“ท่านแม่ ท่านแม่”
“มีอะไรของเ้า สะใภ้รอง เอะอะโวยวายเสียงดังลั่น ใครเป็อะไร” แม่เฒ่าหลินรีบเดินออกมาที่หน้าประตูห้องของชิงอี เพราะกำลังเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หลานสาวอยู่
“เมื่อครู่ ข้าออกไปข้างนอกมา ชาวบ้านกำลังพูดถึงเื่ชิงอี เต็มไปหมดเลยเ้าค่ะ”
“พูดเื่อะไรกัน ไม่มีงานการทำกันรึไง”
“ชาวบ้านลือกันไปทั่วว่า ชิงอีคงจะไม่มีใครมาสู่ขอแล้ว เพราะเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ชาวบ้านทุกคนต่างเห็นกันหมดว่า นางที่เป็สตรียังมิได้ออกเรือนแต่กลับถูกบุรุษจับเนื้อต้องตัว แม้ว่าจะเป็การช่วยเหลือก็ตาม
และยังว่ากันอีกว่า ถ้าไม่รีบให้นางแต่งออกไปโดยเร็ว จะเสื่อมเสียกันไปหมดและคงจะไม่มีใครกล้ามาสู่ขอลูกสาวหรือหลานสาวที่เหลืออยู่เป็แน่เ้าค่ะ”
สะใภ้รองพูดขึ้นด้วยความร้อนใจ เพราะนางก็มีลูกสาวที่ใกล้ถึงวัยออกเรือนแล้ว และกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน
“งั้นเราจะทำยังไงกันดี” แม่เฒ่าหลินพูดขึ้นด้วยความกลุ้มใจ
“ท่านแม่ เอาเช่นนี้ดีรึไม่ เราก็ให้ชิงอีแต่งออกไปเลย” สะใภ้รองเสนอออกมา แม้จะรู้ว่ามันค่อนข้างจะเป็การเห็นแก่ตัว แต่นางก็ต้องพูดขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์และชื่อเสียงของลูกสาวนาง
“เื่นี้เอาไว้ก่อน รอให้ทุกคนกลับมา แล้วค่อยปรึกษากันอีกทีว่าจะเอาอย่างไร” แม่เฒ่าหลินเหลือบหางตามองหน้าสะใภ้รอง และพูดขึ้นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดในสิ่งที่ลูกสะใภ้ได้พูด
“เ้าเข้าไปทำมื้อเที่ยงเถอะ เดี๋ยวทุกคนก็มาแล้ว” สั่งความแล้วแม่เฒ่าหลินก็หันหลังกลับเข้าห้องหลานสาวเหมือนเดิม
“เ้าค่ะ ท่านแม่” สะใภ้รองรับปากและหายเข้าไปในครัวทันที
่เที่ยง หลังจากที่ทุกคนกินข้าวเรียบร้อยแล้ว แม่เฒ่าหลินก็ให้พวกผู้ใหญ่อยู่ก่อนเพื่อปรึกษาเื่ข่าวลือของชิงอีที่กำลังเป็ประเด็นให้ชาวบ้านพูดถึงอยู่ในตอนนี้
“ท่านพี่ เราจะทำอย่างไรกับเื่ที่เกิดขึ้นดี ข้ากลัวว่าชิงเอ๋อจะไม่สามารถแต่งออกให้กับใครได้อีก เพราะนี่อายุของนางก็ถึงคราวสามารถออกเรือนได้แล้ว แต่กลับมีเื่นี้เกิดขึ้นเสียได้” แม่เฒ่าหลินกล่าวขึ้นด้วยความเสียใจ กับโชคร้ายของหลานสาวคนโต
ซึ่งเมื่อทุกคนได้ฟังเื่ราว ต่างก็มีสีหน้ากลัดกลุ้มและโกรธคนที่ปล่อยข่าวลือสร้างความเสียหายให้กับชิงอีด้วยกันทั้งนั้น
“เราคงไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากไปเจรจาให้ซีห่าวมารับผิดชอบชิงเอ๋อ ข้าคิดว่าเด็กคนนี้ ถึงแม้บ้านของเขาจะยากจนแต่ก็เป็คนดี ขยันและซื่อสัตย์ ถ้าชิงเอ๋อได้แต่งเข้าไป และช่วยกันขยันทำมาหากิน ยังไงก็ไม่อดตายแน่ ๆ ” พ่อเฒ่าหลินกล่าวความคิดของเขาออกมา ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยในส่วนนี้
“แต่ท่านพ่อสามี อย่าลืมญาติฝ่ายพ่อของเด็กคนนี้นะเ้าคะ หาดีไม่ได้สักคน ทั้งี้เี เห็นแก่ตัวชอบเอารัดเอาเปรียบทั้งนั้น ชิงเอ๋อจะอยู่รอดรึเ้าคะ” สะใภ้ใหญ่ทักท้วงขึ้นด้วยความเป็ห่วงหลานสาวสามี
“ไม่เป็ไร ระหว่างที่นางแต่งเข้าไปเราก็หมั่นไปเยี่ยมเรื่อย ๆ ให้พวกนั้นรู้ว่า ถึงแม้หลานเราจะแต่งออกไปแล้วก็ยังมีบ้านเดิมที่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่” พ่อเฒ่าพูดขึ้น ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะถึงครอบครัวของเราจะยากจน แต่ก็ไม่เคยทิ้งกัน
ระหว่างที่ครอบครัวหลินกำลังปรึกษากันอยู่นั้น ก็มีเสียงเรียกขึ้นที่หน้าบ้าน
“มีใครอยู่หรือไม่ขอรับ”
“ใครมาน่ะ เ้าใหญ่ออกไปดูซิ” แม่เฒ่าหลินบอกให้ลูกชายคนโตออกไปดู
“ขอรับท่านแม่”
แอ๊ด… เสียงเปิดประตูบ้าน
“อ้าว… ซีห่าว มาที่บ้านมีอะไรรึป่าว” หลินซือห้าวเอ่ยถามและมองด้วยความสงสัย
“ข้ามาขอพบท่านผู้เฒ่าเื่ข่าวลือขอรับ” จ้าวซีห่าวพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์
“อืม งั้นเข้ามาก่อนซิ” หลินซือห้าวชวนชายหนุ่มเข้ามาในบ้าน
“ท่านพ่อท่านแม่ ซีห่าวมาเื่ข่าวลือขอรับ” เมื่อมาถึงที่ที่ทุกคนกำลังนั่งอยู่ หลินซือห้าวก็บอกพ่อแม่ถึงแขกที่มาหาทันที
“อืม ซีห่าว เ้ามาพอดีเลย พวกข้ากำลังคุยกันเื่ข่าวลือที่เกิดขึ้นอยู่พอดี ว่าแต่เื่นี้เ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไรเล่า” พ่อเฒ่าหลินพูดขึ้น พร้อมทั้งเอ่ยถามชายหนุ่มไปด้วย
“ข้าจะรับผิดชอบในเื่ที่เกิดขึ้น โดยการแต่งงานกับหลินชิงอีขอรับ” จ้าวซีห่าวกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นคง บ่งบอกถึงการได้คิดไตร่ตรองและตัดสินใจมาเป็อย่างดีแล้ว
เมื่อผู้เฒ่าทั้งสองและทุกคนได้ยินคำตอบเช่นนั้น ก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มและรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมาก
หลังจากนั้นทั้งบ้านหลินและจ้าวซีห่าวก็ได้พูดคุยตกลงกันเื่สินสอด ซึ่งทางบ้านหลินขอแค่ไก่หนึ่งตัวเพื่อทำให้เป็พิธีก็พอ ด้วยทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าบ้านของเขานั้นยากจนมาก
ชายหนุ่มก็รับปากแต่ขอเวลาสามวัน ถึงเวลานั้นหลินชิงอีก็คงจะหายพอดี ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายก็ตกลงตามนั้น และแยกย้ายกันไป
รุ่งเช้าของวันที่สามหลังจากที่ตกลงกัน จ้าวซีห่าวได้นำไก่ฟ้าและหมูป่า หนักประมาณ 100 จิน มาเป็สินสอดให้กับบ้านหลิน ซึ่งเื่นี้สร้างเสียงฮือฮาและความอิจฉาให้กับชาวบ้านมาก ที่พวกเขาได้หลานเขยที่ดี เพราะว่าเนื้อนั้นหากินได้ยากมาก นาน ๆ ครั้งชาวบ้านถึงจะสามารถจับสัตว์ป่ามาได้
ชายหนุ่มนั้นพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง และเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ไปขาย แต่สัตว์ป่าไม่ใช่จะหากันง่าย ๆ เพราะในป่าไม่ได้มีแต่สัตว์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์อสูรที่มีนิสัยดุร้ายมากอีกด้วย ซึ่งถ้าได้เจอแล้วหนีไม่ทันคงได้แต่ทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น ชาวบ้านจึงหวาดกลัวการเข้าป่า ได้แต่หาผักหรือสัตว์เล็ก ๆ อยู่ตามป่ารอบนอกนั่นเอง
การที่ชายหนุ่มนำไก่ฟ้าและหมูป่ามาเป็สินสอดนั้น ทำให้บ้านหลินได้หน้าเป็อย่างมาก และคิดตรงกันว่า คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ให้หลานสาวแต่งงานกับเ้าหนุ่มคนนี้
แต่เมื่อมีคนยินดีก็ย่อมต้องมีคนที่ไม่ยินดีและอิจฉาเช่นกัน นางสู้อุตส่าห์วางแผนให้นังชิงอีใด้แต่งกับอันธพาลก็ดันพลาด ยังดีมันได้แต่งกับคนจน คราวนี้มันยังดวงดีได้สินสอดเป็เนื้อสัตว์ที่หากินได้ยากและยังได้กอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาอีก มันน่าโมโหนัก หึ!!
เมื่อจัดการเื่สินสอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จ้าวซีห่าวก็พาหลินชิงอีกลับไปทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินที่บ้าน โดยมีครอบครัวหลินตามไปด้วย
ซึ่งพิธีแต่งงานครั้งนี้ เป็พิธีเล็ก ๆ ในครอบครัว ไม่มีการเชิญแขกหรือกินเลี้ยงใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าที่บ้านยากจนนั่นเอง และทางบ้านหลินก็ยอมรับในจุดนี้ ด้วยไม่อยากให้เกิดการสิ้นเปลือง
สู้เก็บเงินและอาหารที่มีอยู่น้อยนิด ไว้สำหรับหน้าหนาวที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าดีกว่า ซึ่งสำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว ฤดูหนาวเป็อะไรที่น่ากลัวและทรมานมากจริง ๆ