“นายท่านขอรับ เกิดเื่ใหญ่แล้วขอรับ” เจาเหวิน ข้ารับใช้คนสนิทของเสิ่นซิ่วเต๋อพลิ้วกายลงมาจากสันกำแพงสูงด้วยท่าทีร้อนรน เขาไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำใดกับผู้เป็นายดี
เื่ราวภายในจวนซับซ้อน วุ่นวาย ท่านแม่ทัพไม่ได้อยู่ในจวนมาระยะหนึ่งแล้ว ย่อมไม่ทราบความเคลื่อนไหวภายในจวน เจาเหวินจำเป็ต้องเอ่ยถึงสถานการณ์ภายใน เพียงแต่เื่นี้หากเอ่ยไป เขาก็ไม่รู้ว่าจะรักษาชีวิตของตนเองได้หรือไม่
“มีอะไร” เสิ่นซิ่วเต๋อเอ่ยถามเสียงเรียบ
“คะ คุณหนู ไม่สิ... แม่นางเซี่ย...” เจาเหวินพูดยังไม่ทันจบเลยด้วยซ้ำ เขาก็โดนอีกฝ่ายพูดสวนขึ้นมาซะก่อน
“จะพูดเื่ของสตรีผู้นั้นทำไมอีก เื่ของนางข้าไม่อยากได้ยิน ชื่อของนางข้าก็ยิ่งไม่อยากได้ยิน” เสิ่นซิ่วเต๋อเอ่ยอย่างเ็า จริงอยู่ที่ในอดีตนางเป็สตรีที่งดงาม และเป็สตรีในดวงใจของเขา แต่ทว่ายามนี้ภาพในความทรงจำของเขาก็มีเพียงแต่สตรีร่างซูบผอมที่ดูแก่ชราเกินวัย แม้ในวันวานเขาจะรักนางมากเพียงใด แต่นั่นก็เป็เพียงแค่อดีตเท่านั้น
หากตระกูลเซี่ยไม่ใช่หนึ่งในผู้ทำลายตระกูลเสิ่น เขาคงไม่เกลียดชังนางถึงเพียงนี้ ครั้งนั้นตระกูลเสิ่นเกือบล่มสลาย บิดาของเขาจากไปเพราะตรอมใจ มารดาของเขาล้มป่วยเพราะสูญเสียสามีอันเป็ที่รัก สุดท้ายก็ตรอมใจตายจากไปเช่นกัน
ในเมื่อนางเป็เืเนื้อเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเซี่ยที่ยังเหลืออยู่ในโลกใบนี้ งั้นเขาจะให้นางได้ชดใช้! นางต้องทนทุกข์อยู่อย่างทุกวันนี้ มันก็สมควรแล้ว!!!
เจาเหวินยืนประสานมืออยู่ต่อหน้าผู้เป็นาย พลางก้มหน้าเล็กน้อยขณะเอ่ย “เื่ที่นายท่านไม่อยากได้ยิน ข้าน้อยทราบดี เพียงแต่ว่า... ครั้งนี้ไม่พูดไม่ได้ขอรับ”
“เช่นนั้นเ้าก็รีบว่ามา!” เสิ่นซิ่วเต๋อเอ่ยกับข้ารับใช้คนสนิทอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
“เรือนหลังน้อยของแม่นางเซี่ยไหม้วอดไปทั้งหลัง แม่นางเสี่ยวเหอวิ่งมาบอกทั้งน้ำตา บอกว่าแม่นางเซี่ยขังตัวเองไว้ในนั้น จงใจจะตายไปพร้อมกับคุณหนูน้อย”
เมื่อสิ้นคำรายงานของเจาเหวิน เสิ่นซิ่วเต๋อก็เผลอกัดฟันกรอดและเผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว “เจาเหวิน!!! เ้าแน่ใจหรือ”
“แน่ใจขอรับ”
“นางกล้าดีอย่างไร มาหาเื่ด่วนจากไป ทั้งที่ข้ายังไม่ได้อนุญาต ความตายของนางควรอยู่ในกำมือข้าแต่เพียงผู้เดียว หากข้าไม่อนุญาตให้นางตาย นางก็ต้องห้ามตาย!” แม้คำพูดของเขาจะฟังดูใหญ่โตโอฬารและดูเ็าไปสักหน่อย แต่ทว่าแววตาของเขากลับส่อแววว่าห่วงใยนางอย่างปิดไม่มิด
เป็เช่นนี้เจาเหวินจึงเลือกพูดในสิ่งที่ปกปิดไว้ในใจตลอดมา
“นายท่านขอรับ... ความแค้นในอดีต มีต้นเหตุมาจากตระกูลเซี่ยก็จริง แต่แม่นางเซี่ยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย นายท่านแน่ใจหรือขอรับ ว่าควรปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ ข้าน้อยคิดว่าเื่ความบาดหมางระหว่างสองตระกูล จะต้องมีผู้อยู่เื้ัเป็แน่”
“เจาเหวิน!!! นี่เ้า! ไม่รักชีวิตแล้วรึ” เสิ่นซิ่วเต๋อตวาดลั่น
“ข้าน้อยรู้ว่าคำพูดนี้เป็การยั่วโมโหท่าน แต่ข้าไม่อยากให้ท่านหลงผิดไปกับความแค้น คุณหนูเซี่ยซินเอ๋อร์เป็บุตรสาวคนโตของท่าน แม่นางเซี่ยก็เป็สตรีที่ท่านรัก หากไม่รัก จะปล่อยให้นางมีชีวิตมายาวนานแบบนี้ได้อย่างไร แม้ปากของท่านจะบอกว่าไม่รักนาง แต่หัวใจของท่านกลับไม่เป็เช่นนั้น ท่านยังรักนางเสมอมา”
เมื่อเอ่ยจบประโยคนี้ขาทั้งสองข้างของเจาเหวินก็ทรุดลง เขานั่งคุกเข่าประสานมืออยู่ต่อหน้านายท่าน หากนายท่านจะลงโทษเขา เขาล้วนยินดี
“รักแล้วอย่างไร ระหว่างข้ากับนางไม่มีทางเป็ไปได้อยู่แล้ว” เสิ่นซิ่วเต๋อไม่พอใจที่เจาเหวินพูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูดก็จริง แต่เขากลับไม่ได้ลงไม้ลงมือกับเจาเหวิน เพราะสิ่งที่เขาให้ความสำคัญในตอนนี้ก็คือชีวิตของนาง
“เ้าอย่ามัวแต่มาสอดเื่ของข้า กลับไปช่วยนางเดี๋ยวนี้ รีบช่วยนาง อย่าให้นางตาย”
“เกรงว่าจะไม่ทันแล้วขอรับ...”
“จะเ้าว่าอะไรนะ!” เสิ่นซิ่วเต๋อลมหายใจสะดุดกึกและเบิกตากว้าง เขาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมา
“ตอนนี้พวกนางจากไปแล้วขอรับ...” น้ำเสียงของเจาเหวินฟังดูเศร้าสร้อยอยู่พอตัว เื่พวกนี้ไม่ใช่เื่ล้อเล่น เขาย่อมไม่เอาเื่เป็ตายมาพูดโกหกแน่นอน
เจาเหวินเป็ข้ารับใช้ที่ติดตามอยู่ข้างกายเสิ่นซิ่วเต๋อมานานแล้ว เขาเองก็ได้พบเห็นคุณหนูเซี่ยมาั้แ่เด็ก เขาย่อมรู้ดีว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับตระกูลเสิ่นนั้น คุณหนูเซี่ยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย
นางเป็สตรีผู้เคราะห์ร้ายที่เสิ่นซิ่วเต๋อรักปักใจ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เกลียดชังนางเหลือเกิน ทั้งที่ความเป็จริงนางมิได้เกี่ยวข้องกับความแค้นในครั้งนี้เลย เพียงแค่นางเป็คนแซ่เซี่ย ก็จะให้นางเป็คนผิดอย่างนั้นหรือ? เช่นนี้คงไม่ยุติธรรมกับนางแล้ว
หากจะหาคนผิด ก็ต้องชี้มือไปที่เซี่ยจิ่นเฉิงบิดาของนาง คนผู้นั้นตายไปแล้ว ตระกูลเซี่ยก็พังพินาศย่อยยับทั้งตระกูลไปแล้ว เท่านี้ก็น่าจะเลิกแล้วต่อกันได้แล้วมิใช่หรือ แต่เหตุไฉนนายท่านถึงยังไม่ปล่อยวาง เอาแต่พูดจาทำร้ายน้ำใจของนางอยู่ได้
ครั้นจะให้นางอยู่ ก็หมั่นประชดประชันนาง หมั่นทำให้นางเ็ปไม่เว้นแต่ละวัน ครั้นนางจะตายจากไป ก็มิยอมปล่อยให้นางหลุดพ้น เ้านายของเขาในทุกวันนี้ ดูเหมือนคนสารเลวเข้าไปทุกวัน
“จากไปแล้วงั้นเหรอ... เจาเหวิน! เ้าอย่าพูดจาเหลวไหล” ท่านแม่ทัพเสิ่นซิ่วเต๋อเหลือบตามองลูกน้องคนสนิท คิ้วของเขาขมวดมุ่น เขาคิดเข้าข้างตัวเอง คิดว่านางไม่ได้ตายจริง เพียงแต่หาเื่เรียกร้องความสนใจจากเขาแน่
ครั้งในอดีตนางดีกับเจาเหวินไม่น้อย ทั้งสองย่อมมีบุญคุณต่อกัน ครานี้เจาเหวินถึงขั้นคุกเข่าต่อหน้าเขา ถึงขั้นพูดแทนนาง เช่นนั้นก็เป็ไปได้ว่า เจาเหวินร่วมมือกันกับนางเพื่อช่วยให้นางเรียกร้องความสนใจได้สำเร็จ
เจาเหวินหนอเจาเหวิน... ไฉนถึงกล้าเอาเื่เป็ตายมาพูดล้อเล่น ไม่เห็นหรือว่าเขากำลังยุ่งอยู่ แต่ถึงไม่ได้ยุ่ง ก็ไม่ควรเอาเื่ของนางมารบกวนเขาอยู่ดี
“นางคงขอร้องให้เ้ามาพูดโกหก เพื่อเรียกร้องความสนใจแทนนางสินะ สตรีผู้นี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง ข้าให้นางอาศัยอยู่ในเรือนท้ายจวน ให้นางกินอยู่ในจวนแม่ทัพ ก็เป็บุญของนางแล้ว ไม่รู้ว่านางจะเรียกร้องอะไรจากข้านักหนา ฮึ... คิดหรือว่าข้าจะสนใจนาง”
ในใจของเขาร้อนรุ่มเป็ห่วงนางยิ่งนัก เสียเพียงแต่ว่าปากแข็ง และหลอกตัวเองเก่ง จึงทำให้เขาพ่นคำพูดทำนองนั้นออกมา
“นายท่าน ข้าไม่ได้กุเื่พูดโป้ปด ข้าอยู่ข้างกายท่านมากี่ปี นิสัยของข้าท่านไม่รู้หรือ แม้หลายครั้งข้าจะเห็นใจนางอยู่บ้าง แต่เพราะข้าเป็คนของท่าน ข้าจึงไม่คิดยื่นมือช่วยเหลือนางเกินกว่าหน้าที่ เช่นนั้นข้าเจาเหวินจะพูดโกหกแทนนางได้อย่างไร”
คำพูดของเจาเหวินช่วยดึงสติเสิ่นซิ่วเต๋อได้เป็อย่างดี แม่ทัพหนุ่มโกรธขึ้งจนเส้นเืข้างขมับปูดโปนเป็เส้นสัน เขาเห็นเจาเหวินเป็ดั่งพี่น้อง เขาไม่อยากลงมือกับเจาเหวิน
“เจาเหวิน! นี่เ้า!” เสิ่นซิ่วเต๋อพยายามระงับโทสะอย่างสุดความสามารถ ซึ่งเจาเหวินก็รู้ดีเป็อย่างยิ่ง ว่าท่านแม่ทัพโกรธขึ้งมากเพียงใด แต่เขากลับยังไม่ยอมหยุดพูด เพราะไหน ๆ ก็มีโอกาสได้พูดแล้ว ดังนั้นเขาก็จะพูดให้ถึงที่สุด
“เื่ที่ควรพูด ข้าไม่เคยคิดพูด แต่บัดนี้จะขอลองพูดดูสักครั้ง องค์หญิงเหยียนซีที่แสร้งทำดีต่อหน้าท่าน นางไม่เคยเป็คนดี นางไม่เคยดูแลแม่นางเซี่ย ไม่เคยมีเมตตาต่อคุณหนูซินเอ๋อร์ นางบีบคั้นกลั่นแกล้งทรมานแม่นางเซี่ยมาโดยตลอด ท่านเป็ถึงแม่ทัพบัญชาการสามเหล่าทัพ ย่อมฉลาดปราดเปรื่อง ข้าน้อยพูดเท่านี้ ท่านก็น่าจะเข้าใจหมดแล้ว”
เสิ่นซิ่วเต๋อกำหมัดแน่นและกัดฟันกรอด ก่อนจะเอ่ยออกมาประโยคหนึ่งว่า “หากไม่เห็นแก่ที่ว่าเ้าเป็คนสนิทของข้า เติบโตมาพร้อมกับข้า เป็ดั่งพี่น้องสายเืเดียวกันกับข้า พูดมากขนาดนี้ หัวคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว”
“หากหัวของข้าน้อย ช่วยให้นายท่านหูตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง ข้าน้อยก็ยินดีมอบให้” เมื่อว่าจบประโยคนี้ เจาเหวินเงยหน้าขึ้นมองสบตากับแม่ทัพหนุ่ม แล้วเอ่ยต่อไปว่า “นายท่าน... เื่ในอดีตข้าว่าลองสืบค้นอย่างละเอียดดูใหม่สักครั้งเถิดขอรับ”
เสิ่นซิ่วเต๋อไม่ได้รับปาก และไม่ได้ด่วนสรุป ตอนนี้เขาใช้ความอดทนเป็อย่างมาก ที่จะไม่ปล่อยหมัดลงไปต่อยปากของเ้าเจาเหวิน
“เตรียมม้าให้ข้า!!! ข้าจะกลับจวน!!”
ในที่สุด... เจาเหวินก็โน้มน้าวใจท่านแม่ทัพได้สำเร็จ! ถึงแม้ว่ามันจะสายเกินไปก็เถอะ อย่างน้อยเถ้ากระดูกของคุณหนูสามเซี่ย กับคุณหนูซินเอ๋อร์ก็ควรได้เก็บไว้ในห้องบรรพชน เพราะหากท่านแม่ทัพไม่กลับไปตอนนี้ เถ้ากระดูกของพวกนางสองแม่ลูกอาจถูกทำลายโดยคนขององค์หญิงเหยียนซี
ก่อนออกเดินทางเสิ่นซิ่วเต๋อไม่ลืมฝากฝังงานของตนให้เฟิ่งกุนซือเป็คนรับ่ต่อ จากนั้นเขาก็ควบอาชาทมิฬฝ่าเงารัตติกาลกลับเข้าเมืองหลวงอย่างรีบร้อนโดยมีทหารติดตามมาเพียงแค่สามคนเท่านั้น