ตอนที่ 8 — แผนลับแลกความไว้วางใจ
ยามลืมตาขึ้น มือขวาของณิชารินทร์ยังวางอยู่บนพื้นที่ว่างข้างหมอน
ผ้าปูที่นอนฝั่งนั้นเย็นเยียบ คิรินทร์คงลุกออกไปนานพอสมควรแล้ว เหลือเพียงรอยยับย่นจาง ๆ กับแก้วน้ำซึ่งถูกเติมจนเต็มปริ่มวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ความทรงจำย้อนหลังเมื่อคืนส่งผลให้ปลายนิ้วบางรีบหดกลับเข้าใต้ผ้าห่มผืนหนา แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทอแสงลงบนผิวแก้ม รอยชื้นตรงหางตาแห้งตึงจนรู้สึกตึงผิวทุกครั้งที่กะพริบตา
ชายหนุ่มได้ยินคำว่า ‘พ่อ’ หรือเปล่า
คำถามนั้นตรึงร่างบางไว้กับฟูกนอนนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความเมื่อยล้าตามต้นขาและสะโพกกลมกลึงจะสะกิดเตือนว่าร่างกายไม่ยอมให้แกล้งลืมบทรักอันดิบเถื่อนและเอาแต่ใจของพญาัเมื่อคืนนี้ได้ง่ายนัก
ณิชารินทร์ขยับเท้าลงััพื้นห้องที่เย็นเฉียบช้ากว่าปกติ มือเรียวรวบเศษผ้าไหมของชุดสำรองที่ขาดวิ่นและเปื้อนรอยยับย่นอยู่ข้างเตียงขึ้นมา พยายามข่มความปั่นป่วนในอกขณะจัดเก็บมันลงกล่องกระดาษ ส่วนชุดแต่งงานสีขาวนวลของมารดาได้รับการปรนนิบัติอย่างประณีต แขวนตระหง่านอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าไม้ราคาแพง กระดุมมุกเม็ดเล็กระยิบระยับสะท้อนแสงแดดยามเช้าครบทุกตำแหน่ง ชายกระโปรงยาวพ้นพื้นสะอาดสะอ้าน มีผ้าโปร่งเนื้อละเอียดคลุมกันฝุ่นครอบไว้อย่างใส่ใจ
สายตาของหญิงสาวค้างอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ตั้งใจไว้
เมื่อคืนคิรินทร์บอกว่าตนเองไม่ได้ลงโทษคนตาย ประโยคนั้นย้อนกลับมาพร้อมความตีบแน่นในลำคอ เมื่อเห็นชุดของแม่ได้รับการดูแลดีกว่าเ้าของชุดซึ่งไม่มีวันกลับมาสวมมันอีก
ใบหน้าหวานหันหนีจากตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนน้ำตาอุ่นร้อนจะมีโอกาสทำลายเช้าวันใหม่
สายน้ำอุ่นจากฝักบัวชะล้างความเมื่อยขบและคราบรอยรักสีหวานให้จางลง ก่อนที่เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีมแขนยาวกับกางเกงสแลกสีเข้มจะช่วยคืนภาพลักษณ์ของคุณหนูผู้ควบคุมตัวเองได้เป็อย่างดี ปกเสื้อสูงพอจะช่วยปิดซ่อนรอยตีตราสีกุหลาบเข้มบนลำคอระหงได้อย่างมิดชิดโดยไม่ดูผิดสังเกต ผมยาวสลวยสีดำสนิทถูกรวบต่ำไว้อย่างเรียบร้อย มีเพียงจังหวะการเดินที่ช้าและเกร็งเล็กน้อยเท่านั้นที่อาจเปิดเผยว่าคืนวิวาห์คืนแรกไม่ได้ผ่านไปง่ายดายอย่างที่สีหน้าสงบนิ่งพยายามแสดงออก
ประตูห้องนอนเปิดออกสู่กลิ่นอายอันกรุ่นหอมของกาแฟคั่วใหม่
คิรินทร์นั่งอยู่หัวโต๊ะอาหารยาวหินอ่อนในเสื้อเชิ้ตสีดำที่พับแขนขึ้นลวก ๆ ถึงข้อศอก เผยให้เห็นกล้ามแขนแกร่งและเส้นเืปูดนูนสีเข้ม แท็บเล็ตโลหะวางคู่กับถ้วยกาแฟเซรามิกสีดำส่งควันกรุ่น เอกสารสำคัญสามชุดจัดเรียงเป็ระเบียบขนานกับขอบโต๊ะจนแทบเป็เส้นตรงแนวเดียวกัน เสียงประตูที่เปิดออกส่งผลให้ดวงตาคมปลาบเหนือขอบถ้วยกาแฟยกขึ้นจับจ้องทันที
สายตาคู่นั้นกวาดผ่านใบหน้าเนียน ลงไปหยุดตรงจังหวะเดินที่ขัดเขินเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเลื่อนกลับขึ้นมาโดยไม่คิดเอ่ยถามคำถามใด
“นั่ง”
เก้าอี้ฝั่งขวามือของชายหนุ่มถูกเลื่อนออกเตรียมไว้ล่วงหน้า บนเบาะหนังสีเข้มมีหมอนรองนั่งแผ่นบางเนื้อนุ่มสีเทาอ่อนวางซ้อนไว้ ซึ่งมันไม่เคยมีอยู่ในการตกแต่งอันแข็งกระด้างของเพนท์เฮาส์แห่งนี้มาก่อน
สายตาของณิชารินทร์หยุดอยู่ที่หมอนรองครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนไปสบตากับเ้าของโต๊ะ
“แม่บ้านคงใส่ใจแขกมากนะคะ”
“เพนท์เฮาส์ฉันไม่มีแขก” มาเฟียหนุ่มยกถ้วยกาแฟขึ้น “มีแต่คนที่ดื้อดึงจนเดินไม่ไหวแล้วยังแสร้งทำเป็ปกติ”
ความร้อนแล่นพล่านขึ้นข้างแก้มหวาน แต่ร่างบางยังดึงเก้าอี้อีกตัวออกนั่งลงโดยไม่ยอมแตะต้องหมอนรองใบนั้น “ณิชายังเดินไหวค่ะ”
มือซึ่งกำลังยกถ้วยหยุดกลางทาง
คำว่า ‘ณิชา’ เพิ่งหลุดออกมาต่อหน้าแสงเช้า ไม่ใช่ในความมืดซึ่งซ่อนสีหน้าได้
คิรินทร์วางถ้วยกลับลงบนจานรองช้า ๆ “เมื่อกี้เรียกตัวเองว่าอะไร”
“คุณได้ยินแล้วนี่คะ”
“อยากได้ยินอีก”
ณิชารินทร์หยิบขนมปังหนึ่งแผ่นขึ้นมาแทนคำตอบ ริมฝีปากของคนตรงข้ามขยับเหมือนกำลังกลั้นยิ้ม
“เมื่อคืนยังเรียกได้ดังกว่านี้”
ขนมปังอบเนยร้อน ๆ ในมือเรียวเกือบจะหักเป็สองซีกด้วยแรงบีบสะกดอารมณ์
“พี่คีย์คะ” น้ำเสียงลดต่ำลงเป็คำเตือน “ถ้ายังพูดจาแบบนี้ต่อ ณิชาจะกลับไปกินในห้องนอน”
คราวนี้รอยยิ้มมุมปากหยักลึกปรากฏชัดเจน ก่อนจะถูกเก็บกลับอย่างรวดเร็ว
“กินให้หมดก่อน แล้วค่อยขู่ฉัน”
แม้ถ้อยคำยังเป็คำสั่ง แต่จานอาหารตรงหน้ามีเพียงไข่คน ขนมปังนุ่ม และผลไม้ ไม่มีชาเข้มหรืออาหารซึ่งต้องออกแรงตัดมากนัก เป็ความบังเอิญหรือคำสั่งของเ้าของบ้านก็สุดจะรู้ และคำถามนั้นถูกปล่อยให้จมหายไปกับกลิ่นกาแฟ
กล่องกำมะหยี่สีดำขลิบทองขนาดเล็กหรูหราวางอยู่ตรงตำแหน่งมุมขวาของจานอาหาร ปลายนิ้วเรียวแตะผิวััอันนุ่มมือของฝากล่องแ่เบาโดยยังไม่ยอมเปิดออกดู
“ของใครคะ”
“ของเธอ”
ภายในบุด้วยผ้าไหมสีขาวไข่มุก รองรับกำไลเพชรเส้นเรียบหรู ตัวเรือนทำจากแพลทินัมขัดเงาวาววับ ขนาดกะทัดรัดพอดีข้อมือ ลวดลายปีกหงส์สยายสลักอยู่ตรงกลางถูกลดทอนเส้นสายจนเหลือเพียงเส้นโค้งเรียวบางสองเส้นพาดไขว้กันอย่างมีชั้นเชิง หากไม่เพ่งพินิจอย่างละเอียดคงมองเห็นเป็เพียงลายเรขาคณิตทั่วไป
“ของขวัญแต่งงาน?”
“เครื่องประดับสำหรับภรรยาประธานอัศวภาคินกรุ๊ป” เขาตอบโดยไม่ละสายตาขึ้นจากเอกสารสัญญา “ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่ยอมให้เธอออกงานด้วยข้อมือที่ว่างเปล่า”
“แปลว่าไม่ใช่ของขวัญ”
“ถ้าฉันบอกว่าใช่ เธอจะรับง่ายขึ้นหรือไง”
มือเรียวพลิกโลหะเย็นเฉียบให้ด้านในเอียงรับแสงจากภายนอกเพื่อตรวจตรา โครงสร้างบริเวณตัวล็อกซ่อนช่องว่างขนาดบางเฉียบกว่าปลายเล็บไว้ใต้แผ่นสลักอักษรชื่อตระกูลอัศวภาคิน งานออกแบบนี้ละเอียดมากพอให้คนทั่วไปมองข้ามผ่านไปได้โดยง่าย แต่สำหรับคนที่เคยช่วยบิดาประกอบอุปกรณ์รับสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมาั้แ่เด็ก ช่องว่างเล็ก ๆ ตรงนั้นย่อมมีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าเพชรน้ำงามทั้งเส้น
“ใครเลือกคะ”
“ฉัน”
คำตอบมารวดเร็วจนดวงตาคู่สวยจำต้องละสายตาจากประกายระยิบระยับของเพชรเม็ดงาม
คิรินทร์ยังคงพลิกอ่านเอกสารในแฟ้มเหมือนไม่ได้เอ่ยคำใดที่มีความหมายสำคัญ หากแต่ปลายนิ้วชี้ของชายหนุ่มซึ่งแตะอยู่บนขอบกระดาษสีขาวกลับนิ่งสนิทอยู่หลายวินาที
ณิชารินทร์เปิดยิ้มบางแล้วปิดฝากล่องลงเบา ๆ “ขอบคุณค่ะ”
เสียงสัญญาณเตือนของลิฟต์ส่วนตัวดังขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เอ่ยตอบ
พายุเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัวพร้อมกระเป๋าเอกสารหนังแท้สีดำกับคอมพิวเตอร์พกพาสลิมสีเทา ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นเ้านายผู้เ็ากับภรรยาจดทะเบียนสมรสนั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกันในระยะที่ใกล้ชิดผิดปกติ แต่ก็สามารถเก็บงำสีหน้าความประหลาดใจได้อย่างรวดเร็วตามประสามือขวาผู้รู้งาน
“ขออนุญาตครับบอส คุณณิชารินทร์”
คิรินทร์ปิดหน้าจอแท็บเล็ตในมือลง “ว่ามา”
พายุวางคอมพิวเตอร์ลงบนโต๊ะหินอ่อนอย่างเบามือ หน้าจอสว่างวาบแสดงผลวิเคราะห์กราฟคลื่นความถี่เสียงสีเขียวจากเครื่องดักฟังแอบถ่ายในห้องแต่งตัว VIP เมื่อคืน พร้อมเวลาวินาทีและรหัสกำกับไฟล์ในแต่ละ่อย่างเป็ระบบ
“ทีมกฎหมายตรวจสำเนาไฟล์เสียงแล้วครับ คำพูดของอัครพลใช้ประกอบเื่การข่มขู่ให้เซ็นยอมความและเจตนาใช้ตั๋วเงินที่รู้ว่ามีปัญหาได้ แต่่ที่เอ่ยถึงธวัชชัยยังเป็เพียงคำกล่าวอ้างของอัครพล ไม่มีเอกสารหรือเส้นทางคำสั่งมารองรับ”
ปลายส้อมหยุดเหนือจาน “แปลว่ามัดได้แค่อัครพล”
“ในตอนนี้ครับ”
“แล้วโทรศัพท์ของเขา?” คิรินทร์ถาม
“ทีมกฎหมายไม่ให้เราแตะข้อมูลในเครื่องโดยไม่มีความยินยอมหรือหมายครับ เราบันทึกสภาพภายนอกแล้วคืนไป ตอนนี้จึงยังไม่มีข้อความหรือประวัติสายซึ่งใช้โยงถึงคนสั่งการได้”
คิรินทร์เคาะปลายนิ้วแข็งแกร่งลงกับโต๊ะหินอ่อนหนึ่งครั้ง “ธวัชชัยฉลาดพอที่จะตัดสายเชื่อมโยงถึงตัวเองทุกชั้น”
“ลุงธวัชชัยทำแบบนี้มาตลอดค่ะ” คลื่นเสียงสั่นไหวบนหน้าจอดิจิทัลสะท้อนวาบอยู่ในดวงตาคู่สวย “อัครพลเป็คนลงมือชนหน้า ส่วนคนต้นคิดจะคอยเสี้ยมบอกด้านหลังว่า่ไหนควรสร้างความกลัว ่ไหนควรเร่งบีบคั้น โดยที่เขาไม่เคยทิ้งหลักฐานชื่อหรือรอยนิ้วมือไว้ในลายลักษณ์อักษรเลย”
คำว่า ‘ลุง’ รู้สึกฝืดเฝื่อนอยู่บนปลายลิ้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นเคยมอบของขวัญวันเกิดแสนน่ารักให้เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ และเคยนั่งเจรจาตรงข้ามกับบิดาของตนในห้องทำงานราวกับเป็สมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ไม่มีภาพความอบอุ่นในอดีตใดเตือนความจำเลยว่า มือข้างที่เคยยื่นส่งกล่องของขวัญวันนั้น จะกลายเป็มือข้างเดียวกับที่ค่อย ๆ รื้อทำลายรากฐานทุกอย่างออกจากชีวิตของตนเองจนสิ้น
มือเรียวยังคงวางนิ่งอยู่ข้างจานอาหารเช้า มีเพียงความเย็นเยียบไร้ความรู้สึกซึ่งค่อย ๆ กดซึมลึกลงไปใต้กระดูก
พายุคลิกเปิดข้อมูลอีกหน้าจอหนึ่ง “ยังมีเื่กล้องแอบถ่ายที่เลานจ์ VIP ของคลับครับ หลังจากที่เราเซ็ตระบบให้ปลายทางรับไปเฉพาะภาพกำหนดการปลอมตามแผนการของคุณณิชา สัญญาณสตรีมมิ่งก็ตรวจพบว่าปลายทางพยายามเชื่อมต่อกลับเข้ามาควบคุมอีกสามครั้ง”
ณิชารินทร์ขยับเลื่อนตัวเก้าอี้เข้าใกล้หน้าจอวิเคราะห์ ขาไม้เนื้อดีครูดผ่านพื้นหินอ่อนเป็เสียงทุ้มต่ำ “เมื่อไรคะ”
“ครั้งแรกก่อนอัครพลมาถึงโรงแรม ครั้งที่สองระหว่างงานแถลงข่าว และครั้งสุดท้ายตอนตีสองสิบเจ็ด”
ตีสองสิบเจ็ด
่เวลานั้นประตูห้องนอนใหญ่ยังปิดสนิท แท็บเล็ตถูกทิ้งไว้ในห้องรับรอง คนเดียวซึ่งเฝ้าระบบได้จึงมีเพียงพายุ
“มันพยายามดึงภาพย้อนหลัง?”
“ไม่ครับ มันส่งคำสั่งตรวจเลนส์กับสถานะตัวเก็บข้อมูล เหมือนคนปลายทางสงสัยว่าภาพซึ่งได้รับไม่ครบ หรือรู้แล้วว่ากล้องถูกแตะ”
คิรินทร์หันมาทางขวามือ “ธวัชชัยรู้ว่าอัครพลติดกับ มันคงกำลังตรวจว่าช่องทางไหนทำให้แผนรั่ว”
ชุดคำสั่งสั้น ๆ ถูกเลื่อนผ่านทีละบรรทัด หนึ่งในนั้นไม่ได้มาจากเครื่องรับปลายทาง แต่ถูกส่งผ่านบัญชีบริการภายในคลับ รอยต่อเล็กเพียงบรรทัดเดียว แต่มากพอเปิดทางกลับเข้าไปหาคนซึ่งจับต้องได้
“บัญชีนี้เป็ของใครคะ”
พายุเปิดรายชื่อพนักงาน “เป็บัญชีกลางของฝ่ายดูแลเลานจ์ ใช้เปิดงานซ่อมระบบภาพและเสียง พนักงานระดับหัวหน้าสามคนเข้าถึงได้”
“เมื่อคืนมีใครล็อกอิน”
“ระบบบันทึกชื่อบัญชี แต่แยกคนใช้ไม่ได้ครับ”
บนภาพลายเส้นแสดงผังห้องเลานจ์ VIP ของคลับริเวอร์ฟร้อนท์ ตำแหน่งสัญลักษณ์สีแดงของกล้องรูเข็มแอบถ่ายยังซ่อนอยู่ในซอกลวดลายแกะสลักของกรอบกระจกไม้ตรงข้ามระเบียงริมน้ำ คำสั่งแฮกจากระยะไกลทำได้เพียงเข้าถึงระบบมอนิเตอร์ หาก้าสับเปลี่ยนตัวจัดเก็บข้อมูลหรือปรับมุมเลนส์ใหม่ ใครบางคนจำต้องลักลอบเดินเข้าไปแตะต้องตัวกล้องตัวจริง
“อย่าเพิ่งสั่งคนถอดกล้องนั้นทิ้งนะคะ”
คิรินทร์ขยับเอนตัวพิงพนักเก้าอี้หนังยาว “บอกเหตุผลมา”
“ตอนนี้เราไม่ได้มีแค่ช่องสัญญาณสำหรับสอดส่องชีวิตเรา แต่เรายังมีหนทางสำหรับเรียกตัวคนดูให้ออกมาปรากฏตัวด้วยค่ะ”
หญิงสาวเอื้อมมือดึงแผ่นกระดาษขาวสะอาดจากสมุดบันทึกมาวางลงตรงกลางโต๊ะอาหาร ปลายปากกาหมึกซึมตวัดลากเส้นพิกัดตำแหน่งกล้อง โต๊ะโซฟารับรองสีเข้ม และประตูบริการทางเข้าออกของพนักงานด้านหลังอย่างคล่องแคล่ว เส้นสายเพียงไม่กี่เส้นบนแผ่นกระดาษกลับแปรเปลี่ยนห้องหรูหราให้กลายเป็ผังดักหนูบ่อนไส้ที่สมบูรณ์แบบ
“เซ็ตระบบส่งข้อความแจ้งเตือนกลับไปยังคนแฮกปลายทางว่า หน่วยความจำสำรองใกล้จะเต็มและเลนส์บันทึกภาพไม่ชัดเจน ถ้าลุงธวัชชัยยัง้าสอดส่องผลลัพธ์ว่าฝั่งเราได้ข้อมูลสำคัญอะไรไปจากอัครพลบ้าง เขาจะไม่กล้าตัดใจปล่อยกล้องตัวนี้ทิ้งไว้เฉย ๆ แน่ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ส่งคนสนิทที่อาจสาวเส้นทางกลับมาถึงตัวได้ง่าย ๆ เช่นกัน เขาจำต้องเลือกใช้สอยพนักงานภายในของคลับที่มีสิทธิ์เข้าออกพื้นที่รับรองให้เข้าไปตรวจตรา”
พายุก้มลงมองแผนผังกระดานดักหนูด้วยดวงตาวาวระยิบ “หากทำตามนี้ เราจะสามารถเช็กข้อมูลบัตรผ่านคลับที่ระบุตัวตนพนักงานแต่ละคน และใช้กล้องวงจรปิดหลักของคลับบันทึกจังหวะที่คนร้ายลักลอบแตะกล้องรูเข็มนั้นไว้เป็หลักฐานมัดตัวครับ”
“แค่ััแตะต้องตัวกล้องรูเข็มยังไม่นับเป็หลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดค่ะ เขาอาจหาข้ออ้างว่าเข้าไปเพื่อดูแลซ่อมบำรุงตามรอบหน้าที่ปกติได้”
ณิชารินทร์ตวัดปากกาเพิ่มน้ำหนักวาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กลงบนตำแหน่งโต๊ะรับรอง
“เราต้องล่อให้เขาทำตัวผิดแปลกไปจากพฤติกรรมปกติมากกว่านั้น”
มาเฟียหนุ่มจับจ้องปลายปากกาหมึกซึมที่ณิชารินทร์จงใจแตะค้างไว้ตรงสัญลักษณ์โต๊ะรับรอง “แล้วเธอจะวางอะไรไว้ล่อมัน”
“แฟ้มเอกสารข้อมูลที่ลุงธวัชชัยกำลัง้ามากที่สุด แต่ต้องไม่ใช่เอกสารอายัดศาลหรือของราชการปลอมเพื่อความแเีค่ะ” ปลายปากกาลากเส้นใต้รูปสี่เหลี่ยมย้ำสองหน “เราจะใช้แฟ้มสรุปหลักฐานเท็จที่อิงจากข้อมูลจริงบางส่วน โดยใส่ชื่อพยานบุคคลและเส้นทางธุรกรรมของตั๋วเงินปลอมส่วนที่ล่อแหลม เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเป็หลักฐานสำคัญฉบับเต็ม ส่วนหน้าััของแฟ้มพลาสติกกับเอกสารด้านในให้คนของเราสวมถุงมือปฏิบัติงานเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของวัตถุพยาน แลกกับการเก็บสะสมรอยนิ้วมือของใครก็ตามที่ลอบเปิดหน้าแฟ้มนี้ดู”
พายุขยับศีรษะรับช้า ๆ “จริงด้วยครับ หากเป้าหมายคือการซ่อมบำรุงกล้องตามคำสั่งแจ้งเตือนธรรมดา เขาไม่มีเหตุผลหรือความชอบธรรมใด ๆ ในการลักลอบเปิดดูแฟ้มเอกสารส่วนบุคคลบนโต๊ะ VIP เลย”
“และหากเกิดจังหวะบันทึกภาพถ่าย ส่งต่อส่งรูปด้วยสมาร์ทโฟน หรือพยายามจะลักขโมยนำแฟ้มกระดาษนั้นออกจากห้องรับรอง เราก็จะมีพยานวัตถุครบถ้วน ทั้งภาพเคลื่อนไหวหลักฐาน ประวัติด่านบัตรผ่าน แฟ้มเสียงสนทนา และรอยนิ้วมือัับนแฟ้ม”
“และที่สำคัญที่สุด... โทรศัพท์มือถือของคนร้ายห้ามทำลายทิ้งเด็ดขาดค่ะ” คำเตือนสติถูกเอ่ยดักคอออกไปล่วงหน้าก่อนที่มาเฟียหนุ่มจะทันได้อ้าปากสั่งการใด ๆ “ข้อมูลในเครื่องนั้นสำคัญกว่าตัวคนถือมากนัก ถ้าพี่คีย์ใจร้อนบดขยี้มันพังคามือ เราจะเหลือเพียงลมปากคำสารภาพของคนที่อาจหันกลับมาตลบตะแลงปฏิเสธในชั้นศาลทีหลัง”
ความเงียบงันสายหนึ่งโรยตัวลงในห้องรับประทานอาหารเช้ากะทันหัน
พายุก้มมองหน้าจออย่างตั้งใจเกินจำเป็
คิรินทร์หรี่ตา “เมื่อกี้เธอสั่งใคร”
“เตือนพันธมิตรค่ะ”
“ต่อหน้าลูกน้องฉัน?”
“หรือจะให้ณิชารอเตือนหลังพี่คีย์ทำหลักฐานพังแล้วคะ”
พายุไอเบา ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มทั้งที่ไม่มีใครเชิญ
คิรินทร์จ้องมองร่างบางที่กล้าออกคำสั่งหักหน้าตนเองต่อหน้าพายุอยู่นานจนดวงตาคมดุหรี่ลง แต่ในวินาทีถัดมา มือหนากลับทำเพียงขยับปลายนิ้วเลื่อนปากกาโลหะที่วางบิดเบี้ยวอยู่ให้ขนานกับขอบแผ่นกระดาษสีขาวอย่างเงียบเชียบ
“โทรศัพท์มือถือจะอยู่ครบสามสิบสองประการ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบกึ่งหยอกประชด “ส่วนสภาพทางกายของคนถือนั้นจะยังสมบูรณ์ดีอยู่หรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับว่ามันพร้อมจะให้ข้อมูลที่ฉันอยากรู้ได้เร็วแค่ไหน”
ถ้อยคำคุกคามคุกรุ่นนั้นไม่ได้รับความใส่ใจจากณิชารินทร์ ใบหน้าหวานเพียงหันกลับไปสมทบความคืบหน้ากับพายุต่อ “ทีมทนายความฝ่ายกฎหมายควรเข้ามาแสตนด์บายสังเกตการณ์ั้แ่ขั้นตอนแรก และหาก้าดำเนินเื่ส่งมอบคดีต่อให้เ้าหน้าที่ตำรวจ เราต้องควบคุมขั้นตอนการจัดเก็บพยานหลักฐาน (Chain of Custody) ให้เป็ไปตามมาตรฐานการสืบสวนด้วยค่ะ เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ให้คนร้ายยกขึ้นสู้คดีในศาลได้”
“ผมจะจัดการประสานงานตามนี้ทันทีครับคุณณิชา”
คิรินทร์เลื่อนขยับปลายนิ้วแตะพิกัดห้องเลานจ์ VIP บนหน้าจอดิจิทัลอีกหน “วันพรุ่งนี้ฉันกับเธอจะเดินทางเข้าไปเปิดบทสนทนาเื่แฟ้มเอกสารนั้นต่อหน้ามุมกล้อง จากนั้นจึงแยกย้ายเดินออกจากห้องทางประตูบานหลัก เพื่อสลัดสร้างภาพลวงว่าพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีคนเฝ้าดูแล”
“ณิชาคิดว่าณิชาไม่จำเป็ต้องร่วมแสดง—”
ร่างสูงหันมองหญิงสาวขัดคำพูดก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยแย้งจบความ “เธอเป็ผู้วางหมากแผนนี้ เพราะฉะนั้นในจังหวะเริ่มแรกเธอจำเป็ต้องแสดงตัวตนเพื่อจูงเหยื่อ แต่จำใส่ใจไว้ว่าเมื่อเดินพ้นประตูบานเลื่อนนั้นออกมาแล้ว ห้ามเธอหันหลังกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกเป็อันขาด ไม่ว่าจะเกิดความผิดพลาดใด ๆ ขึ้นก็ตาม”
“ถ้าคนร้ายในคราบพนักงานเลือกที่จะมองข้ามและไม่ยอมแตะต้องตัวแฟ้มล่ะคะ”
“ก็แค่ปล่อยมันเดินกลับไป แล้วจัดคนสะกดรอยตามต่อ”
ประโยคชี้ทางนั้นผิดแผกไปจากท่าทีดิบเถื่อนในค่ำคืนแรกเป็อย่างมาก ชายหนุ่มตรงหน้าผู้เปี่ยมด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่สามารถสั่งการกำจัดใครสักคนให้สูญหายไปจากแผนที่ได้อย่างง่ายดาย กลับโอนอ่อนยอมรับเงื่อนไขพิสูจน์หลักฐานตามวิธีการอันนุ่มลึกของร่างบาง แทนการใช้ความน่ากลัวบีบเค้นคำตอบลัดขั้นตอน
ไม่ใช่เพราะความเด็ดขาดโเี้ในเนื้อแท้ลดลง หากแต่มาเฟียหนุ่มเพียงยอมผ่อนปรนตามวิธีของณิชารินทร์ชั่วคราวเท่านั้น
“ตกลงค่ะ”
“ยังมีเงื่อนไข”
“ว่ามาเลยค่ะ”
สายตาคมเลื่อนไปยังรอยซึ่งปกเสื้อปิดไว้ “แผนนี้ใช้เอกสารเป็เหยื่อ ไม่ใช่ตัวเธอ ถ้าต้องเปลี่ยนอย่างหลังเมื่อไร แผนยกเลิกทันที”
พายุเงียบสนิท คราวนี้แม้แต่หน้าจอก็ดูเหมือนเขาไม่กล้าแตะ
รอยช้ำจาง ๆ สีเข้มใต้ปกปิดของแขนเชิ้ตพลันเจ็บแปลบขัดยามขยับกาย ราวกับััรุนแรงจากข้อมือของอัครพลยังคงกดทับอยู่ตรงนั้น คำสั่งเฉียบขาดของชายหนุ่มเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงการประเมินวิเคราะห์ระดับความปลอดภัยธรรมดา แต่เป็คำประกาศสิทธิ์เหนือสิ่งของที่เป็ของตนเองโดยสมบูรณ์
“ถ้าไม่มีใครแตะณิชา แผนนี้ผ่านใช่ไหมคะ”
“ผ่าน”
“งั้นณิชาตกลง”
คำแทนตัวว่า 'ณิชา' และ 'พี่คีย์' ซึ่งเริ่มเปลี่ยนจังหวะการใช้ั้แ่ค่ำคืนที่ผ่านมา ดึงรั้งสายตาคมปลาบของคิรินทร์ให้ตรึงนิ่งอยู่บนใบหน้าหวานนานกว่าปกติเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มจะยอมหันกลับไปสั่งการคนสนิทข้างกาย
“จัดเตรียมอุปกรณ์ในห้องควบคุมความปลอดภัย จัดการกล้องหลักวงจรปิดของคลับ และคนสแตนด์บายของเราให้ครบตำแหน่ง แต่อย่าได้วางกำลังบอดี้การ์ดจนเด่นชัดประดับทางเดิน ฉันปรารถนาจะเห็นว่าหนูของธวัชชัยจะย่ามใจและลื่นไหลได้แค่ไหน ก่อนที่จะตระหนักได้ว่าทุกสายตาของอัศวภาคินจดจ้องมองมันอยู่”
“รับทราบและจัดการตามแผนครับบอส”
พายุเก็บข้อมูลลงกระเป๋า แล้วชะงักเหมือนนึกบางอย่างได้ “คุณณิชาครับ ผมต้องขอสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ต้นทางที่คุณเก็บจากกล้องครั้งแรก เพื่อเทียบลายเซ็นของอุปกรณ์กับคำสั่งเมื่อคืน”
ณิชารินทร์เปิดแท็บเล็ตและเชื่อมต่อกับเครื่องของพายุ ไฟล์ต้นทางทั้งหมดไหลผ่านแถบสถานะโดยไม่มีสำเนาใดแยกเก็บไว้
คิรินทร์มองแถบถ่ายโอนข้อมูลจนเสร็จ “ไม่มีไฟล์ซ่อนไว้อีก?”
“เื่กล้องไม่มีค่ะ”
คำตอบนั้นเป็ความจริงทุกคำ
เพียงแต่กล้องไม่ใช่เหตุผลเดียวของการเข้ามาอยู่ในเพนท์เฮาส์แห่งนี้
พายุรับเครื่องคืน สีหน้าผ่อนลงเล็กน้อย “ครบครับบอส ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้ผมทำงานง่ายขึ้นมาก”
คิรินทร์หยิบการ์ดสีดำจากกระเป๋าเสื้อ วางทับเส้นทางหนีบนแผนผัง
“นี่อะไรคะ”
“สิทธิ์เข้าห้องควบคุมชั่วคราวสำหรับพรุ่งนี้ ใช้ได้เมื่อฉันหรือพายุอยู่ด้วย”
ณิชารินทร์ยังไม่แตะการ์ด “เมื่อคืนยังคิดว่าณิชาอาจส่งข้อมูลให้ศัตรูอยู่เลย”
“วันนี้เธอส่งข้อมูลให้ฉันก่อนที่ฉันจะต้องถาม”
“แค่นั้นก็เชื่อแล้ว?”
“ยัง” เขาตอบโดยไม่ลังเล “แต่ฉันให้โอกาสเธอพิสูจน์”
การ์ดใบนั้นเปิดได้เพียงประตูห้องควบคุม และต้องมีเ้าของระบบเฝ้าอยู่ตลอด กระนั้นมันก็ยังเป็ช่องว่างแรกในกำแพงซึ่งพายุสร้างไว้แ่าจนแม้แต่สัญญาณแปลกปลอมยังลอดผ่านไม่ได้
“ถ้าณิชาทำให้ผิดหวังล่ะคะ”
“เธอคงไม่อยากรู้”
น้ำเสียงเรียบจนฟังไม่ออกว่าเป็คำขู่หรือคำเตือน
ปลายนิ้วเกี่ยวการ์ดสีดำขึ้นจากโต๊ะ “รับทราบค่ะ... พี่คีย์”
คิรินทร์ไม่ได้ยิ้ม ปลายนิ้วเพียงแตะกล่องกำไลแล้วดันข้ามโต๊ะมาอีกครั้ง
“ใส่ไว้ พรุ่งนี้นักข่าวอาจอยู่หน้าคลับ”
คิรินทร์ลุกออกจากโต๊ะพร้อมพายุ เสียงคุยเื่กำลังคนกับทางเข้าออกเคลื่อนไปถึงหน้าลิฟต์ ก่อนประตูจะปิด เ้าของเพนท์เฮาส์หันกลับมา
“พักวันนี้ ฉันไม่อยากเห็นเธอเดินเหมือนคนแพ้อีกตอนออกไปข้างนอก”
“ณิชาไม่ได้แพ้ค่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้ก็พิสูจน์”
ประตูลิฟต์ปิดลง โต๊ะอาหารจึงเหลือเพียงการ์ดสีดำ กล่องกำไล และกาแฟสองถ้วยซึ่งไม่มีใครดื่มจนหมด
คำว่าไว้ใจยังไม่เคยออกจากปากเขา สิ่งที่ได้รับมีเพียงสิทธิ์ชั่วคราวภายใต้สายตาของเ้าของพื้นที่ แต่สำหรับคนอย่างคิรินทร์ การยอมเปิดประตูแม้เพียงบานเดียวอาจมีความหมายมากกว่าคำพูด
ณิชารินทร์ถือกล่องกำไลกับแท็บเล็ตกลับเข้าห้องรับรอง เสียงกลอนประตูดังเบา ๆ ตัดพื้นที่ส่วนตัวออกจากกรงภายนอก
จากช่องซ่อนในขอบกระเป๋าแท็บเล็ต แผ่นรับสัญญาณบางขนาดไม่ถึงเล็บก้อยเลื่อนออกมาบนฝ่ามือ อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็หนึ่งในของไม่กี่อย่างซึ่งนำออกจากบ้านได้ทัน พ่อเคยใช้มันตรวจหาการเชื่อมต่อซึ่งไม่ควรมีอยู่ในระบบบริษัท และสอนลูกสาวให้ฟังการรับส่งข้อมูลก่อนตัดสินใจแตะต้องสิ่งใด
เป้าหมายวันนี้ไม่ใช่การเจาะระบบควบคุมของเพนท์เฮาส์
แค่้ารู้ว่ากรงซึ่งแ่าที่สุดของคิรินทร์เชื่อมออกไปหาใครบ้าง
ปลายแหนบยกแผ่นสลักด้านในตัวล็อกกำไลขึ้น ช่องว่างรับอุปกรณ์ได้พอดีราวกับถูกออกแบบมาเพื่อมัน มือเรียวสอดแผ่นรับสัญญาณไว้ใต้โลหะ ก่อนปิดกลไกกลับจนไม่เห็นรอยต่อ
เมื่อสวมกำไล ไฟสถานะบนแท็บเล็ตกะพริบหนึ่งครั้ง
สัญญาณอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปปรากฏขึ้นมาก่อน ทั้งโทรศัพท์ส่วนตัว เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบปรับอากาศภายในห้องนอน และช่องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตซึ่งพายุเปิดสิทธิ์การใช้งานให้แก่หญิงสาวใช้งานได้ แต่ภายใต้คลื่นสัญญาณที่เปิดเผยเ่าั้ กลับตรวจพบสัญญาณเข้ารหัสลับที่ทำงานเชื่อมโยงเป็จังหวะสั้น ๆ เป็ชุดตัวเลขและเวลาส่งถ่ายจากเครือข่ายความปลอดภัยหลักของอาคารเพนท์เฮาส์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอก
ชุดรหัสลับชั้นความปลอดภัยนี้ณิชารินทร์ยังไม่สามารถเจาะลึกเข้าไปดูได้ในขณะนี้ และมันไม่มีความคุ้มค่าใด ๆ ที่จะเสี่ยงลงมือก่อกวนจนเหลือร่องรอยให้ระบบกล้องสายลับของพายุจับพิกัดได้ในวันแรก
หน้าจอแบนของแท็บเล็ตส่วนตัวแสดงเวลาจัดเก็บล็อกข้อมูลการเข้าใช้งานและลายเซ็นคลื่นความถี่การส่งสตรีมไว้ได้เพียงสองรายการสั้น ๆ ก่อนจะดับแสงลงมืดสนิท
คิรินทร์ยินยอมมอบเศษเสี้ยวความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้ร่างบางได้พิสูจน์ความสัตย์จริงด้วยการไขปลดล็อกประตูความปลอดภัยบานแรกของเขา
ส่วนณิชารินทร์เพิ่งลอบซ่อนกุญแจลับอีกดอกเอาไว้บนข้อมือของตนเองเพื่อเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนในกรงขังพญาัแห่งนี้