู่ท้ายขบวนซึ่งไม่มีใครสามารถเข้ามารบกวนเขาได้ทำให้การเดินทางของเขาสุขสบายเป็ที่สุดเนื่องจากขบวนรถไฟขบวนนี้ไม่มีคนจากตระกูลอันดูวเดธคนใดอยู่เลยนอกจากเขา
แต่หลังจากเดินทางไปได้1 สถานีขบวนรถไฟก็ถูกเพิ่มขบวนเสริมแบบพิเศษขึ้นที่ท้ายขบวนซึ่งทำให้กัสตื่นตระหนกเป็อย่างมาก
การต่อขบวนพิเศษเพิ่มเข้ามาได้เช่นนี้หมายความว่าฐานะของคนที่เดินทางร่วมกับเขานั้นพิเศษมากจริงๆถึงขนาดที่ทำให้ทางสถานีต้องเพิ่มห้องโดยสารพิเศษส่วนตัวสำหรับญาติผู้นี้โดยเฉพาะ
กัสไม่มั่นใจนักว่าเพื่อนร่วมทางคนใหม่ของเขาคือใครสิ่งเดียวที่เขาคิดมีเพียงการแสดงความเคารพในฐานะของผู้เยาว์เพียงเท่านั้นเพราะคนในรุ่นเดียวกับเขาไม่มีใครที่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้ต่อให้เป็คนรุ่นเดียวกับพ่อของเขาก็ทำไม่ได้และคงไม่มีใครทำ
แต่ทันทีที่กัสได้เห็นหน้าของญาติที่ปรากฏตัวขึ้นบนทางเชื่อมของขบวนพิเศษนั้นดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้น
สิ่งแรกที่เขามองเห็นคือดวงตาสีม่วงที่งดงามราวกับอัญมณีอันล้ำค่าและผ้าปิดหน้าที่ปิดบังใบหน้าบริเวณใต้ดวงตาลงไปจนหมดรวมกับชุดคลุมที่ปกปิดอย่างมิดชิด แต่กลับเผยให้เห็นรูปร่างที่อวบอิ่มของสตรี
พริบตานั้นหัวใจของกัสถึงกับสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนกสีสันของดวงตานั้นทำให้เขาคิดได้เพียงอย่างเดียวนั่นคือการแสดงความเคารพให้ดีที่สุดและต้องไม่มีอะไรผิดพลาด
ดวงตาสีม่วงและตระกูลอันดูวเดธนี่คือสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของสายเืแท้ของตระกูลอันดูวเดธ
ฐานะของผู้ดวงตาสีม่วงนั้นต่างกับตัวเขาราวฟ้ากับเหวหากบอกว่าเขามีฐานะเทียบเท่ากับชนชั้นสูงในโลกภายนอกแล้วละก็ผู้ที่มีดวงตาสีม่วงซึ่งสืบทอดสายเืที่แท้จริงของตระกูลอันดูวเดธก็สมควรที่จะอยู่ในฐานะของเชื้อพระวงศ์
“กัสโทนี่ย่า เลโอลอว์ ดิ อันดูวเดธ ขอทักทายท่านหญิงขอรับ!”
การแสดงออกที่เคร่งเครียดจริงจังของกัสนั้นทำให้เด็กสาวทั้งห้าตระหนักถึงฐานะที่แท้จริงของหญิงสาวเบื้องหน้าในทันทีเด็กสาวทั้งห้าคนถึงกับตัวสั่นและรีบคุกเข่าลงพลางเอ่ยปากแสดงความเคารพสูงสุดออกมาในทันที
ปฏิกิริยาตอบสนองของกัสและเด็กสาวนั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจอะไรเธอเพียงหัวเราะเบาๆและพยักหน้าให้กัสและเด็กสาวทั้งห้าครั้งหนึ่งก็หมุนตัวกลับไปยังห้องโดยสารของเฮ
เมื่อหญิงสาวดวงตาม่วงจากไปกัสก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจก่อนจะนั่งลงการพบเจอกับสายเืแท้เช่นนี้ทำให้กัสตกตะลึงเป็อย่างมากทั้งที่เขามีประสบการณ์จากชีวิตก่อนมามากแล้วเขาก็ยังรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัวเป็ที่สุด
หากกัสยังเป็แบบนี้ก็คงไม่ต้องพูดถึงเด็กสาวทั้งห้าที่มีสถานะต่ำต้อยอย่างถึงที่สุดที่แม้กระทั่งหญิงสาวดวงตาม่วงกลับไปพวกเธอก็ยังเข่าอ่อนลุกไม่ขึ้นอยู่นานสองนานเลยทีเดียว
ตัวกัสยังดีที่มีประสบการณ์มากถึงจะใเอามากๆ แต่ก็ฟื้นตัวได้เร็วเป็พิเศษ
ทว่าหลังจากเขาสงบใจได้กัสก็ต้องขมวดคิ้วพลางทบทวนความทรงจำของเขาใหม่อีกครั้ง
‘ครั้งก่อนไม่มีอะไรแบบนี้นี่นา..ทำไมกันนะ’
ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ในความทรงจำที่เลือนรางของเขาเขาจำได้ว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนเขาอาจจะหลงลืมบางสิ่งบางอย่างไปมาก แต่กัสมั่นใจว่าเขาไม่มีทางลืมดวงตาสีม่วงที่งดงามคู่นั้นได้
‘อนาคต..เปลี่ยนไปแล้วงั้นหรือ’
สีหน้าของกัสเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดในทันทีถึงจะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ตามนิสัย แต่มันก็ยังแสดงออกมาอย่างเด่นชัดจนทำให้เด็กสาวทั้งห้าตื่นตระหนกตามไปด้วย
ในขณะที่กัสกำลังคิดอย่างเคร่งเครียดอยู่นั้นเขาก็รู้สึกว่าบรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปโดยเฉพาะกลิ่นของความหวาดกลัวที่แผ่ขยายออกมาจากเด็กสาวทั้งห้าที่ทำให้กัสรู้สึกตัว
“ไม่เป็ไร..ไม่ต้องกลัวไปพวกเราไม่ได้ทำอะไรที่เสียมารยาทต่อท่านหญิงไม่ต้องห่วง”
หลังจากปลอบใจอยู่นานสองนานเด็กสาวทั้งห้าก็ผ่อนคลายลงกัสเองก็ปลอบตัวเองและพยายามสลัดความสงสัยของเขาทิ้งไปเพื่อวางแผนใหม่อีกครั้ง
‘เราจะหวังพึ่งเพียงความทรงจำอย่างเดียวไม่ได้แล้ว..เราต้องใช้ประสบการณ์ในชีวิตก่อนมาพัฒนาตัวเอง!มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่ไว้ใจได้!!’
เมื่อกำหนดเป้าหมายได้กัสก็เริ่มวางแผนต่อทันทีเขาเรียกบันทึกโลกิญญาออกมาและเริ่มเรียบเรียงความทรงจำของตัวเองอย่างตั้งใจเพื่อลำดับเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นในชีวิตที่แล้วของเขา
‘เหตุการณ์สำคัญอีก 5ปีต่อจากนั้นสมควรที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะงั้นเราต้องยึดสิ่งนี้ไว้เป็สำคัญ’
กัสเริ่มจดบันทึกอย่างตั้งใจ แผนการทั้งหมดของเขา กำหนดการที่วางเอาไว้รวมไปถึงสัญญาณเริ่มต้นของหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีต่อจากนี้
ในขณะเดียวกันนั้นหญิงสาวดวงตาม่วงก็เริ่มมีปฏิกิริยาแปลกๆเกิดขึ้นเมื่อกัสเริ่มบันทึกข้อความลงในบันทึกโลกิญญา
ดวงตาสีม่วงที่แสนงดงามนั้นอยู่ๆก็เบิกกว้างขึ้นคล้ายกับได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น
‘เด็กคนนั้น..ทำนายอนาคตได้อย่างงั้นหรือ’
หญิงสาวครุ่นคิดในใจถึงบางสิ่งบางอย่างที่เธอเห็นในขณะที่ดวงตาสีม่วงค่อยๆ เรืองแสงสีชมพูออกมาอย่างช้าๆจนกลายเป็สีม่วงอมชมพูที่สวยสดงดงาม
สีสันของดวงตานี้หากเปิดเผยให้คนในตระกูลอันดูวเดธเห็นแล้วละก็เชื่อได้ว่าทุกคนที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในตระกูลอันดูวเดธต้องตื่นตระหนกเป็อย่างมาก
เพราะสีม่วงอมชมพูนี้คือสัญลักษณ์ของสายเืบริสุทธิ์ของตระกูลอันดูวเดธ
“น่าสนใจ..ดูเหมือนว่าข้าจะมีอะไรให้เฝ้าดูอีกแล้วขอข้าดูหน่อยเถอะเด็กน้อย ว่าเ้านั้นสามารถทำนายอนาคตได้จริงหรือไม่หรือเป็เพียงแผนการเลื่อนลอยที่ไร้ความหมาย”
รอยยิ้มที่ลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวก่อนที่เธอจะหายตัวไปราวกับธาตุอากาศหายไปโดยที่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของเธอแม้แต่น้อย
ในขณะนั้นกัสก็ยังไม่รู้ว่าตัวเขาเพิ่งเปิดเผยความลับที่เขาตั้งใจเก็บรักษาเอาไว้มากที่สุดออกไปผ่านบันทึกโลกิญญาที่สมควรที่จะปลอดภัยที่สุด